เหมือนกับการทำงานในโรงพยาบาลหรือในหน่วยงาน แม้ว่าเราจะรู้เป้าหมาย (Vision, Goal, Objective) กำหนดเส้นทางหลักๆ (Strategies) ไว้ว่ามีกี่เส้นทาง เหมือนกับที่หลายๆหน่วยงานทำ แต่ถ้าไม่วางความเชื่อมโยงของเส้นทางหลักๆนั้น เราก็อาจจะหลงทางได้ ที่คิดว่าทำถูกทาง อาจไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังผิดทางไปแล้ว เราจึงต้องมาสร้างความเชื่อมโยงของเส้นทางหลักๆนั้นเข้าด้วยกัน แล้วกำหนดเส้นทางย่อยๆที่จะคอยเชื่อมประสานกับเส้นทางหลัก เรียกว่าแผนทีกลยุทธ์

  วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ 29 กันยายน 2550 ผมตื่นเช้าแล้วก็ไปร่วมกิจกรรมทัวร์หลากวัฒนธรรม (Multicultural tour) ที่ทางศูนย์บริการนักศึกษาจัดให้ นัดกันที่สถาบัน 9.15 น. ผมไปสายต้องเดินตามไปที่สถานีรถไฟกลาง (Central station) มีไกด์อยู่ 3 คน แบ่งออกเป็นสามกลุ่ม เริ่มจากห้างสรรพสินค้าแบบทันสมัยสไตล์ยุโรป ต่อด้วยร้านขายของของชาวยิว ดูย่านขายเพชรของแอนท์เวิป สุเหร่าของชาวยิว ถนนเอเชีย (ไชน่าทาวน์) ที่มีร้านขายของเอเชีย จีน ไทย บริเวณนี้จะมีร้านอาหารไทยด้วยชื่อพลอยโภชนา มีร้านขายของไทยชื่อร้านสวัสดี เดินไปดูร้านขายของแอฟริกัน โบสถ์ของชาวแอฟริกัน โบสถ์ของชาวละตินอเมริกา ภัตตาคารที่ใช้โรงเรียนเก่ามาทำ โบสถ์ของชาวอังกลิกัน ร้านขายของอินเดีย

เที่ยงวันก็แยกย้ายกัน ผมกับพี่เกษมก็ไปจ่ายตลาดซื้อของมาเตรียมทำอาหารกันต่อเพราะวันอาทิตย์ร้านจะปิดหมด เมื่อเช้าพี่เกษมปั่นจักยานไปซื้อของตลาดนัด (Saturday open market) แล้วส่วนหนึ่ง เราไปที่ร้านคนจีนซื้อเป็ดย่าง ไปร้านคนไทยซื้อซอสพริก กะเพรา อุปกรณ์ปรุงอาหารหลายอย่าง เราต้องตุนของไว้ทำอาหารประมาณหนึ่งสัปดาห์ ช่วงจันทร์-ศุกร์ จะไม่มีเวลาไปซื้อของ วันนี้ห่อข้าวไปกินด้วย ใส่กล่องพลาสติกไป เมื่อตอนติดตามอาจารย์หมอมรกต ไปงานพระราชทานเพลิงศพเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยที่ถูกยิงเสียชีวิตที่ปัตตานี ได้มีโอกาสคุยกับพี่คำรณ ไชยศิริ พี่เขาเคยมาเรียนเมื่อ 15 ปีก่อน พี่คำรณแนะนำชีวิต ความเป็นอยู่และเรื่องต่างๆเยอะมาก และบอกว่าให้เอาปิ่นโตไปด้วย จะได้ห่อข้าวไปกินที่โรงเรียน ผมก็ยังนึกขำอยู่ในใจ แต่พอมาอยู่จริงถึงเห็นว่าสำคัญ รอบๆที่เรียนไม่ค่อยมีร้านอาหาร มีขายขนมแบบฝรั่งเป็นส่วนใหญ่และราคาแพง การห่อข้าวไปกินเอง สะดวก ประหยัดและถูกปากมากกว่า

หลังจากจ่ายตลาดเสร็จก็ไปที่อาคารกีฬาเป็นของมหาวิทยาลัยแอนท์เวิป คำว่าแอนท์เวิป ในภาษาอังกฤษจะเขียนว่า Antwerp ส่วนที่เบลเยียมเขียนเป็นภาษาดัชท์ว่า Antwerpen สถาบันฯจองไว้ให้พวกเราช่วงบ่ายโมงถึงบ่ายสาม วันนี้ไม่ค่อยมีใครไปเล่น อาจจะเป็นจากฝนตกทั้งวัน ปรอยๆ ต้องเดินกางร่มกันตลอด ผมเดินไป ส่วนพี่เกษมปั่นจักรยานไปเจอกันที่โรงยิม มีประชันธ์ ผม พี่เกษม โนริ แดเมี่ยน เราเล่นแบดมินตันกัน ผมก็ได้เรียนรู้และฝึกเล่นแบดมินตันไปด้วย ผมไม่ค่อยชอบเล่นแบดเพราะเล่นแล้วจะปวดแขน แดเมียนกับโนริอยากเล่นฟุตบอล แต่คนมากันน้อย จึงเล่นแบดด้วยกัน เล่นจนถึงบ่ายสาม ก็แยกย้ายกันกลับ ผมเดินกลับคนเดียว กะว่าจะเดินเที่ยวไปเรื่อยๆ โดยไม่ใช้แผนที่ คิดว่าพอจำทางได้และไม่สะดวก ต้องกางร่มด้วย ถ่ายรูปด้วย สองวันก่อนน้องขิมบอกว่าถ้าพ่อไม่ส่งรูปไปให้ดูจะไม่คุยด้วย ก็เลยต้องถ่ายรูปเอาไปเอาใจลูกสาวซะหน่อย ผมเดินดูไปเรื่อยๆ ไปหลายซอย หลายที่ที่ยังไม่เคยไป อยากไปทางไหนก็ไป อยากแวะก็แวะ

มีชาวแอนท์เวิปและนักท่องเที่ยวออกมาเดินเที่ยวกันเยอะมาก แม้ว่าจะมีฝนตก เดินดูสินค้าแต่ไม่ได้ซื้อ เดินไปเรื่อยๆ  ก็คิดว่าน่าจะจำทางได้ พอเดินไปได้สักชั่วโมง เริ่มไม่ชินทาง รู้สึกเมื่อยขา อยากจะกลับ แต่ก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน ท่าทางจะหลงทาง เดินตั้งนานไม่ถึงซะที ตัดสินใจเปิดแผนที่ก็มองหาถนนที่เดินอยู่ ก็หาไม่เจอ เดินไปเดินมาอยู่ตั้งนาน พอหาถนนในแผนที่เจอก็ถึงรู้ว่า ที่คิดว่าเดินไปแล้วจะตรงไปบ้านพักนั่นมันไม่ใช่ ถ้าเดินไปเรื่อยๆก็จะไกลเป้าหมายไปเรื่อยๆ พอดูในแผนที่จึงรู้ว่าเดินผิดทาง แม้ว่าจะใช้หอนาฬิกาของเมืองเป็นจุดสังเกต แต่ลืมไปว่าทั้งสี่ด้านของหอนาฬิกาเหมือนกันหมด ถนนที่คิดว่าใช่จึงไม่ใช่ ผิดทาง ต้องเดินกลับมาทางหลักแล้วกลับทางเดิมที่เคยเดินมาแล้ว กลับมาถึงบ้านประมาณสี่โมงครึ่ง สรุปแล้ววันนี้ทั้งวันผมเดินเท้าประมาณหกเจ็ดกิโลเมตรได้

ตอนเดินกลับบ้านหลังจากที่คลำทางถูกแล้ว ผมก็มาคิดว่า ที่ผมเดินหลงทาง แม้จะรู้ทางหลักๆ รู้เป้าหมายว่าอยู่ตรงไหน เพราะผมไม่ได้พยายามจำว่าทางหลักๆนั้นมันเชื่อมกันอย่างไร ตรงไหนถึงตรงไหนและผมเดินไปโดยไม่กำหนดทิศทาง แม้จะพยายามเดินเต็มที่โดยไม่หยุด ก็ไม่ถึงเป้าหมายสักที ในขณะที่เริ่มอ่อนแรงไปเรื่อยๆ ก็คงเหมือนกับการทำงานในโรงพยาบาลหรือในหน่วยงาน แม้ว่าเราจะรู้เป้าหมาย (Vision, Goal, Objective) กำหนดเส้นทางหลักๆ (Strategies) ไว้ว่ามีกี่เส้นทาง เหมือนกับที่หลายๆหน่วยงานทำ แต่ถ้าไม่วางความเชื่อมโยงของเส้นทางหลักๆนั้น เราก็อาจจะหลงทางได้ ที่คิดว่าทำถูกทาง อาจไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังผิดทางไปแล้ว เราจึงต้องมาสร้างความเชื่อมโยงของเส้นทางหลักๆนั้นเข้าด้วยกัน แล้วกำหนดเส้นทางย่อยๆที่จะคอยเชื่อมประสานกับเส้นทางหลักเพื่อนำเราไปสู่จุดหมายปลายทาง เขียนเป็นภาพรวม (Big picture) ให้เห็น มองให้ออก เข้าใจว่าเส้นทางนั้นจะเดินอย่างไร ไปซ้ายหรือไปขวา ไปเส้นไหนก่อน ที่เรียกว่า แผนที่กลยุทธ์ (Strategic map) อ่านแผนที่ให้ออก จึงจะไปถูกทาง (ช่วงแรกผมอ่านแผนที่ไม่ออก ไม่รู้ตรงไหนเป็นตรงไหน เพราะเดินไปเรื่อยจนหลงทางแล้วค่อยดู) หลายครั้งที่เราเห็นหน่วยงานต่างๆทำงานอย่างมากมาย มากเกินไป เกินกำลัง แล้วก็เหนื่อยล้าลงเรื่อยๆ แต่ก็ไม่มีเวลาจะหยุดทบทวน แค่ทำงานก็ไม่มีเวลาแล้ว คนในองค์กรก็เริ่มล้าไปเรื่อยๆ ไม่ถึงเป้าหมายสักที

นี่ยังดีนะ ที่ผมเดินคนเดียว ถ้ามีคนอื่นเดินตามผมไปด้วยก็จะพลอยเหนื่อยเปล่ากันไปหมด แต่ถ้าเราเป็นผู้นำองค์กร มองผิดทาง แล้วเดินผิดทางไปเรื่อยๆ โดยไม่ดูแผนที่ให้ชัด ก็จะเสียเวลา เสียแรงงาน เสียทรัพยากรไปเปล่าๆ ถ้ายิ่งผิดทางแล้วดื้อด้วย มีแผนที่ให้ก็ไม่ดู ยิ่งแย่กันไปใหญ่ แค่เหนื่อยหมดแรงก็ยังดี แต่ถ้าเดินๆไปคนในทีมเริ่มทะเลาะกันด้วย แตกคอกันด้วย ยิ่งลำบากใหญ่ ผมก็นึกๆดูแล้ว ตอนทำงานอยู่นี่ ได้พาใครหลงทางไปบ้างหรือเปล่า แต่คงไม่มี (มั๊ง) ตอนนี้คงไม่สามารถพาใครหลงทางในการทำงานแล้วเพราะกลายเป็นเด็กนักเรียนไปแล้ว เหลือแต่ว่าคอยระวังไม่ให้หลงทางในการเรียนเท่านั้น ก็เสียวๆเหมือนกันบางทีอาจารย์สั่งงานก็ฟังไม่ออก

หลังจากที่รับภาระหน้าที่เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านตากมาเป็นเวลา10 ปีเต็มพยายามที่จะวางผู้ที่จะมารับหน้าที่ต่อแต่ก็ทำได้ยากในภาคราชการสุดท้ายได้คุณหมอสุวิชัยสุทธิมณีรัตน์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสามเงาย้ายมาทำหน้าที่แทนเรากำหนดวันส่งมอบงานส่งมอบตำแหน่งกันในวันที่19 มิถุนายน2550 ซึ่งเกินสิบปีไป1 เดือนเต็มพอดีแต่ในทางปฏิบัติแล้วผมพยายามส่งงานแบบไม่เป็นทางการให้หมอสุวิชัยมาเกือบสองเดือนแล้ว

ก่อนส่งมอบงานผมอยากจะไปประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการอำเภอท้องถิ่นกำนันผู้ใหญ่บ้านแต่ก็ติดภารกิจต่างจังหวัดผมได้ร่วมประชุมคณะกรรมการประสานงาสาธารณสุขอำเภอบ้านตากในวันที่15 มิถุนายนโดยพี่มนัสสาธารณสุขอำเภอบ้านตากได้กล่าวว่าจะพยายามสานต่อแนวคิดที่ผมเคยฝันไว้คือการทำโรงพยาบาล9000 เตียงโดยทำให้เตียงนอนที่บ้านชาวบ้านเป็นเตียงของโรงพยาบาลญาติหรือสมาชิกในครอบครัวเป็นผู้ดูแลคนไข้

ผมนัดประชุมคณะกรรมการพัฒนาโรงพยาบาลและคณะกรรมการมูลนิธิโรงพยาบาลบ้านตากในวันที่18 มิถุนายนช่วงเช้าได้แจ้งให้ทางกรรมการทุกท่านทราบทางเลขานุการได้แจ้งเรื่องกรรมการที่ยังว่างอีก1 ตำแหน่งคือกรรมการจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านสาธารณสุขหรืออดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลซึ่งทางอาจารย์จรวยประธานก็ได้หารือและขอมติที่ประชุมแต่งตั้งผมเป็นกรรมการพัฒนาโรงพยาบาลในตำแหน่งที่ว่างส่วนกรรมการมูลนิธิฯนั้นถือเป็นนิติบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจของโรงพยาบาลและในข้อบังคับได้กำหนดไว้อยู่แล้วว่าให้ผู้อำนวยการที่ร่วมก่อตั้งมูลนิธิฯเป็นกรรมการตลอดไปผมจึงยังคงดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิโรงพยาบาลบ้านตากต่อไป

ในภาคบ่ายมีการประชุมคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลบ้านตากโดยมีผมเป็นประธานเป็นครั้งสุดท้ายในการดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านตากผมได้พยายามรวบรวมเรียบเรียงเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาและทิศทางแนวโน้มในอนาคตของโรงพยาบาลบ้านตากไว้ในวาระประธานแจ้งให้ทราบจำนวนเกือบ70 เรื่องเพื่อหวังจะให้เป็นขุมทรัพย์แห่งอดีตลายแทงสู่อนาคตของชาวโรงพยาบาลบ้านตากพี่ติ้งหัวหน้าวอร์ดหญิงได้ถามผมว่าหมอจะทำนายอนาคตของโรงพยาบาลบ้านตากว่าอย่างไรและหมอจะแนะนำอย่างไรโรงพยาบาลบ้านตากควรทำอย่างไรซึ่งผมเองได้ตอบไปว่าผมคิดว่าเราทำนายอนาคตไว้ไม่ได้แต่เรากำหนดอนาคตได้และขอให้ชาวโรงพยาบาลบ้านตากได้อ่านสิ่งที่ผมแจ้งไว้นี้อย่างละเอียดอย่างพินิจพิจารณาอย่างวิเคราะห์สังเคราะห์ด้วยใจที่เปิดกว้างคำตอบจะอยู่ในนั้น

ในวันที่19 มิถุนายนช่วงบ่ายมีการนัดประชุมเจ้าหน้าที่โดยมีหมอสุวิชัยเป็นประธานการประชุมผมได้มีโอกาสเข้ามาอำลาตำแหน่งด้วยประมาณ15 นาทีไม่ได้อยู่ร่วมประชุมจนเสร็จเพราะต้องรีบเดินทางเข้ากรุงเทพฯผมเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านตากคนที่23 ตรงกับอดีตนายกทักษิณที่เป็นนายกคนที่23 และเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านตากมาสิบปีอำลาตำแหน่งพร้อมๆกับคุณโทนี่แบล์นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ

ส่วนภารกิจของผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตาก ท่านนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นายแพทย์ปัจจุบัน เหมหงษา) ท่านดูแลเองอยู่แล้ว ท่านเป้นเจ้านายที่น่ารักมาก ใจดี เป็นกันเอง ให้โอกาสลูกน้อง ส่วนบางงานก็มีพี่ต๊ะ (สรณี กัณฑ์นิล) ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขช่วยดูแลต่อให้ ผมเป็นผู้จัดการโครงการวัณโรค มาลาเรียของกองทุนโรคและของโครงการไทยสหรัฐด้วย ก็มีทีมงานดูแลต่อเนื่องอยู่แล้ว มีน้องเจี๊ยบ ผู้ช่วยผู้จัดการโครงการเป็นตัวหลัก มีคุณสุพร คุณกิตติพัทธ์ เป็นพี่เลี้ยง งานมาลาเรียก็มีคุณชำนาญ เป็นตัวหลักให้โดยท่าน สสจ.ตาก ท่านดูแลในภาพรวม ส่วนทางด้านวิชาการ การติดตาม นิเทศงาน พี่วิทยา สวัสดิวุฒิพงศ์ ปรมาจารย์ด้านระบาดวิทยาช่วยดูแลอยู่แล้ว

งานในหน้าที่ของทีมงานเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็สรุปงานเคลียร์งานส่งต่อให้พี่นิพนธ์ ชินานนท์เวชกับหมอพีระมน นิงสานนท์ ไปทำงานจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคมพอดี

สำหรับงานในหน้าที่กรรมการสภาวิทยาลัยชุมชน ผมก็ได้ทำหนังสือลาการประชุมต่อประธานสภา และมีงานค้างอยู่คือการร่างหลักสูตรอนุปริญญาสาธารณสุขชุมชน ที่ผมเป็นประธานกรรมการก็ฝากให้พี่เพลินใจ  เลิศลักขณาวงศ์ กับปู (วรวรรณ พุทธวงศ์) ช่วยดำเนินการต่อโดยติดต่อกันทางอีเมล์

ผมได้รับมอบหมายจากพี่สมศักดิ์ ไพบูลย์ ตอนนั้นเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ให้ช่วยเป็นหัวหน้าภาคเวชศาสตร์ครอบครัวและชุมชน ของศูนย์แพทย์ตากสอนนิสิตปี 4 และ 5 ก็มีส่วนร่วมในการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนร่วมกับศูนย์แพร่และพิจิตร ทำอยู่สองปี ตอนนี้ก็เรียนพี่ละลิ่ว จิตต์การุณ ผู้อำนวยการคนใหม่ไปว่า จะมาเรียน ก็ได้หมอเวชศาสตร์ครอบครัวจากโรงพยาบาลแม่สอดมาทำแทนก็ถือได้ว่าได้มืออาชีพมาทำแทนแล้ว

ในฐานะหัวหน้าหน่วยจัดหลักสูตรการแพทย์แผนไทยประยุกต์ ก็ได้พยายามเตรียมความพร้อมไว้ก่อน และได้ปู (วรวรรณ) ทำหน้าที่ประธานสาขาวิชา คอยดูแลอยู่ การเป็นหน่วยจัดการศึกษาค่อนข้างยุ่งและจุกจิกมาก แต่ปูเป็นคนที่ทุ่มเทและทำงานได้เร็ว หัวไว ใส่ใจ ก็สามารถดูแลงานไปได้ มีปัญหาอะไรก็คุยกันทางอีเมล์หรือสไกป์

ส่วนเรื่องประธานมูลนิธิโรงพยาบาลบ้านตากก็ได้จัดตั้งทีมเข้ามาช่วยทำงานทั้งด้านการเงิน เรื่องกิจกรรมต่างๆ คนที่รับผิดชอบดูแลการเงินของมูลนิธิเป็นเจ้าหน้าที่การเงินของโรงพยาบาลคือหยิน (ยุวดี มีปัญญา) ซึ่งเป็นคนทำงานดีและไว้ใจได้เช่นกัน เรื่องการติดตามการประชุมก็ได้พี่ตุ้ย (วราภรณ์ ใจมูล) ช่วยดูแลให้ รวมทั้งภารกิจทั้งหมดได้มอบหมายให้อาจารย์จรวย สุขสิน ทำหน้าที่แทน

การทำงานหลายอย่าง พอจะเคลียร์งานเพื่อมาเรียนก็จะยุ่งมาก ต้องเตรียมความพร้อมและมีการส่งมอบงานที่ดี มีข้อมูลเหมาะสม ทำให้ผมต้องไปทำงานจนถึงวันที่ 3 กันยายนและเดินทางมาเบลเยียมในวันที่ 4 กันยายน และไม่มีเวลาในการเตรียมตัวเรียนเลย โดยเฉพาะเรื่องภาษาอังกฤษ ทำให้ค่อนข้างเป็นปัญหามากในการสื่อสารในการเรียน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing">ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนชอบทำงาน แต่ก็เป็นแบบเป็ด ไม่ค่อยดีนักสักอย่าง (เป็ดว่ายน้ำได้ เดินบนบกได้ บินก็ได้ แต่ไม่ค่อยดีสักอย่าง) คือชอบทำไปซะทุกเรื่อง ใครมาชวนทำอะไร ถ้าพอทำได้ ก็ทำกับเขาไปหมด ทั้งเรื่องเรียน งาน กีฬา การละเล่น ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาเป็นของตัวเองมากนัก นอนน้อย พักผ่อนน้อย ความเครียดสะสมสูง ออกกำลังกายน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ พอมาอยู่ที่แอนท์เวิปก็พยายามปรับเวลาเพื่อพักผ่อน ฟังเพลง ดูข่าวทีวี เดินเที่ยว ออกกำลังกาย อ่านหนังสือแล้วก็เรียน ผมชอบทำงานหลากหลาย ชอบงานที่เกี่ยวข้องกับคนอื่นๆ แต่ผมก็มีสิ่งที่ไม่ชอบอย่างยิ่งก็คือคนอกตัญญู คนดีแต่พูดและคนเอางานคนอื่นไปเอาหน้า</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing">ภารกิจหลายอย่างที่กล่าวมาปล่อยแล้วปล่อยเลย แต่บางอย่างกลับเมืองไทยก็ต้องไปรับผิดชอบต่อ ผมขอจบบันทึกนี้ด้วยเพลงกำลังใจครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing">“โบกมือลา เสียงเพลงครวญมาต้องลาแล้วเพื่อน กี่ปีจะลับเลือน ฝากเพลงคอยย้ำเตือน หวนไห้ ขุนเขาไม่อาจขวาง สายทางเที่ยงธรรมได้ ความหวังยังพริ้งพราย เก่าตายมีใหม่เสริม ชีวิตที่ผ่านพบ มีลบย่อมมีเพิ่ม ขอเพียงให้เหมือนเดิม กำลังใจ  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing">อย่าอาวรณ์ รักเราไม่คลอนคลางแคลงแหนงหน่าย ให้รักเราละลาย กระจายในฝูงชน ผู้ทุกข์ทน ตลอดกาล”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing">พิเชฐ  บัญญัติ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing">Verbond straat 52</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing">2000 Antwerp, Belgium</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing">29 กันยายน 2550</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing">22.00 น. ( 03.00 น.เมืองไทย ) </p>