กฎหมายน่ารู้

ครั้งนี้ขอกล่าวถึง การทำพินัยกรรมแบบธรรมดา ซึ่งเป็นแบบที่นิยมทำกันมากอีกแบบหนึ่ง   หลักเกณฑ์การทำมีดังนี้คือ1. ต้องทำเป็นหนังสือ โดยจะเขียนหรือพิมพ์ก็ได้ รูปแบบคล้ายกับพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ (ตามรายละเอียดในตอนที่1)  2.ต้องลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำ เพื่อพิสูจน์ความสามารถของผู้ทำ        3.ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน จะลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ นิ้วมือก็ได้ แต่จะใช้ตราประทับแทนการลงชื่อหรือเครื่องหมายแกงไดไม่ได้ และพยานที่จะลงลายมือชื่อ ในพินัยกรรมจะพิมพ์ลายนิ้วมือหรือใช้ตราประทับ หรือลงแกงได หรือลงเครื่องหมายอย่างอื่นแทนการ ลงชื่อไม่ได้ จะต้องลงลายมือชื่ออย่างเดียว     4.หากมีการขูด ลบ ตกเติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่น ในขณะที่ขูด ลบ ตกเติม หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้น ต้องลงวัน เดือน ปี และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อ หรือพิมพ์นิ้วมือต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน และพยานอย่างน้อยสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมในขณะนั้น (ต้องทำเป็นพินัยกรรมแล้ว)ผู้ที่จะเป็นพยานในพินัยกรรมได้ ต้องมีคุณสมบัติตามกฎหมายกำหนด ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไป ตามเจตนาของกฏหมายที่ต้องการให้มีผู้รู้เห็นในการทำพินัยกรรมจริง ๆ เข้าใจสาระสำคัญใน การทำพินัยกรรม ดังนั้นจึงห้ามบุคคลที่จะกล่าวต่อไปนี้ มาเป็นพยานในการทำพินัยกรรม 1. ผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ คือผู้ที่อายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ ในเวลาที่เป็นพยานในพินัยกรรม แม้ต่อมาอายุครบ 20 ปีแล้วก็ตาม ถือว่าพินัยกรรมฉบับนั้นไม่สมบูรณ์
2. บุคคลวิกลจริต หรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนผู้เสมือนไร้ความสามารถ ซึ่งเป็นผู้ไม่
เข้าใจการกระทำของตน
3. บุคคลที่หูหนวก เป็นใบ้ หรือตาบอดทั้งสองข้าง ที่กฎหมายห้ามเพราะไม่มี
ความสามารถเต็มที่ที่จะรับรู้เรื่องใด ๆ ได
ถ้าบุคคล3ประเภทนี้มาเป็นลงชื่อเป็นพยานในการทำพินัยกรรม ก็ไม่ได้ทำให้พินัยกรรมเสียไปทั้งฉบับ แต่เสียไปเฉพาะตัวผู้ที่เป็นพยานเท่านั้น หากพินัยกรรม นั้นยังได้มีพยานอื่นอีก และครบตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด เช่น ยังมีพยานอื่นอีก 2 คน ก็ถือ ว่าพินัยกรรมนี้สมบูรณ์ การพิจารณาว่าบุคคลใดต้องห้ามเป็นพยาน ให้พิจารณาในเวลาที่บุคคลนั้นเป็นพยาน หากว่า ขณะเป็นพยานยังไม่เป็นบุคคลต้องห้าม แต่ต่อมาเกิดหูหนวก ตาบอดทั้งสองข้าง หรือต่อมาวิกลจริต ก็ไม่ทำให้การเป็นพยานหรือพินัยกรรมต้องเสียไป สิ่งสำคัญอีกประการก็คือ ผู้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมจะต้องไม่เป็นผู้เขียนหรือพยานในพินัยกรร มิฉะนั้นไม่มีสิทธิรับทรัพย์ มรดกตามพินัยกรรม แม้แต่คู่สมรสของผู้เขียนหรือของพยานในพินัยกรรมก็ไม่มีสิทธิรับทรัพย์ตามพินัยกรรมเช่นกัน การเป็นพยานในพินัยกรรม ในที่นี้หมายถึงต้องลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมเพียงนั่งอยู่ด้วยในขณะมีการทำพินัยกรรม ไม่ถือว่าเป็นพยานในพินัยกรรม ดังนั้นขอให้ระวังด้วยถ้าเราเป็นผู้มีชื่อเป็นผู้รับทรัพย์มรดกพินัยกรรมก็อย่าได้เป็นผู้ทำพินัยกรรมหรือพยานในพินัยกรรม จะเสียสิทธิของตนไปอย่างน่าเสียดาย