ขอท่านจงถอดถอนออกเสียให้หมดด้วยปัญญา เหมือนกับท่านกรองฝุ่นตะกอนออกจากน้ำให้เหลือแต่ H+H+O เท่านั้น
การมองแก้วน้ำ

คำถาม : นั่งมองแก้วน้ำ (ข้างในมีน้ำ) แล้วท่านเห็นอะไร?

 คำตอบตามทัศนของข้าพเจ้า : นั่งมองแก้วน้ำ (ข้างในมีน้ำ) แล้วข้าพเจ้าเห็นดังนี้

 

          1.การมองจากภายนอกเข้าหาศูนย์กลาง

เรา(ตา) "หยากเยื่อติดผิวด้านนอกแก้ว " แก้ว " หยากเยื่อติดผิวด้านในแก้ว "สิ่งเจือปน

                                                                                                  $                                                                                     โปรตรอน,นิวตรอน! อิเล็กตรอน! อะตอม ! โมเลกุล ! O! HH 

                         $ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt" class="MsoNormal">                    ความสกปรกของแก้วด้านในอีกฝั่งหนึ่ง "เห็นแก้วอีกด้านหนึ่ง        </p>

                                                                                          $

                                                      เห็นความสกปรกของแก้วอีกด้านหนึ่ง</span> <p>          การมองลักษณะนี้เป็นการมองจากข้างนอกเข้ามาข้างใน การมองคนอย่ามองแต่เปลือกนอก (กาย) คืออย่าได้ตัดสินว่าเขาดีหรือชั่ว เลวหรือน่ายกย่องนับถือ เพราะถ้ามองเห็นแก้วโดยไม่เห็นน้ำ ก็เท่ากับมองเห็นกระพี้ไม้ มองไม่ถึงแก่น มองเห็นรถยนต์แต่ไม่เห็นเครื่องยนต์ มองเห็นจอมอนิเตอร์+เคส แต่ไม่เห็นสเปก มองเห็นมาดเท่ๆของคนแต่ไม่เห็นจิตใจ มองเห็นกายแต่มองไม่เห็นจิตตัวเอง ขอท่านจงมองแก้วให้เห็นถึงน้ำ จงมองกายให้เห็นถึงจิต จงมองจิตให้เห็นถึงกาย จงมองกายให้เป็นมหาภูติ คือธาตุ 4 มี ดิน น้ำ ไฟ ลม ของเน่าเสีย ในกาย เหมือนมองแก้วที่มีหยากเยื่อ ตะใคร่น้ำ สิ่งสกปรก ฟองอากาศในแก้วขอท่านจงมองเห็นจิตให้เห็นจิต เหมือนกับมองน้ำให้เห็น H+H+O ขอท่านจงมองสิ่งขุ่นมัวที่แฝงอยู่ในจิตเหมือนกับความขุ่นที่แทรกอยู่ใน H2O เมื่อท่านมองเห็นความขุ่นมัวในจิต มี อวิชชา ตัณหา อุปาทาน โลภ โกรธ หลง ปฏิฆะ มานะ ทิฐิ ทุกข์ โทมนัส โสกะ ปริเทวะ อุปายาส ขอท่านจงถอดถอนออกเสียให้หมดด้วยปัญญา เหมือนกับท่านกรองฝุ่นตะกอนออกจากน้ำให้เหลือแต่ H+H+O เท่านั้น เมื่อท่านถอดถอนอาสวะออกหมดก็จะเหลือแต่ความว่าง (สุญญตา) เบา เปล่า โล่ง อันหมายถึง นิพพาน คือความพ้นทุกข์ (การมองลักษณะนี้เป็นการมองแบบปฏิโลม)</p><p></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">          2.การมองจากศูนย์กลางออกไปภายนอก (เป็นการมองโดยใช้ตาในมอง)</p><p>          เรานั่งอยู่ในแก้วขนาดใหญ่ที่มีน้ำอยู่ภายในแล้วลืมตามองในน้ำ (ควรกลั้นลมหายใจด้วยเดี๋ยวสำลักน้ำ) ก็จะเห็น</p><p>เรา (ตา) " ความขุ่นที่แทรกอยู่ในน้ำ " โปรตรอน,นิวตรอน " อิเล็กตรอน " อะตอม         </p><p>                                $</p><p>เห็นแก้ว,ฟองอากาศในแก้ว! เห็นความสกปรกจับผิวแก้วด้านใน!H+H!O!โมเลกุล</p><p>$</p><p>ความสกปรกติดแก้วด้านนอก" เห็นสิ่งแวดล้อมภายนอกแก้ว (คน สัตว์ สิ่งของ)</p><p>                            $</p><p>เห็นดวงดาว,ระบบสุริยะ  ! เห็นโลกทั้งสาม (อบายภูมิ,มนุษยภูมิ,เทวภูมิ)</p><p>$</p><p>เห็นกาแลกซี่เห็นทางช้างเผือก(Milky way) " เห็นหลายๆกาแลกซี่(แสนล้านกาแลกซี่)</p><p>                                                                                                    $   </p><p>                        ความเกิดดับของจักรภพ หรือจักรวาล  !   เห็นจักรภพหรือจักรวาล    </p><p>          การมองลักษณะนี้เป็นการมองจากศูนย์กลางออกนอก คือการพิจารณาดูจิตและกายของเราให้ถ่องแท้ เห็นแจ้ง แทงตลอด (อรหัตผล,นิพพาน) เสร็จแล้วจึงหันมามองสรรพสิ่ง คน สัตว์ สิ่งของ แต่ตรงนี้ทำได้เฉพาะสมเด็จพระสัมมาสำพุทธเจ้าเท่านั้น คือ หลังจากที่พระสัมมาสำพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เห็นธรรมะ (ธรรมชาติ) คือสภาวธรรมที่มีเกิด แปรปรวน และดับไป พระธรรมในพระไตรปิฎก84,000 พระธรรมขันธ์นั้นมีมากมาย แต่พระสัมมาสำพุทธเจ้าทรงตรัสว่ามีเท่ากับใบประดู่ลายเพียงกำมือเดียว แต่พระธรรมที่เป็นสภาวธรรม นั้นมีมากเท่ากับใบประดู่ลายที่ล่วงหล่นอยู่ในป่า ฉะนั้นการพิจารณาเห็นโลก เห็นดาว เห็นจักรวาล เขาสิเนรุ สมเด็จพระสัมมาสำพุทธเจ้าพระองค์ทรงเห็นแจ้งแทงตลอดแล้ว เพียงแต่เป็นความรู้ที่เกินวิสัยปุถุชนคนธรรมดาจะเข้าไปตามรู้อย่างพระองค์ท่านได้ เปรียบเหมือนใบประดู่ลายที่มีมากมาย สมเด็จพระสัมมาสำพุทธเจ้าท่านจึงไม่สอนคนในเรื่องเหล่านี้การมองตามลักษณะที่ 2 นี้ คือ อย่าไปโทษว่าคนอื่นไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ หรือว่าคนอื่นดีอย่างนั้นอย่างนี้ ขอจงมองที่ตัวเราก่อน (กาย+จิต) ว่า เราดีอย่างไร หรือเราไม่ดีอย่างไร มองให้รู้ดูให้เห็น ใช้ตัวออกบอกตัวได้ใช้ตัวฟัง เมื่อเรามอง กาย+จิต ของเราจนรู้แจ้งแทงตลอด(อรหัตผล) แล้ว เราค่อยมองออกไปข้างนอกรอบตัวเรา แล้วค่อยมองคนอื่น อย่างน้อยเราก็มีบรรทัดฐาน (KPI) ว่า ดี หรือ ชั่ว เอามาเปรียบเทียบกับอรหัตผลที่เรารู้กับตัวเรามาแล้ว (ถ้าเรายังดีไม่พอก็อย่าไปโทษคนอื่นเลย)     </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">          3.การมองจากข้างบนลงล่าง เราจะเห็นน้ำอยู่ภายในปากขอบแก้ว</p><p>เรา(ตา) " ความสกปรกที่ปากขอบแก้ว " ขอบแก้ว " ฝุ่นละอองความสกปรกบนผิวน้ำ</p><p>                                                                                                 $             </p><p>              โปรตอน,นิวตรอน! อิเล็กตรอน!โมเลกุล!  O!H+H!ความขุ่นในน้ำ        </p><p>     $</p>         ก้นแก้วข้างในไม่สะอาด " เห็นแก้วที่ก้นแก้ว " เห็นความสกปรกของก้นแก้วด้านนอก <p>         การมองลักษณะนี้เป็นการเพ่งกสิณน้ำ (อาโปธาตุ) เห็นน้ำใส น้ำขุ่น น้ำไหวๆเมื่อต้องแรงลม ฯลฯ การมองลักษณะนี้สำหรับผู้มีความชำนาญ (วสี) จนอยู่ในฌานแล้ว จะเห็นได้มากมายหลายอย่าง เช่น อดีตชาติของตัวเอง เห็นการเกิดดับของสัตว์ ทราบวาระจิตของผู้อื่น เห็นอภิญญาต่างๆ </p><p></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">          4.การมองจากข้างล่างขึ้นบน</p><p>          จะเห็นถึงท้องฟ้า ดวงดาว ฯลฯ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">          5.การมองแบบเห็นผิด</p><p>          บางคนมองเห็นแก้วน้ำเป็น เงิน เป็นรถ เป็นบ้าน เหล็ก หิน ปูน ทราย มองเห็นเป็นสนามบินสุวรรณภูมิ มองเห็นเป็นผู้นำคน ฯลฯ สารพัดที่จะมอง สารพัดที่จะเห็นผิด (มิจฉาทิฐิ) คนที่มีอารมณ์โกรธเคียดแค้นก็จะมองเห็นน้ำในแก้วกำลังเดือดพล่าน คนที่มีความโลภก็จะมองเห็นน้ำที่ขุ่นมัว คนที่มีโมหะ (ความหลง,โง่เง่า) ก็จะมองเห็นน้ำที่เต็มไปด้วย สวะ จอก แหน</p><p></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">          6.การมองแบบไม่เห็นอะไรเลย</p><p>          บางคนมองแก้วน้ำแล้วไม่เห็นอะไรเลย มองแล้วไม่รู้ว่าเป็นอะไร ไม่เห็นอะไร มองแล้วก็สักแต่ว่าได้มอง การมองลักษณะนี้เป็นการมองใต้โคลนตม ย่อมมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น</p><p align="center"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="center">เหล่านี้คือการมองในทัศนของข้าพเจ้า ก็ขอเชิญแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="center">โดย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="center">สักทอง ร่มไม้ใหญ่ใกล้ทาง</p>