ความรู้สำหรับผู้ปกครอง

                ขณะนี้ยังมีความเข้าใจความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเตรียมเด็กชั้นอนุบาลเพื่อขึ้นไปเรียนในชั้น  ป.1  อีกหลายประการ    ทั้งผู้ปกครอง  ผู้บริหารโรงเรียนและครู  ป.1  หรือแม้แต่ครูปฐมวัยเองก็ตาม  ผู้เขียนจึงขอย้ำอีกครั้งหนึ่ง  โดยนำคำถามของผู้ปกครองและคำตอบของ  รศ.ดร.กัลยา  ตันติผลาชีวะ    อาจารย์ประจำสาขาการศึกษาปฐมวัย     มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ   มาเผยแพร่ให้พวกเราได้เข้าใจและมีความมั่นใจยิ่งขึ้น   อย่างเช่น   ถามว่าถ้าจะให้ลูกเก่งต้องเริ่มตั้งแต่ชั้น  ป.1   โดยจำเป็นต้องส่งเข้าเรียนในโรงเรียนดัง ๆ  ไหม  หรือ   ผู้ปกครองมัก  ถามว่า  เดี๋ยวนี้โรงเรียนอนุบาลไม่เข้มงวดเหมือนเมื่อก่อน   ไม่เห็นสอนอะไรเลย   เอาแต่ร้องรำ   ทำเพลงกับให้เด็กเล่น    ดิฉันเลยต้องหาซื้อหนังสือ   แบบฝึกทักษะหรือไม่ก็แบบทดสอบมาให้ลูกทำทุกวัน  หากปล่อยให้เด็กทำแบบที่โรงเรียนให้ทำ  มีหวังลูกโง่แน่

                จากคำถามข้างต้นมีคำตอบ    ซึ่งผู้เขียนขอสรุปว่าความจริงแล้วเด็กเรียนที่ไหนก็ได้   เพราะความสามารถในการเรียนรู้   มาจาก  2   ปัจจัย   ปัจจัยแรกคือพันธุกรรม ปัจจัยที่สองคือสิ่งแวดล้อม  พันธุกรรม  คือ  สื่อแห่งความเก่งที่แทรกมากับตัวเด็ก  ถ่ายทอดมาจากพ่อแม่  หรือ  ปู่ ย่า ตา ยาย   ความเก่งนี้อาจเป็นเก่งเชิงวิชาการ  เก่งทักษะ  หรือเก่งศิลปะก็ได้  ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องกังวล  แต่ให้สังเกตความเก่งของเด็กจากการแสดงออกทางความสามารถหรือความสนใจของเด็ก

                สำหรับเรื่องของความเก่งนั้น  โฮเวอร์ด     การ์ดเนอร์   ผู้ตั้งทฤษฎีพหุปัญญากล่าวว่า  คนเราทุกคนมีศักยภาพแห่งตน  และศักยภาพที่แสดงความเก่งพิเศษของแต่ละคนแตกต่างกัน   อย่างน้อย  8  ประการคือ

1.       เก่งทางภาษา

2.       เก่งทางเหตุผลและคณิตศาสตร์

3.       เก่งด้านการใช้ร่างกายและการเคลื่อนไหว

4.       เก่งด้านมิติสัมพันธ์

5.       เก่งทางดนตรี

6.       เก่งทางมนุษย์สัมพันธ์

7.       เก่งการเข้าใจตนเอง

8.       เก่งด้านเข้าใจธรรมชาติ 

ต่อมามีผู้ศึกษาเพิ่มพบว่ามีความเก่งอีก  2  ด้าน  คือ

9.       เก่งด้านจิตนิยม

10.    เก่งด้านจิตวิญญาณ

       

                  ความเก่งแต่ละด้านของเด็กนั้น  ผู้ปกครองสามารถสังเกตได้จากความสนใจและการแสดงออกของเด็ก  เช่น  ร้องเพลงเก่ง พูดเก่ง  คิดเลขเก่ง  ความเก่งพิเศษนี้  ส่วนหนึ่งถ้าผู้ปกครองสังเกตให้ดีจะพบว่า        สัมพันธ์กับความเก่งที่ดีอยู่ในตัวของผู้ปกครองคนใด    คนหนึ่งหรืออาจย้อนไปถึงปู่  ย่า ตา  ยาย  ที่ให้ความเก่งผ่านมาทางพันธุกรรม   เมื่อผู้ปกครองพบลักษณะเด่นของเด็ก  ควรส่งเสริมด้วยการเลี้ยงดู   และใส่ใจ จะทำให้ความเก่งของเด็กงอกงามยิ่งขึ้น   โรงเรียนเป็นเพียงสิ่งแวดล้อมเสริมความเก่งให้เด็กส่วนหนึ่งเท่านั้น    ดังนั้นการส่งเด็กเข้าเรียนในโรงเรียนดัง   จึงไม่ใช่ตัวบ่งชี้สำคัญว่าจะทำให้เด็กเก่

     หลักการสำคัญที่ผู้ปกครองควรส่งเสริมให้ลูกเก่งมี  ดังนี้

1.       ผู้ปกครองต้องใช้ช่วงเวลาที่อยู่กับเด็ก  สอนเด็กอย่างสม่ำเสมอในบรรยากาศที่สบาย  เช่น

       -  เล่านิทาน

                       -  สอนลูกให้อ่านตัวหนังสือ/ตัวเลข  ระหว่างการเดินทางผ่านสถานที่ต่าง ๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoBodyText">       -  สอนโภชนาการระหว่างรับประทานอาหาร</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 54pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoBodyText">2.       เล่นเกมเสริมความรู้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 54pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoBodyText">3.       ใช้คำถามปลายเปิดกับลูก  เช่น  ทำไม    อย่างไร</p>การเรียนสำหรับเด็กปฐมวัย <p style="margin: 6pt 0cm 0pt" class="MsoBodyText">                การเรียนสำหรับเด็กปฐมวัยเป็นการเรียนที่เน้นการส่งเสริมพัฒนาการที่เด็กเรียนได้จากการเล่น  การเล่นคืองานของเด็ก  การได้จับ  ได้สัมผัส  จะทำให้เด็กซึมซับความรู้   การคิด  การแก้ปัญหาและสร้างปฏิสัมพันธ์ ขณะเล่น    ครูจะเป็นผู้เตรียมกิจกรรม    การเรียนรู้ให้กับเด็ก   เพื่อให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความหมายจากการเล่นหรือกิจกรรมพื้น ๆ   การที่ครู  ใส่ใจในเรื่องของการส่งเสริมพัฒนาการมากกว่าการอ่าน  คัด   เขียน   ก็เมื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์   สังคม    และปัญญาได้ไปพร้อมกัน       ทำให้การเรียนเป็นความสุขมากกว่าการบังคับ  และความทุกข์ใจ  ผลที่ตามมาคือความพร้อมในการเรียนรู้ในชั้นสูงขึ้นไป</p><p style="margin: 6pt 0cm 0pt" class="MsoBodyText">                การที่พ่อแม่พยายามซื้อหนังสือฝึกทักษะมาให้ลูกทำ  เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก  แต่มีความหมายน้อยกว่าการให้ความรักแก่ลูก  การปฏิบัติที่พ่อแม่ควรให้แก่ลูกเพื่อสร้างความพร้อมในการเรียนชั้น ป.1  คือ</p><p style="margin: 6pt 0cm 0pt 54pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoBodyText">1.       กอดลูกรักลูก</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 53.85pt; text-indent: -17.85pt; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoBodyText">2.       มีเวลาให้ลูกเสมอ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 53.85pt; text-indent: -17.85pt; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoBodyText">3.       สังเกตพฤติกรรมลูกพร้อมส่งเสริมหรือ  ศึกษาเพื่อพัฒนาเด็ก</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 54pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoBodyText">4.       ให้คำชมลูก</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 54pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoBodyText">5.       เป็นตัวอย่างที่ดี  พร้อมกับสอนลูก</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 54pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoBodyText">6.       ไม่สร้างแรงกดดันให้ลูก</p>                ที่กล่าวมาทั้งหมดคิดว่าคงจะทำให้ครูปฐมวัย  ครู  ป.1  มีความมั่นใจในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กของเราทั้งชั้นอนุบาลและชั้น  ป.1  และช่วยกันชี้แจงและให้ความเข้าใจที่ถูกต้องกับผู้ปกครอง  พ่อแม่    และชุมชนต่อไป