ในปี 2529 เวียดนามได้ทำการปฏิรูปการศึกษาของประเทศ โดยใช้แนวคิด "โด่ยเหมย"(DoiMoi)หรือการปฏิรูปใหม่(Renovation)ในการพัฒนาการศึกษาและพัฒนาประเทศ โดยเวียดนามได้วางเป้าของการพัฒนาประเทศไว้ชัดเจนคือระหว่างปีค.ศ.1986-1990 มุ่งให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ให้ช่วยตัวเองและช่วยรัฐได้ ปีค.ศ.1991-2000 หวังให้เวียดนามเจริญใกล้เคียงและทัดเทียมกับประเทศกำลังพัฒนาระดับกลาง เช่นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย และในปี ค.ศ.2020 เวียดนามมุ่งมั่นจะพัฒนาประเทศให้เทียบทันกับประเทศอุตสาหกรรม (Industrial one) อย่างเช่น สิงคโปร์ ไต้หวัน เป็นต้น
เมื่อเริ่มต้นเวียดนามพัฒนาประเทศตามแนวทางใหม่โดยอาศัยการตลาดเป็นตัวนำ (Market Economy) นั้น เวียดนามเชื่อในเรื่องของการศึกษา การอบรม และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอย่างมากเวียดนามได้กำหนดเป้าหมายของการศึกษาไว้อย่างชัดเจนกว่าสิบปีมาแล้วว่า การศึกษามีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ
1) ยกระดับสติปัญญาของประชาชน (to raise the people intellectual)
2) ยกระดับคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ (to raise the quality of human resource) และ
3) สรรหา ส่งเสริม และใช้ประโยชน์จากกลุ่มอัจฉริยะ (to detect, to store and make good use of talented)
จุดมุ่งหมายทั้ง3ประการนี้รัฐบาลเวียดนามและคนเวียดนามเชื่อมั่นอย่างมากและเชื่อไปในทางเดียวกันชัดเจน แล้วสร้างความแข็งแกร่งในประเทศโดยรัฐบาลให้เงินลงทุนกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติเพิ่มขึ้นจากเดิม 50 เท่า โดยลงทุนในระดับปริญญาตรี 16 สาขา และระดับบัณฑิตศึกษา 23 สาขา ทั้งการสอนการวิจัยอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆเพื่อให้มหาวิทยาลัยแห่งชาติเป็นมหาวิทยาลัยที่มีมาตรฐานนานาชาติ สามารถแข่งขันกับโลกได้โดยไม่ต้องพึ่งคนอื่น แต่สร้างความแข็งแกร่งขึ้นในประเทศเอง แล้วทำการปฏิรูปการศึกษาปฏิรูปบุคลกรในวงการศึกษา โดยสิ่งแรกคือสร้างคนที่จบปริญญาเอก(ทั้งในและนอกประเทศ)มาเป็นอาจารย์ให้ได้ 20,000 คน ภายในเวลา 10 ปี เฉลี่ยปีละ 2,000 คน สิ่งที่สอง กำหนดให้อาจารย์ผู้สอนในอุดมศึกษาจะต้องได้รับการอบรมหรือมีประกาศนียบัตรการสอนทางอุดมศึกษาด้วยทุกคน ในส่วนของผู้บริหารเองผู้บริหารระดับอธิการบดีทุกคนต้องผ่านการอบรมด้านบริหาร อาจารย์ทุกคนจะต้องเข้าระบบ two in one คือ ต้องมีบทความวิชาการ (รวมบทความวิจัย) ตีพิมพ์ 2 เรื่องใน 1 ปี ถ้าไม่มีจะไม่ได้เงินเพิ่ม นอกจากนี้คนรุ่นใหม่ของเวียดนามได้เปลี่ยนทุกคนเชื่อมั่นในอนาคตของเวียดนาม ทุกคนมีความหวังกับการศึกษาเห็นไปในทางเดียวกันว่าการศึกษาจะช่วยพัฒนาตนเองได้ ถ้าเรียนสูงจะมีโอกาสสูงถ้าเรียนมากจะมีผลตอบแทนมากนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮานอยแม้เก้าอี้นั่งและห้องเรียนจะคับแคบ แต่ไม่เป็นอุปสรรคต่อความมุ่งมั่นและเอาจริงเอาจังของพวกเขาแต่ประการใด การศึกษาจึงเป็นเหมือนโอกาสและเครื่องมือที่คนเวียดนามพัฒนาและเลื่อนฐานะของตนเอง พ่อแม่จึงลงทุนทางการศึกษาให้กับลูกเต็มที่รายได้ที่เพิ่มจะไปลงทุนกับการศึกษาทั้งของตนเองและครอบครัว ในขณะที่ผู้นำของเวียดนามไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนเลขาธิการของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีบทบาทในเชิงนโยบายสูงต่างเห็นความสำคัญของการศึกษาเห็นความสำคัญของการลงทุนทางการศึกษา และเห็นความสำคัญของการลงทุนในโครงการใหญ่ๆ อย่างจริงจัง เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มต่างๆ เชื่อมั่นในพลังความคิดของประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของไพฑูรย์ สินลารัตน์ ในเรื่องการปฏิรูปการศึกษาของประเทศเวียดนาม(2540) ได้ข้อสรุปประการหนึ่งว่าวิสัยทัศน์ของผู้นำของเวียดนามมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จ และความรวดเร็วของการปฏิรูปการศึกษาของเวียดนาม ขณะนี้ปี2550จะเห็นได้ชัดว่าเวียดนามทัดเทียมประเทศกำลังพัฒนาระดับกลางแล้ว และอีก 13 ปีข้างหน้า ถ้าอัตราการเติบโตเขาเป็นอยู่อย่างนี้ การทัดเทียมกับประเทศอุตสาหกรรมในภูมิภาคอาเซียนก็ไม่ไกลจนเกินไปแน่นอน
เมื่อกลับมาระบบการศึกษาในประเทศไทยภาพการปฏิรูปการศึกษาของเรายังไม่ชัดเจน เมื่อเทียบกับเวียดนาม ทั้งนี้เนื่องจากไทยเราเองยังไม่เชื่อกันอย่างจริงจังว่าการศึกษาจะเปลี่ยนแปลงสังคมได้ เราจึงจัดการศึกษาแบบงานเดิมๆ(Routine)ซึ่งยากที่จะทำให้การศึกษาสามารถนำสังคม หรือเปลี่ยนแปลงประเทศได้และเป็นที่น่าเสียดายที่ประเทศไทยเราไปเชื่อในระบบธุรกิจการศึกษา จึงปล่อยให้มหาวิทยาลัยหาเลี้ยงตนเองกันไปตามยถากรรม อีกทั้งคนในประเทศเราขาดมุ่งมั่นและไม่มีผู้นำที่จริงใจและจริงจังในการปฏิรูปการศึกษา ดูแล้วนับวันการศึกษาของบ้านเรากำลังเดินไปอย่างไร้ทิศทาง โดยไม่มีภาพหรือวิสัยทัศทางการศึกษาที่ชัดเจน พระธรรมปิฏกท่านได้ให้ทัศนะทางการศึกษาว่าเท่าที่ผ่านมาการศึกษาของเรามีความผิดพลาดส่งผลเสียต่อสังคม ในด้านต่าง ๆ ดังนี้ (อ้างในพระครูสุนทรธรรมโสภณ, 2549)
1.ทำลายความเป็นชุมชนของท้องถิ่นสร้างความแปลกแยกให้กับชุมชน ไม่ภูมิใจในวัฒนธรรมถิ่น ดูถูกวิถีชีวิตของชุมชน ไม่ยอมรับวิถีชีวิตเดิมของชุมชน จึงก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างพ่อ แม่กับรุ่นลูก ลูก ๆ ไม่สืบสานอาชีพของพ่อแม่ เด็กรุ่นใหม่ไม่เข้ากับคนรุ่นเก่าวัฒนธรรมภูมิธรรมภูมิปัญญาถูกละเลยทอดทิ้งและจะสูญสลายไปในที่สุด
2.ก่อให้มีการย้ายถิ่นจากชนบทเข้ากรุงเทพฯทำให้คนในชนบทอพยพเข้าเมือง เข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรม ในเมือง ในชานเมือง เข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจในกรุงเทพ ฯ จึงเป็นการเอาจากทุกส่วนของประเทศมารวมไว้ในเมืองใหญ่ๆกลายเป็นเมืองหัวโต ตัวลีบ
3.ความไม่เสมอภาคทางการศึกษา ด้านการขยายโอกาสให้ทั่วถึง โดยเฉพาะระดับมัธยมศึกษา ระดับอุดมศึกษา ทั้งด้านปริมาณและด้านคุณภาพ
4. ขาดความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษากับสังคม มีความเจริญทางวัตถุ ระบบทุนนิยม จึงกลายเป็นสังคมบริโภคนิยมและฟุ่มเฟือย
5.สถาบันครูเสื่อมโทรมทางศรัทธา ครูมีสภาพตกต่ำมาก สูญเสียคุณค่าของความเป็นปูชนียบุคคลของชุมชน การเรียนครูเป็นทางเลือกทางสุดท้ายของระดับอุดมศึกษา
6.ความเสื่อมโทรมด้านคุณธรรมและจริยธรรมส่งผลให้เกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจ เกิดปัญหาด้านจิตใจครูที่มาสอนวิชาคุณธรรมจริยธรรมกลายเป็นครูปลายแถวที่สอนวิชาอะไรไม่ได้แล้ว จึงเป็นการเพิ่มปัญหาด้านจริยธรรมขึ้นมาอีก
7.การศึกษาขาดจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนจะผลิตคนออกไปเข้าโรงงานอุตสาหกรรม เข้าสู่โรงงาน บริษัทที่มีเงินเดือนมาก ๆ ค่าตอบแทนแพง จะมีเงินใช้มาก ๆ จะได้จ่ายมาก ๆ แต่การเรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตไม่ค่อยพูดถึงกัน
แล้วเราจะก้าวทันเขาได้อย่างไร
...........................
คนึงนิจ อนุโรจน์
ไพฑูรย์ สินลารัตน์ 2550 เมื่อ"เวียดนาม"เชื่อว่า "การศึกษา"เปลี่ยนแปลงประเทศได้ จาก นสพ. มติชน วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10629 หน้า 27
อ่านแล้วเศร้จริง ๆ แต่คุณต้องนำเสนอด้านดีของระบบการศึกาษาไทยด้วยนะครับ เหรียญอย่ามองด้านเดียวครับ