บนโลกใบนี้ เราอาจแบ่งคนออกเป็น ๔ จำพวกคือ ๑) คนดี ๒) คนชั่ว ๓) คนทั้งดีและชั่ว และ ๔) คนที่ดีก็ไม่ใช่ชั่วก็ไม่ใช่ จากการศึกษาของโลกปัจจุบันพบว่า โลกต้องการคนดี เราหาข้อจำกัดคำว่าดีได้ยาก เพราะคำว่าดี ของแต่ละคน แต่ละกลุ่ม แต่ละสังคมย่อมมีความแตกต่างกัน ดังตัวอย่าง

   ๑) ดีของแต่ละคน เช่น นาย ก. ให้นาย ข. ยืมรถกระบะขับไปตลาด นาย ข.ก็จะบอกว่า นาย ก.นี้ดีจริง ขณะที่ นาย ง. ไปบอกนาย ก.ว่า  อะไรกัน ฉันทราบดีว่า นาย ข.นั้นมีเงินฝากธนาคารเกินกว่าราคาเช่าซื้อรถเสียอีก ทำไมจึงไม่รู้จักซื้อหามาใช้ ทำไมต้องไปยืมคนอื่น ในความรู้สึกของนาย ง. มีความแตกต่างจากนาย ข. ขณะที่ นาย จ. บอกว่า มันเกี่ยวอะไรกับนาย ง. ด้วย นั่นมันเรื่องส่วนตัวของนาย ก.กับนาย ข. ขณะที่ นาย ก.บอกกับนาย จ. ว่า แล้ว จ.ล่ะ เกี่ยวอะไรกับ ง. และบางเรื่องของคนแต่ละคนก็มีความรู้สึกว่า "ดี" แตกต่างกัน เช่นบางคนเห็นว่า ญ. แต่ชุดสีเขียวเหมือนกบเคโระนั้นดูดี ขณะที่บางคนอาจจะมองว่า แต่งมาได้อย่างไร สียังกับใบตอง

   ๒) ดีของแต่ละกลุ่ม เช่น กลุ่มผู้สูงอายุอาจจะมองว่า กลุ่มวัยรุ่นแต่งตัวไม่เหมาะสม ขณะที่กลุ่มวัยรุ่นมองว่า ตนแต่งตัวเหมาะสม สวยงามตามยุคสมัย เป็นต้น

   ๓) ดีของแต่ละสังคม เช่น บางสังคมมองว่า การไปทำบุญที่วัดไม่เห็นจะได้อะไร ขณะที่บางสังคมมองว่า การไหว้พระสวดมนต์ขอพรเป็นความงามของสังคม เป็นต้น

   เหมือนกับคำว่า ชั่ว อย่างไรเรียกว่าชั่ว เราคงหาข้อจำกัดได้ยาก แต่หากยึดหลักเกณฑ์ของพุทธศาสนา พุทธศาสนาบอกว่า คนชั่วก็คือคนที่คิดไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดี ในมงคลสูตร เรียกคนชั่ว หรือคนไม่ดีนี้ว่า พาลชน มงคลสูตรบอกให้ผู้ศึกษาทราบว่า การไม่คบคนพาล เป็นมงคลชีวิต

ประเด็นปัญหา

   ๑) การไม่คบ มีขอบเขตเพียงใด

   ๒) คนพาล คือคนแบบใด

   ๓) การคบคนพาลหรือการไม่คบคนพาล มีผลดีผลเสียอย่างไร (ผลดีจากการไม่คบคือมงคลชีวิต ผลร้ายจากการคบคืออวมงคล)

วิเคราะห์เนื้อหามงคลชีวิตข้อที่ ๑ การไม่คบคนพาล (อ่านต่อฉบับหน้า)