ข้อเสนอในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติปราบปรามวัตถุย่วยุพฤติกรรมอันตราย พ.ศ.....
๑. เรื่องเดิม
ตามที่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ยืนยันร่างพระราชบัญญัติปราบปรามวัตถุยั่วยุพฤติกรรมอันตราย พ.ศ..... ต่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค) เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งทาง สลค.ได้ส่งร่างดังกล่าวพร้อมกับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เสนอเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติปราบปรามวัตถุยั่วยุพฤติกรรมอันตราย พ.ศ... ให้ พม รับไปพิจารณาทบทวนโดย ทาง พม ได้รับร่างดังกล่าวกลับมาทบทวน แล้วนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ตามหนังสือลงวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๐
๒. ข้อเท็จจริง
ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องที่ได้ได้รับร่างดังกล่าวไปพิจารณาแล้ว กล่าวคือ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงบประมาณ กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงมหาดไทย เห็นชอบด้วยในหลักการของร่างดังกล่าว
ทั้งนี้ ในดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๕๐ ส่วนราชการต่างๆ ได้ส่งความเห็นเพิ่มเติมรายละเอียดของร่างดังกล่าวกลับมายัง สำนักงานเลขาคณะรัฐมนตรี (เอกสารแนบท้ายหมายเลขที่ ๑)
ซึ่งสามารถแยกพิจารณาได้เป็น ๙ ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่ ๑ เนื่องจากร่างกฎหมายฉบับนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ จึงควรกำหนดในส่วนของกลไกในการประสานงานระหว่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นที่ ๒ ขอบเขตของการใช้บังคับ โดยเสนอให้กฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับกับวัตถุยั่วยุพฤติกรรมอันตรายใน (๑) ประเด็นของความรุนแรง (๒) การผิดทางจริยธรรม (๓) การให้หรือการรับบริการที่สุ่มเสี่ยง(๔) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และผลิตภัณฑ์ยาสูบเพิ่มเติมจากการใช้ยาเสพติด (๕) ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ประเด็นที่ ๓ กรอบของการกำหนดฐานความผิดตามร่างกฎหมาย โดยในส่วนของ มาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง (กำหนดฐานความผิดโดยเจตนาของการทำ ผลิต ทำสำเนา หรือก่อให้มีการทำ การผลิต หรือ การทำสำเนาซึ่งวัตถุยั่วยุพฤติกรรมอันตราย) เสนอให้มีการลดกรอบของฐานความผิดเหลือเพียงกรณีที่เกี่ยวกับเด็กเท่านั้นเพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมย์ของร่างกฎหมาย
ประเด็นที่ ๓ มาตรการหรือกลไกสนับสนุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการแก้ไขปัญหา โดยเสนอให้มีการเพิ่มมาตรการทางสังคม และ มาตรการในเชิงนโยบายเพื่อทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
ประเด็นที่ ๔ องค์ประกอบของคณะกรรมการตามร่างพระราชบัญญัติให้มีสัดส่วนที่มีความหลากหลายและครอบคลุมกับการจัดการปัญหาด้านเด็ก เยาวชน ทั้งนี้มีความเห็นเพิ่มเติมว่า ให้ทางสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุเป็นเลขานุการของคณะกรรมการ เพื่อมิให้เกิดผลกระทรบต่ออัตรากำลังคนภาครัฐและภาระงบประมาณรายจ่ายที่เกิดขึ้น
ประเด็นที่ ๕ อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานตามกฎหมายที่จะดำเนินการสืบสวน สอบสวนเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล หลักฐาน ควรกำหนดให้เจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องขออนุญาตต่อศาลก่อนดังเช่นกฎหมายฉบับอื่น เช่น พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.๒๔๕๔ พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.๒๕๔๗
ประเด็นที่ ๖ การกำหนดให้การกระทำความผิดตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็น๕วามผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ต้องเป็นการกำหนดมูลฐานความผิดไว้ในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ ไว้โดยตรง ไม่สามารถกำหนดมูลฐานความผิดไว้ในร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้มีผลเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้
ประเด็นที่ ๗ มาตรการหรือกลไกในการช่วยเหลือเยียวยา ชดใช่ค่าเสียหายให้กับผู้เสียหายในคดีเพื่อทำให้ผู้เสียหายไม่ต้องไปดำเนินคดีเพื่อเรียกค่าเสียหายในทางแพ่งอีกคดีหนึ่ง เป็นการลดขั้นตอน ภาระและความุย่งยาก ทั้งยังเป็นการคุ้มครองผู้เสียหายในอีกทางหนึ่ง
ประเด็นที่ ๘ เรื่องค่าปรับและเงินที่ริบ ซึ่งมีความเห็นแตกต่างกัน กล่าวคือให้นำเงินดังกล่าวเข้ากองทุนเด็กเท่าที่จำเป็นและให้นำเงินส่วนที่เกิดส่งคืนคลังเป็นรายได้ของแผ่นดิน โดยคำนึงถึงสถานะและผลกระทบต่อระบบเงินคงคลังในภาพรวม หรือ นำเงินดังกล่าวเข้ากองทุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ กองทุนสวัสดิการสังคม โดยที่ไม่ควรบัญญัติเป็นเรื่องสิบบนนำจับ
ประเด็นที่ ๙ ผู้รักษาตามกฎหมาย เสนอให้มีการกำหนดรัฐมนตรีเท่าที่จำเป็นและเกี่ยวข้องกับการดำเนินการเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย
ในขณะที่ ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้มีความเห็นว่า (เอกสารแนบท้ายหมายเลขที่ ๒) ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจัดทำร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยได้จัดทำบันทึกข้อสังเกตของคณะกรรมการกฤษฎีกาในประเด็นหลัก ๒ ประเด็น กล่าวคือ
ประเด็นที่ ๑ หลักการของร่างกฎหมายฉบับนี้ เป็นการนำ พระราชบัญญัติปรามการทำให้แพร่หลายและการค้าวัตถุอันลามก พ.ศ.๒๔๗๑ ซึ่งได้ยกเลิกไปแล้วโดยผลของพระราชบัญญัติยกเลิกกฎหมายบางฉบับที่ไม่เหมาะสมกับกาลปัจจุบัน พ.ศ.๒๕๔๖ กลับมากำหนดใหม่ ประกอบกับ วัตถุประสงค์ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ
ประเด็นที่ ๒ หากพิจารณาตามลักษณะของการดำเนินการ ร่างพระราชบัญญิตฉบับนี้มีปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อนกับกฎหมายฉบับอื่นๆที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันจำนวน ๕ ฉบับ โดยเห็นว่า วัตถุยั่วยุ ที่ปรากฎผ่าน
(๑) สื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร ภาพ ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพระบายสี สิ่งพิมพ์ รูปภาพ รูปรอย ภาพโฆษณา เครื่องหมาย รูปถ่าย มีกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่แล้ว กล่าวคือ มาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.๒๔๘๔
(๒) สื่อภาพยนตร์ ตกอยู่ภายใต้ มาตรา ๔ มาตรา ๗ และ มาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ.๒๔๗๓
(๓) วัสดุบันทึกภาพ วัสดุบันทึกข้อมูล วัสดุบันทึกเสียง เสียง หรือถ้อยคำทางโทรศัพท์ ตกอยู่ภายใต้ มาตรา ๓๐ และ ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.๒๕๓๐
(๔) ข้อความ ข้อมูล หรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ อยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ ซึ่งทั้งหมดนั้นถูกพิจารณาภายใต้มาตรา ๒๘๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา
ประเด็นที่ ๓ ลักษณะของการกระทำที่เป็นความผิดตามร่างพระราชบัญญัตินี้ซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นอีก ๕ ฉบับที่มีผลใช้บังคับอยู่ โดยแบ่งแยกพิจารณาได้ใน ๓ ส่วน กล่าวคือ
(๑) การกระตุ้น ส่งเสริม หรือยั่วยุให้เกิดหรือโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดการกระทำทางเพศที่เกี่ยวกับเด็ก และการกระทำทารุณกรรมต่อเด็ก มีพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.๒๕๔๖ ให้ความคุ้มครองเด็กอยู่แล้ว
(๒) การกระตุ้น ส่งเสริม หรือยั่วยุให้เกิดหรือโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดการฆ่าตัวตาย มีกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่แล้วนั่นคือ มาตรา ๒๙๓ แห่งประมวลกฎหมายอาญา
(๓) การกระตุ้น ส่งเสริม หรือยั่วยุให้เกิดหรือโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดการใช้ยาเสพติด โดยในปัจจุบันมีกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่จำนวน ๓ ฉบับ กล่าวคือ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.๒๕๑๙ และ พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.๒๕๓๔
ประเด็นสุดท้าย ขอบเขตของการใช้บังคับตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีความหมายกว้างมาก การที่มีผลใช้บังคับกับ “ผู้ที่มีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุที่เข้าข่ายเป็นวัตถุยั่วยุพฤติกรรมอันตราย” เช่น ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรง สงคราม โดยถือเป็นความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ด้วยนั้น เป็นการก้าวล่วงสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร เนื่องจากการมีภาพยนตร์เช่นว่านี้อยู่ในครอบครองอาจมีไว้เพื่อความบันเทิง โดยที่มิได้มีเจตนาที่จะใช้เป็นเครื่องมือหรือก่อให้เกิดความอันตรายแต่อย่างใด ดังนั้น การกำหนดให้การมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุยั่วยุพฤติกรรมอันตรายเป็นความผิดจามพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงเป็นการก้าวล่วงต่อสิทธิ เสรีภาพของบุคคลในทรัพย์สินโดยไม่สมควร
ต่อมาในเดือน มกราคม พ.ศ.๒๕๕๐ ทาง พม.ได้ทำหนังสือชี้แจงตอบประเด็นความคิดเห็นของ สคก (เอกสารแนบท้ายหมายเลข ๓) โดยมีเนื้อหาสาระ ดังนี้
ประเด็นที่ ๑ หลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่ได้เป็นการนำเอาหลักการของพระราชบัญญัติปรามการทำให้แพร่หลายและการค้าวัตถุอันลามก พ.ศ.๒๔๗๓ กลับมาบัญญัติใหม่ แต่เนื่องจากกฎหมายฉบับดังกล่าวถูกยกเลิกไปจึงไม่มีกฎหมายเฉพาะที่มีผลใช้บังคับกับวัตถุอันลามก อีกทั้งร่างกฎหมายฉบับนี้มีขอบเขตของการบังคับใช้กว้างกว่า กล่าวคือ ทั้งในส่วนของวัตถุอันลามก รวมถึงวัตถุที่กระตุ้น ส่งเสริม ยั่วยุให้เกิดหรือโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดการกระทำต่างๆ กล่าวคือ การการทำวิปริตทางเพศ กิจกรรมความสัมพันธ์หรือการกระทำทางเพศกับเด็ก การกระทำทารุณกรรมต่อเด็ก การฆ่าตัวตาย การใช้สารเสพติด การกระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร การก่อการร้ายเกี่ยวกับศาสนา การใช้ความรุนแรงที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ซึ่งมีความครอบคลุมมากกว่า
ประเด็นที่ ๒ ร่างพระราชบัญญัตินี้ ไม่ได้มีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายฉบับอื่นที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้ง สคก.ได้แจ้งว่า ได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๘๗ ประมวลกฎหมายอาญา เป็นการเพิ่มเติมฐานความผิดในส่วนของการกระทำต่อเด็กอายุไม่เกิน ๑๘ ปี ต้องได้รับโทษหนักขึ้น ซึ่งไม่รวมถึงกรณีการครอบครองวัตถุอันลามกไว้ในครอบครองในส่วนของ พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.๒๔๘๔ กำหนดให้เจ้าพนักงานการพิมพ์สามารถดำเนินการกับการโฆษณา สิ่งพิมพ์ซึ่งเจ้าพนักงานการพิมพ์เห็นว่าอาจจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นการกำหนดกรอบของการบังคับใช้กฎหมายที่อาศัยการตีความโฆษณา สิ่งพิมพ์ ภายใต้บริบทของ ความสงบเรียบร้อบหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งเป็นดุลยพินิจของเจ้าพนักงานจึงอาจทำให้ไม่ครอบคลุมถึงวัตถุต่างๆตามในประเด็นที่ ๑ ได้กรณีของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งโดยผลของมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ ก็เป็นการกำหนดที่ไม่ครอบคลุมวัตถุต่างๆตามข้อ ๑ เช่นเดียวกัน
ประเด็นที่ ๓ ร่างพระราชบัญญัตินี้ มีผลใช้บังคับกับวัตถุที่มีผลเป็นการกระตุ้น ส่งเสริม หรือ ยั่วยุให้มีการกระทำต่างๆในประเด็นที่ ๑ ไม่ได้มีผลใช้บังคับต่อตัวบุคคลผู้กระทำความผิดเหมือนกับกฎหมายทั้ง ๑๐ ฉบับตามความเห็นของ สกค.ข้างต้น ดังนั้น ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงไม่ได้มีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายฉบับอื่นที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน
ประเด็นสุดท้าย เนื่องจาก ร่างพระราชบัญญัตินี้ มีผลใช้บังคับกับการมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุที่มีผลเป็นการกระตุ้น ส่งเสริม หรือ ยั่วยุให้มีการกระทำต่างๆในประเด็นที่ ๑ ซึ่งถือเป็นของวัตถุยั่วยุพฤติกรรมอันตรายที่ส่งผลร้ายแรงต่อสังคม จึงไม่ใช่เป็นการก้าวล่วงสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในทรัพย์สินโดยไม่สมควร ซึ่งอาจขัดต่อมาตรา ๔๘ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ให้การรับรองและคุ้มครองสิทธิของบุคคลในทรัพย์สินไว้
โดยที่ ทางนางสาวกัญจนา ศิลปอาชา และคณะ สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้เสนอร่างพระราชบัญญัติปราบปรามวัตถุยั่วยุพฤติกรรมอันตราย พ.ศ.... ต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติอีกทางหนึ่ง
ต่อมา ในวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๐ ทางคณะรัฐมนตรีได้ลงมติในร่างพระราชบัญญัติปราบปรามวัตถุยั่วยุพฤติกรรมอันตราย พ.ศ..... ที่ทางคณะรัฐมนตรีได้ขอรับร่างดังกล่าวไปพิจารณาก่อนรับหลักการว่า ให้ส่งคืนร่างพระราชบัญญัติปราบปรามวัตถุยั่วยุพฤติกรรมอันตราย พ.ศ.....ที่นางสาวกัญจนา ศิลปอาชากับคณะเป็นผู้เสนอพร้อมทั้งส่งข้อสังเกตของคณะรัฐมนตรีเพื่อประกอบตามข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ข้อ ๑๑๑ ว่า วัตถุประสงค์ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีความซ้ำซ้อนและยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ ประกอบกับ ทาง สคก.กำลังดำเนินการจัดทำร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ...) พ.ศ.....ซึ่งมีหลักการแก้ไขความผิดเกี่ยวกับการทำให้แพร่หลายหรือการค้าวัตถุหรือสิ่งของลามกให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และ ร่างพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ... ซึ่งมีหลักการครอบคลุมถึงการปราบปรามการเผยแพร่และการค้าวัตถุอันลามก จึงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจัดทำร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว
๓. ข้อพิจารณา
ในปัจจุบันด้วยความเจริญทางเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร ทำให้สถานการณ์ปัญหาด้านสื่อที่มีผลกระทบในทางลบต่อพฤติกรรม ความเชื่อ ทัศนคติ ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สื่อหรือวัตถุที่นำเสนอเนื้อหาที่เป็นการชักจูง โน้มนำ หรือ ยั่วยุให้เชื่อจนนำไปสู่การปฏิบัติตามเนื้อหาเหล่านั้น ทั้งเนื้อหาเกี่ยวกับ
(๑) ความวิปริตทางเพศ เช่น การนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ของคนในครอบครัว(เอกสารแนบท้ายหมายเลข ๔) การกระทำทางเพศกับเด็ก เพศศัมพันธ์กับสัตว์ เพศสัมพันธ์แบบหมู่การแลกเปลี่ยนคู่นอน เพศสัมพันธ์กับศพ เพศสัมพันธ์โดยการบังคับขู่เข็ญ เช่น การข่มขืน
(๒) เนื้อหาหรือวัตถุที่นำเสนอวิธีการฆ่าตัวตาย โดยที่มิได้มีข้อความที่เป็นการชักจูงให้หรือสนับสนุนให้ฆ่าตัวตาย หรือ
(๓) การนำเสนอประสบการณ์รวมถึงปฏิกิริยาตอบสนองที่ทำให้เห็นถึงความสุขที่เกิดขึ้นจากการใช้สารเสพติดการใช้สารเสพติด ซึ่งเป็นการกระตุ้น ส่งเสริมหรือยั่วยุให้เกิดการใช้สารเสพติด โดยวัตถุที่นำเสนอเนื้อหาเหล่านี้ ส่งผลกระทบให้เกิดความเชื่อ การเลียนแบบรวมถึงการทดลองปฏิบัติ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ อย่างไรก็ตาม ทางคณะอนุกรรมการพัฒนาชุดกฎหมายเพื่อการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้ร่วมหารือกับทาง นายวีรศักดิ์ โค้วสุรัตน์ (รองหัวหน้าพรรคชาติไทย) ทพ.กฤษฎา เหลืองอารีย์รัตน์ (รองเลขาธิการฝ่ายการเมือง สำนักนายกรัฐมนตรี) นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ (ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการบูรณาการนโยบายสื่อเพื่อการพัฒนาสังคม)
พิจารณาแล้วเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติปราบปรามวัตถุยั่วยุพฤติกรรมอันตราย เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งนี้ จึงมีมติร่วมกันในการนำเสนอให้มีการจัดทำร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อคณะกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยมีประเด็นของการพิจารณาดังนี้
ประเด็นที่ ๑ หลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติปราบปรามวัตถุยั่วยุพฤติกรรมอันตราย มิได้เป็นการนำพระราชบัญญัติปรามการทำให้แพร่หลายและการค้าวัตถุอันลามก พ.ศ.๒๔๗๓ ซึ่งถูกยกเลิกไปโดยผลของพระราชบัญญัติยกเลิกกฎหมายบางฉบับที่ไม่เหมาะสมกับกาลปัจจุบัน พ.ศ.๒๕๔๖ เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีเจตนารมย์ในการใช้บังคับกับวัตถุที่มีผลเป็นการกระตุ้น ส่งเสริม หรือยั่วยุให้เกิดการกระทำที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อสังคม สาธารณะ กล่าวคือ การกระทำวิปริตทางเพศ การกระทำทางเพศกับเด็ก การฆ่าตัวตาย การให้ใช้ยาเสพติพ (ตามร่างพระราชบัญญัติฯที่นางสาวกัญจนา ศิลปอาชาและคณะเป็นผู้เสนอ) การกระทำทารุณกรรมการต่อเด็ก การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร การก่อการร้ายเกี่ยวกับศาสนา ความผิดเกี่ยวกับเพศ การใช้ความรุนแรงที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต (ตามร่างพระราชบัญญัติที่ พม.เสนอ) จะเห็นได้ว่า มีกรอบของการบังคับใช้ที่ชัดเจนและกว้างกว่ากฎหมายฉบับเดิม
ประเด็นที่ ๒ ปัญหาเรื่องกรอบของการใช้กฎหมายมีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน หากพิจารณาในบทบัญญัติของกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน พบว่า กฎหมายสารบัญญัติที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมถึงวัตถุที่ยั่วยุพฤติกรรมอันตรายตามร่างพระราชบัญญัติ ฯ กล่าวคือ
(๑) กล่าวโดยเฉพาะ มาตรา ๒๘๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา เป็นการกำหนดฐานความผิดเกี่ยวกับสื่อลามก ซึ่งยังไม่ครอบคลุมสื่อลามกที่เกี่ยวกับเด็ก ทั้งนี้ จากข้อเท็จจริงของการหารือระหว่าง ทาง พม. กับ ฝ่ายกฎหมายกระบวนการยุติธรรม สคก. เกี่ยวกับการจัดทำร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา โดยเพิ่มเติมความผิดเกี่ยวกับสื่อลามกเด็ก ไว้ในวรรคสองแห่งมาตรา ๒๘๗ ประมวลกฎหมายอาญา ก็ตาม การกระทำที่จะเข้าองค์ประกอบฐานความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ จะต้องมีเจตนาเพื่อยั่วยุทางกามารมณ์อย่างชัดเจน ในปัจจุบัน มีการจัดทำวัตถุที่นำเสนอเนื้อหาที่อาจไม่ได้มีเจตนายั่วยุทางกามารมณ์ แต่เป็นการชักจูง โน้มนำให้เกิดความเชื่อและอาจก่อให้เกิด การกระที่วิปริตทางเพศ เช่น การนำเสนอเนื้อหาที่แสดงเห็นถึงความสุขของการมีเพศสัมพันธ์กับศพ หรือ วัตถุที่มีเนื้อหาที่ทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการมีเพศศสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว โดยที่วัตถุนั้นไม่ได้เข้าองค์ประกอบฐานความผิดตามมาตรา ๒๘๗ ประมวลกฎหมายอาญา (เอกสารแนบท้ายหมายเลข ๔) เป็นต้น ซึ่งอาจไม่เข้าองค์ประกอบฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
(๒) กรณีของสื่อสิ่งพิมพ์ตกอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.๒๔๘๔กรณีของสื่อภาพยนตร์ตกอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ.๒๔๗๓กรณีของวัสดุบันทึกภาพ วัสดุบันทึกข้อมูล วัสดุบันทึกเสียง เสียง หรือถ้อยคำทางโทรศัพท์ตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.๒๕๓๐กรณีของข้อความ ข้อมูล หรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ อยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ เป็นการบัญญัติฐานความผิดเกี่ยวกับสื่อประเภทต่างๆที่มีเนื้อหาในทางลามก ขัดต่อศีลธรรมอันดีและความสงบเรียบร้อยของสังคม แต่ในปัจจุบันมีการนำเสนอวัตถุที่มีเนื้อหาเป็นการกระตุ้น ส่งเสริม หรือยั่วยุให้เกิดการกระทำหรือพฤติกรรมอันตราย เช่น การสอน อธิบายวิธีการทำระเบิด การสอนเทคนิคการตั้งกล้องขนาดเล็กไว้ตามจุดต่างๆ เป็นต้น เหล่านี้ ไม่เข้าองค์ประกอบฐานความผิดตามกฎหมายข้างต้น ทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมายในการเข้าไปจัดการต่อวัตถุที่ยั่วยุพฤติกรรมอันตรายเหล่านั้น
(๓)ปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อนกับ
(๑) พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.๒๕๔๖ในกรณีของการกระตุ้น ส่งเสริม หรือยั่วยุให้เกิดหรือโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดการกระทำทางเพศที่เกี่ยวกับเด็ก และการกระทำทารุณกรรมต่อเด็ก หรือ
(๒) กรณีมาตรา ๒๙๓ แห่งประมวลกฎหมายอาญา เกี่ยวกับการกระตุ้น ส่งเสริม หรือยั่วยุให้เกิดหรือโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดการฆ่าตัวตายหรือ
(๓) การกระตุ้น ส่งเสริม หรือยั่วยุให้เกิดหรือโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดการใช้ยาเสพติด โดยในปัจจุบันมีกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่จำนวน ๓ ฉบับ กล่าวคือ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.๒๕๑๙ และ พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งกฎหมายข้างต้นล้วนมีผลต่อผู้กระทำความผิดที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนั้นโดยตรง แต่ไม่ได้บัญญัติความผิดของสื่อหรือวัตถุที่มีการนำเสนอและเป็นผลให้เกิดการกระตุ้น ส่งเสริม ยั่วยุให้เกิดหรือโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดการกระทำทางเพศต่อเด็ก การฆ่าตัวตาย การใช้ยาเสพติด เช่น การนำเสนอเนื้อหาถึงความพอใจและความสุขในการใช้สารเสพติดการเล่าถึงประสบการณ์และความรู้สึกในเชิงบวกของการฆ่าตัวตายของตนเอง เป็นต้น ดังนั้น ร่างพะราชบัญญัติฉบับนี้จึงมิได้ซ้ำซ้อนกับกฎหมายฉบับอื่นที่มีผลใช้บังคับอยู่แล้วในปัจจุบัน
ประเด็นที่ ๓ ปัญหาเรื่องโทษทางกฎ