ชาวมลายูมุสลิมกับสิทธิเสรีภาพ

ชาวมลายูมุสลิมกับสิทธิเสรีภาพ:   ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูในจังหวัดชายแดนภาคใต้บทคัดย่อบทความบทนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูในจังหวัดชายแดนภาคใต้  ซึ่งมีความมุ่งหมายที่จะตรวจสอบสาเหตุการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของชนกลุ่มน้อยจากแนวทางสายกลางสู่ความรุนแรงภายในประเทศที่มีระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา   จึงมีการตรวจสอบหาสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ของชนกลุ่มน้อยโดยใช้ปัจจัยที่เป็นตัวแปรอิสระหลักๆ  สามปัจจัยคือ   1) ระบบการเมืองให้เสรีภาพไม่เพียงพอ 2)  การพัฒนาเศรษฐกิจไม่ทั่วถึง  และ 3)  ทัศนคติของประชาชนเปลี่ยนแปลง  ทั้งนี้ เพื่อค้นหาค่านิยมที่เกี่ยวข้องกับเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ความเคลื่อนไหวด้านการเมืองของชนกลุ่มน้อยจากแนวทางสายกลางสู่ความรุนแรง  บทความบทนี้จึงใช้ข้อมูลที่มาจากทั้งสองแหล่งคือ ปฐมภูมิและทุติยภูมิ  แล้วนำมาวิเคราะห์โดยใช้วิธีการทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณควบคู่กันไป ซึ่งข้อมูลปฐมภูมินั้นได้มาจากการสัมภาษณ์ที่ได้ออกแบบโครงสร้างคำถามขึ้นมาสอบถามผู้นำชุมชนจำนวน 30 ท่านในอำเภอยะรัง (ปัตตานี) อำเภอยี่งอ (นราธิวาส) และอำเภอรามัน (ยะลา) เริ่มจากเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2550 การสัมภาษณ์ดังกล่าวก็เพื่อที่จะได้หยั่งแนวคิดและพิจารณาความเห็นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ด้านการเมืองของชนกลุ่มน้อย ซึ่งคำตอบต่างๆ ทั้งหมดจากผู้นำชุมชนจะถูกนำมาวิเคราะห์ในรูปแบบของความถี่และแปลงค่าออกเป็นร้อยละ  ผลลัพธ์ที่คำนวณออกมาที่เป็นค่าร้อยละสูงที่สุดจากปัจจัยตัวแปรอิสระสามปัจจัยดังกล่าวข้างต้นจะถือเป็นการยืนยันถึงสาเหตุที่ชนกลุ่มน้อยเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ความเคลื่อนไหวจากแนวทางสายกลางสู่ความรุนแรง  ส่วนข้อมูลทุติยภูมินั้นจะได้มาจากสื่อและสิ่งตีพิมพ์ต่างๆ นอกจากนี้ เค้าโครงที่ใช้ในบทความเล่มนี้ส่วนใหญ่จะยึดถือแนวความคิดด้านความแปรผันของกลุ่มชาติพันธุ์ของท่าน Smith (1981) ซึ่งในบทความเล่มนี้มีการพบว่า ปัจจัย การพัฒนาเศรษฐกิจไม่ทั่วถึงเป็นปัจจัยที่มีค่านิยมสูงสุด (ร้อยละ84.6) ที่มีความเกี่ยวข้องกับสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ด้านการเมืองของชนกลุ่มน้อยที่เป็นชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูจากแนวทางสายกลางสู่ความรุนแรง  ส่วนปัจจัย ระบบการเมืองให้เสรีภาพไม่เพียงพอเป็นปัจจัยรอง (ร้อยละ27) และปัจจัย ทัศนคติของประชาชนเปลี่ยนแปลงจะมีค่านิยมที่ต่ำมาก (ร้อยละ 23.1) ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่นอกเหนือจากปัจจัยสามปัจจัยดังกล่าวที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงในยุทธศาสตร์ด้านการเมืองของชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูคือ ปัจจัย ความรู้สึกเสียใจกับญาติพี่น้องที่เสียชีวิตจากการปราบปรามทางทหาร(ร้อยละ 92.3) และปัจจัย ไม่เห็นด้วยกับการส่งกำลังทหารเข้าปราบปรามเหตุการณ์ไม่สงบ(ร้อยละ 57.7)   ฉะนั้น บทความเล่มนี้จึงมีข้อสรุปว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้นสืบเนื่องมาจากประชาชนชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูในจังหวัดชายแดนใต้ยังขาดองค์กรทางการเมืองในลักษณะที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ทางชาติพันธ์เข้าสู่สภาในระบบการเมืองของประเทศไทยอย่างเป็นสัดส่วน (proportional representation)  นั้นเอง                                                                                                                                    The Malay-Muslims and Freedom: A Case Study of the Malay-Muslim Movement in Southern Border Provinces of Thailand  ABSTRACT This paper is about rights and freedom of the Malay-Muslims in southern border provinces of Thailand.  It aims to examine why ethnic minority groups change their strategies from moderate to radical forms in their parliamentary democratic system.  This paper explores the change in political strategies of this ethnic group using three independent factors such as “poor liberalization of a system”, “poor economic developments”, and “change in attitude”.  It aims to discover some values which might be connected with the change in political strategies of the ethnic minority groups.  This paper uses both primary and secondary sources which were analyzed using qualitative and quantitative approaches.  The primary data are from our interviews and structured questionnaires that involved 30 respondents from ethnic Malay-Muslims in Yarang district (Pattani province), Yingor district (Narathiwat province), and Raman district (Yala province) started from June to September 2007.  The interviews were conducted in order to gauge the perceptions of “why ethnic minority groups change their strategies from moderate to radical forms” were manifested.  All the answers from respondents were qualitatively analyzed in the forms of frequencies and percentages.  The biggest percentage in the results from these three independent factors will be the most important value that can clarify the question of why ethnic strategies changed from moderate to radical forms in their communities.  The secondary sources are from published materials.  The conceptual framework used in this paper is that of ethnic revivals as put forward by Smith (1981).  This paper has found that “poor economic developments” is the most important value (84.6 percent) that concerns the change in ethnic strategies of the Malay-Muslims from moderate to radical forms.  The factor “poor liberalization of a system” is in the second (27 percent) position and the “change in attitude” in the lowest (23.1 percent).  However, it has also found that some factors other than these three factors such as “feeling of deep sorrow towards the Muslim deaths from the military squashes” (92.3 percent) and “disagreement with the military operations in the local areas” (57.7 percent) are also connected with the change in strategies of the Malay-Muslims from moderate to radical forms in the southern border provinces of Thailand.  This paper concluded that problems in the southern border provinces of Thailand occurred because the Malay-Muslim community itself still has no political organization which would be represented to protect their interests for their ethnicity   with a proportional representation process in the Thai parliamentary system.                      ชาวมลายูมุสลิมกับสิทธิเสรีภาพ:   ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูในจังหวัดชายแดนภาคใต้โดย ดร. สุริยะ สะนิวา และคณะ (อ. อับดูเลาะ อุมา อ. มะหะมะดารี แวโนะ และ อ. มะดาโอะ ปูเตะ)email: [email protected]                 บทความนี้เป็นบทความที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้  มีการสำรวจสอบถามความคิดเห็น (perceptions) จากผู้นำชุมชนในจังหวัดปัตตานี  ยะลา  และนราธิวาส  เพื่อตรวจสอบคำถามที่ว่า เพราะเหตุใดความเคลื่อนไหวด้านการเมืองเปลี่ยนสู่ความรุนแรง  ซึ่งปัจจัยตัวแปรอิสระ 3 ปัจจัยที่กำหนดไว้คือ 1) การพัฒนาด้านเศรษฐกิจไม่ทั่วถึง  2) ระบบการเมืองให้เสรีภาพไม่เพียงพอ  และ 3) ทัศนคติที่เปลี่ยนแปลง  และตัวแปรตามคือ เปลี่ยนแปลงสู่ความรุนแรงก่อนอื่น  ผู้เขียนใคร่ขอทำความรู้จักและขอขยายความกับคำไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความบทนี้  คำไขปัญหาต่างๆ ดังกล่าวนั้นคือ ชนกลุ่มน้อย  ความเป็นชาตินิยม  สิทธิเสรีภาพ  และคลื่นลูกที่สามชนกลุ่มน้อยคืออะไร  อันที่จริงคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า  ชนกลุ่มน้อยหมายถึงชุมชน หรือกลุ่มชาติพันธ์ใด ๆ ที่มีปริมาณน้อยกว่าหากเทียบกับกลุ่มชาติพันธุ์ใหญ่ที่มีปริมาณในจำนวนที่มากกว่า และ(ชนกลุ่มน้อย)จะมีความแตกต่างที่มีลักษณะด้อยทางด้านวัฒนธรรม มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่แตกต่างไปจากชนกลุ่มใหญ่  อย่างไรก็ตาม  ในบทความบทนี้  ผู้เขียนไม่ได้หมายถึงชนกลุ่มน้อยทางด้านปริมาณ  เพราะทางรัฐศาสตร์  คำว่า ชนกลุ่มน้อย  ไม่ได้หมายถึงชนที่มีปริมาณน้อยกว่า  เพราะสิ่งที่ประจักษ์อยู่อย่างชัดเจนก็คือ ชนผิวสีชาวแอฟริกาใต้  ซึ่งหากเทียบตามปริมาณแล้ว  ประเทศแอฟริกาใต้มีชาวผิวขาวประมาณร้อยละ 10  แต่ชนผิวสีที่มีจำนวนถึงร้อยละ 90   ก็ยังถือว่าเป็นชนกลุ่มน้อยในสมัยที่ประเทศแอฟริกาใต้ดำเนินนโยบายกีดกันผิว  (apartheid policy)  ทั้งนี้  ชาวผิวขาวเป็นผู้ที่ถืออำนาจการบริหารการปกครองในประเทศนั้นเอง  จึงเรียกชนผิวขาวว่า ชนกลุ่มใหญ่ ชนผิวสีกลายเป็น ชนกลุ่มน้อย  ซึ่งพอจะเห็นว่า  สิ่งที่วัดความเป็นชนกลุ่มน้อย-กลุ่มใหญ่นั้น  จะนับจากการถืออำนาจทางการเมืองการปกครอง  ไม่ใช่วัดที่ปริมาณ  ฉะนั้น  ชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูในจังหวัดชายแดนใต้  ถึงแม้ว่า  จะมีจำนวนมากในพื้นที่หากเทียบกับอัตราส่วนตามปริมาณ  แต่อำนาจทางการเมืองการปกครองไม่ได้ตกอยู่ในมือของชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู  แต่จะตกอยู่ในมือของชาวไทยพุทธเชื้อสายสยาม  ฉะนั้น ชนกลุ่มใหญ่ในพื้นที่แห่งนี้ก็คือ ชาวไทยพุทธเชื้อสายสยามนั้นเอง  สิ่งที่น่าสังเกตคือ  รัฐธรรมนูญไทยหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงจากประเทศสยามไปเป็นประเทศไทยตั้งแต่สมัยของท่านจอมพลแปลก พิบูลสงครามเป็นต้นมา  ชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูที่แต่เดิมตามทะเบียนบ้านคือ เชื้อชาติมลายู-สัญชาติสยามได้กลายมาเป็น เชื้อชาติไทย-สัญชาติไทยจะไม่มีชนกลุ่มน้อยอีกแล้วหากเรียกพวกเขาตามใบทะเบียนบ้าน  อย่างไรก็ตาม  คำว่าชนกลุ่มน้อยนั้นเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความผูกพันทางด้านชาติกำเนิด  ซึ่งไม่สามารถที่จะลบล้างได้เลย  เพราะเป็นการสืบทอดทางด้านมรดกที่เป็นชาติพันธุ์ที่ติดตัวมาตลอด  ซึ่งไม่ใช่แต่จะมีรูปพรรณที่แตกต่างทางด้านสรีระเท่านั้น  แต่จะแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษา  การดำเนินชีวิต ประวัติศาสตร์และศาสนา  ฉะนั้น  สิ่งที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ ความเป็นชาตินิยม  ของชาติพันธุ์ที่ติดตัวมาตลอดเวลาปัญหาจึงเกิดตามมา  อะไรคือ  ความเป็นชาตินิยม  คำว่า   ความเป็นชาตินิยม  ก็คือระดับของความรักหรือความเสน่หาโดยกลุ่มของคนที่มีส่วนร่วมหรือความเหมือนกันทางด้านเชื้อชาติ  วัฒนธรรม  ภาษา  และอื่นๆ  เพื่อที่จะแสวงหาอาณาเขตที่อยู่อาศัยอย่างเป็นอิสรภาพ  บางครั้งคำว่า   ความเป็นชาตินิยม  นี้  จะหมายถึงความรู้สึกรักและภาคภูมิใจต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง  ซึ่งเป็นความรู้สึกว่าประเทศตนดีกว่าประเทศอื่นๆ  (Wehmeler 2005:1014)  ความเป็นชาตินิยมจึงเป็นลัทธิด้านการเมืองที่ฝังอยู่ในสังคมสมัยใหม่  และมีสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมายถึงการเรียกร้องให้ได้มาซึ่งอำนาจ (authority)  ความเป็นชาตินิยมจะสร้างศูนย์แห่งความซื่อสัตย์เป็นเยี่ยม  และเหนือกว่าชนกลุ่มใหญ่ที่มีต่อรัฐ-ชาติ ไม่ว่าจะเป็นในที่เปิดเผยหรือจะเป็นเพียงความปรารถนาในความนึกคิดก็ตาม  รัฐ-ชาติไม่เพียงแต่จะเป็นธรรมชาติ ที่ล้ำเลิศ หรือ สิ่งปรกติ  ในรูปแบบที่เป็นองค์กรทางการเมืองเท่านั้น  แต่ยังจะเป็นเค้าโครงที่ขาดไม่ได้สำหรับกิจกรรมด้านสังคม  วัฒนธรรม  และเศรษฐกิจ  อีกอย่าง  ความเป็นชาตินิยมและรัฐ-ชาติจะเป็นของคู่กันในประวัติศาสตร์ของวิวัฒนาการด้านต่างๆ  (Kuper&Kuper 1985:65)  ฉะนั้น  ความเป็นชาตินิยมได้ทำให้เกิดชาติใหม่ๆ ในแอฟริกาและเอเชีย  ซึ่งทำให้เกิดวรรณกรรมอย่างกว้างขวางและเป็นลายสลับสีในสิ่งที่รู้จักกันของสิ่งที่ว่า  ความทันสมัยและการพัฒนาทางการเมือง  การสร้างชาติ  และการรวมตัวเป็นปึกแผ่นทางด้านการเมือง  พฤติกรรมเหล่านี้  เป็นภาพความรู้สึกในลำดับต้นๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาจดูเป็นสิ่งขัดขวางบ้างในชั่วครั้งชั่วคราวต่อการพัฒนาสังคมสมัยใหม่  อีกอย่างข้อสมมุติฐานที่คิดว่า  ความภักดีของกลุ่มชาติพันธุ์จะให้จางไปนั้น  สิ่งที่จะมาแทนที่ก็คือ  ความบาดหมางเกี่ยวกับชนชั้นและสถานภาพที่ตนครอบครอง (Webber 1947)  ซึ่งมีนักสังคมวิทยาหลายท่านเรียกสิ่งนี้ว่าทฤษฎีแพร่กระจาย (diffusionist theory) ที่เกิดการรวมตัวทางสังคม  ซึ่งมีนักปราชญ์อื่นๆ ที่เห็นพ้องกัน  อย่างเช่น Parson and Smelser (1956)  ที่กล่าวว่า  วัฒนธรรมและค่านิยมของกลุ่มหลักในสังคมจะถูกแพร่กระจายผ่านเขตพื้นที่รอบนอก  อย่างไรก็ตาม  Marxมองว่า  ความขัดแย้งด้านกลุ่มชาติพันธุ์และทางวัฒนธรรมเป็นยุคของการเปลี่ยนแปลงของสังคมทุนนิยมที่เกิดจากการต่อสู้ทางด้านชนชั้น  ต่อมาความหมายของชนชั้นได้มีการแทนที่ด้วยคำว่า เผ่าพันธุ์  ศาสนา  ภาษา  และชาติกำเนิดที่แตกต่างกัน (Birch 1978:325)ฉะนั้น  ความเป็นชาตินิยมในบทความบทนี้  จะหมายถึงความรู้สึกหวงแหนต่อชาติพันธุ์เดียวกัน  รวมถึงวัฒนธรรม  ภาษา  ศาสนา  และวิถีแห่งการดำเนินชีวิตในรูปแบบเดียวกัน  ซึ่งกลุ่มชาติพันธุ์เชื่อว่า  พวกตนมีสิทธิที่จะได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมกัน  มีสิทธิเสรีภาพภายใต้ระบอบประชาธิปไตยจากชนกลุ่มใหญ่ภายในพหุสังคมหรือหลากหลายทางชาติพันธุ์  คำถามที่ตามมาก็คือ  อะไรคือสิทธิเสรีภาพ  ในเมื่อประเทศไทยเป็นประเทศที่ดำเนินรูปแบบทางการเมืองตามครรลองประชาธิปไตยมาโดยตลอด  คำตอบก็คือ ใช่ เรามีระบอบประชาธิปไตยจริง  แต่ปัญหาก็คือ  เราวัดความเป็นประชาธิปไตยกันที่ตรงจุดไหน  เพราะความหลากหลายของประชาธิปไตยนั้นมีหลายระดับ  ประเทศสหรัฐอเมริกาวัดความเป็นประชาธิปไตยจากสิทธิเท่าเทียมกันทางด้านการเลือกตั้ง  โดยทุกเผ่าพันธุ์มีสิทธิเสรีในการเลือกตั้งอย่างเท่าเทียมกัน  แต่ประเทศยุโรป โดยเฉพาะสหราชอาณาจักรว่าอีกอย่าง  คือรูปแบบอย่างนั้นไม่ใช่ประชาธิปไตย  เพราะความเป็นประชาธิปไตยนั้น  ต้องวัดที่ความเท่าเทียมกันทางด้านสังคม  การเมือง  เศรษฐกิจ  และการศึกษาของพหุสังคม  ตัวอย่างความขัดแย้งมากมายที่เกิดขึ้นจากความไม่เท่าเทียมกัน  อย่างเช่น  ชนผิวสีในแอฟริกาใต้ที่ลุกขึ้นต่อสู้กับชาวผิวขาว เป็นเวลานานเกือบ300ปี  ก็มิใช่เพื่ออื่นใด  นอกจากเพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมทางด้านการเมือง  และการต่อสู้ดังกล่าวได้สิ้นสุดลง  หลังจากการประกาศยกเลิกนโยบายกีดกันผิว (ที่ไม่ให้ชนผิวสีลงเลือกตั้ง)  อีกตัวอย่างหนึ่ง  ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเอง  ชาวผิวสีในสหรัฐที่นำโดยท่านLuther King (Jr.) ทำการต่อสู้กับชาวอเมริกันผิวขาวจนเกิดการจลาจลในทศวรรษปี ค.ศ. 1960ก็เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมทางด้านสังคม  การศึกษา  และเศรษฐกิจ  การจลาจลดังกล่าวได้สิ้นสุดลงหลังจากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญของสหรัฐ (ให้คนผิวสี มีสิทธิเท่าเทียมกัน  ทางด้านการศึกษา  ด้านสังคม  และด้านเศรษฐกิจ)  เพราะก่อนหน้านี้ มีฐานะยากจนมาก  ไร้การศึกษา  และว่างงานกันมากมาย  ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญในคราวนั้น  จนทำให้คนผิวสี มีการพัฒนาตนเองเกือบทุกด้านอย่างที่เราเห็นในปัจจุบันนี้  ฉะนั้น  สิทธิเสรีภาพ จึงหมายถึง  สภาพการณ์ที่ชนกลุ่มน้อยได้รับความเป็นธรรม  ปราศจากการถูกกดขี่  และการมีสถานภาพทางสังคม  เศรษฐกิจ  การเมือง  และการศึกษาที่เท่าเทียมกันกับชนกลุ่มใหญ่ (Krieger 1993:238)  จะเห็นว่าหลายประเทศในยุโรปที่เป็นพหุสังคมทางชาติพันธุ์นั้น  จะประกาศภาษาของชนกลุ่มน้อยให้เป็นภาษาราชการควบคู่กันไป  ที่เห็นอย่างชัดเจนก็มี  อย่างเช่น  ประเทศคานาดาและประเทศเบลเยี่ยม  จะมีภาษาราชการอยู่สองภาษา  และสวิสเซอร์แลนด์มีสี่ภาษาอย่างนี้เป็นต้น จากการอภิปรายข้างต้น  ทำให้เห็นว่า  ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงบางอย่างหรือการปรับตัวบางอย่างในการบริหารการปกครองให้ยืดหยุ่นมากขึ้น หรือ ให้สามารถรองรับสถานภาพที่เป็นจริงทางสังคมที่มีกลุ่มชาติพันธุ์และวัฒนธรรมที่หลากหลายให้อยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข  เคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน   โดยมุ่งความเป็นปึกแผ่นด้านความมั่นคงทางการเมือง  และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเป็นหลัก  ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงก็ต้องมุ่งสู่ความเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างเหมาะสมกับสภาพสังคม  คือการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่   Huntington(1991)เรียกว่า Third Wave  หรือคลื่นลูกที่สามหรือคลื่นของความเป็นประชาธิปไตยนั้นเองทำไมคลื่นลูกที่สามต้องมาเกี่ยวข้องในบทความเรื่องนี้  คำตอบก็คือ  คลื่นลูกที่สามเปรียบเสมือนปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากระบอบเผด็จการมาสู่ระบอบการเมืองการปกครองในรูปแบบที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงในหลายประเทศ  อย่างเช่น  เสปน โปรตุเกส  และหลายประเทศในอเมริกาใต้ที่เปลี่ยนจากระบอบเผด็จการไปสู่ระบอบประชาธิปไตยในปลายทศวรรษ 1970 และต้นทศวรรษ 1980  เศรษฐกิจที่ซบเซาในทศวรรษ 1980 ควบคู่กับการกดดันของคอมมิวนิสต์  ทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลาย  สงครามเย็นสิ้นสุดลง  ระบอบประชาธิปไตยและเสรีนิยมก็อุบัติขึ้นในประเทศยุโรปตะวันออก  แนวคิดเสรีนิยมได้แพร่กระจายสู่แอฟริกาในทศวรรษ 1990  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศแอฟริกาใต้  ซึ่งตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้  ก็มีการปฏิวัติของอินโดนีเซียปี ค.ศ. 1998(Dijk 2002:1)  การปฏิวัติบูลโดเซอร์ในยูโกสลาเวียปี ค.ศ. 2000 (Demes & Forbrig 2007:1)   การปฏิวัติกุหลาบแดงในจอร์เจียปี ค.ศ. 2003  (Bunce & Wolhik 2006:283-304)  การปฏิวัติส้มในยูเครนปี ค.ศ. 2004 (Wilson  2006:3)  การปฏิวัติซีดาร์ในเลบานอนปี ค.ศ. 2005  (Schock 2005:25)  การปฏิวัติทิวลิปในกีกิสถานปี ค.ศ. 2005 (Anon  2006  Tulip Revolution http://en.wikipedia.org/wiki/Tulip_Revolution [18 June 2007])   ยิ่งนับวัน  จะเห็นว่าประเทศที่เปลี่ยนแปลงสู่ระบอบความเป็นประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมก็จะทวีจำนวนเพิ่มขึ้น  และที่เกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงนี้  Francis Fukuyamaทำนายว่ารัฐ-ชาติประชาธิปไตยเสรีนิยมจะกลายเป็นมาตรฐานสากลของสังคมมนุษย์  และคำทำนายนั้นได้กลายเป็นแก่นของทฤษฎี “End of History” (การสิ้นสุดของประวัติศาสตร์)ของท่าน Francis Fukuyama  ที่กล่าวไว้ว่า  ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมจะเป็นรูปแบบสุดท้ายของการปกครองที่มีต่อสังคมมนุษยชาติ (Fukuyama 1992:212)  อย่างไรก็ตาม ท่าน Huntingtonมีความเห็นที่แตกต่างไปจาก  Francis  คือท่าน Huntington  เสนอว่า   ประวัติศาสตร์นั้นยังไม่สิ้นสุดลง   แต่ประวัติศาสตร์ดังกล่าวได้ถูกถ่ายโอนและแทนที่ด้วยคลื่นสามลูกแห่งประชาธิปไตย  โดยคลื่นลูกที่หนึ่งแห่งประชาธิปไตยนั้นเป็นช่วงปี ค.ศ. 1828-1926ซึ่งเป็นรากฐานของการปฏิวัติอเมริกาและการปฏิวัติฝรั่งเศส  สัญญาณสองสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงการเกิดความเป็นประชาธิปไตยก็คือ (1) จำนวนร้อยละ 50 ของผู้ใหญ่ที่เป็นบุรุษได้มีสิทธิในการเลือกตั้ง   และ (2) ผู้บริหารมีความรับผิดชอบที่จะเคารพมติเสียงส่วนใหญ่ในการสนับสนุนรัฐภาที่มาจากการเลือกตั้ง  ซึ่งสหรัฐเริ่มมีประชาธิปไตยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1828 และตามมาด้วยสวิสเซอร์แลนด์  อาณานิคมอังกฤษที่อยู่โพ้นทะเล  ฝรั่งเศส  สหราชอาณาจักร  รวมถึงประเทศเล็กๆ  หลายประเทศในยุโรปรวมถึงอิตาลีอาร์เจนตินาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1  (Chambers & Burnham 1967:12-13)   ส่วนคลื่นลูกที่สองแห่งประชาธิปไตยนั้นเกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1943-1962   ตรงกับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มจัดตั้งสถาบันประชาธิปไตยขึ้นในเยอรมันตะวันตก  อิตาลี  ออสเตรีย  ญี่ปุ่น  และเกาหลี  ขณะที่โซเวียตได้กดดันและยกเลิกระบอบประชาธิปไตยในเช็คโกสโลวาเกียและฮังการี (Weiner 1967:103)  และคลื่นลูกที่สามแห่งประชาธิปไตยนั้นเกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1974-ปัจจุบัน  คือเริ่มที่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเข้ามาแทนที่ระบอบเผด็จการในสามสิบประเทศในยุโรป เอเชีย  และลาตินอเมริกา  ในปลายทศวรรษ 1970คลื่นแห่งประชาธิปไตยได้เคลื่อนตัวจากยุโรปตอนใต้สู่ลาตินอเมริกาและเอเชีย  (Dahl 1989:88-95)  ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุโรป  อย่างเช่น  การล่มสลายการปกครองเผด็จการทหารของกรีกในปี ค.ศ. 1967  การพ่ายแพ้ของลัทธิมาร์กซิสต์-เลนินในโปรตุเกสในปี ค.ศ. 1975  การเสียชีวิตของ Franco ในเสปนและนำสู่การเลือกตั้งในระบอบรัฐสภาในปี ค.ศ. 1978 (Linz & Stepan 1987:120) ปัจจัยสำคัญที่เกิดการเปลี่ยนแปลงก็คือ ปัจจัยทางเศรษฐกิจ  จริงอยู่ที่การพัฒนาด้านเศรษฐกิจด้วยตัวมันเองมิได้เพิ่มโอกาสเพื่อให้เกิดประชาธิปไตย  แต่หากมีชาติหนึ่งกลายเป็นประชาธิปไตย  และแล้วมีหลายชาติที่มีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจที่สูงกว่าก็ดูเหมือนจะธำรงความเป็นระบอบประชาธิปไตยได้ในระดับที่สูงกว่า  ซึ่งแน่ล่ะ เนื่องจากความยากจนนั้นเอง ซึ่งชาติที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยทั้งหลายมีโอกาสสูงที่จะกลับสู่ระบอบเผด็จการกลับมาอีกได้ หากประสบความถดถอยทางด้านเศรษฐกิจ 
                คราวนี้เราลองกลับมาดูปัญหาก่อการร้ายในบ้านเมืองของเราบ้าง  จะเห็นว่าการปราบปรามอย่างรุนแรงต่อชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูเกิดขึ้นเกือบทุกรัฐบาล  มาตรฐานการในการบังคับกฎหมายก็ต่างไปจากในส่วนภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ  อันที่จริง  ผู้เขียนไม่ได้ตำหนิเรื่องการปราบปราม  แต่ที่ตำหนิก็คือ  การเหวี่ยงแหจับผู้บริสุทธิ์  และต้องเสียชีวิตโดยไม่มีการไต่สวนตามกระบวนการยุติธรรม  สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า  ทางฝ่ายรัฐไร้ประสิทธิภาพอย่างยิ่ง  ผู้เขียนจำได้ว่า  (หากจำไม่ผิด)  ในสมัยของท่านพลเอกหาญ ลีนานนท์ได้มีการประกาศใช้นโยบายใต้ร่มเย็น  และประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม  ทั้งนี้เพราะอะไรหรือ  คำตอบก็คือ  สมัยนั้นเราสามารถจับประเด็นสำคัญที่เป็นตัวปัญหาได้อย่างตรงเป้า เพราะประเด็นสำคัญอยู่ที่สองประเด็นหลักๆ คือ
1)ภัยจากคอมมิวนิสต์จีนมาลายา  กับ 2)ภัยจากการคอรัปชั่นของข้าราชการ  เมื่อรู้ปัญหาอย่างนี้ เราจึงสามารถปราบปรามได้อย่างตรงจุด  และประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม  ในอดีต  ประชาชนหวาดกลัวภัยจากโจรคอมมิวนิสต์มาลายา(จ.ค.ม.) เป็นอย่างมาก  เพราะชีวิตของประชาชน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวสวนยางนั้น  จะต้องขึ้นไปตัดยางบนภูเขาสูงๆ  หรือในสวนยางที่อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้าน  ในสมัยนั้น (พ.ศ. 2515-2535) จ.ค.ม. ได้เข้ามาขอค่าคุ้มครองจากชาวบ้าน  ผู้ใดที่ขัดขืนก็จะถูกจับขึงไว้ที่ต้นไม้  แล่เนื้อออกมาและทาตัวด้วยเกลือเพื่อให้เสียชีวิตลงอย่างทรมาน  การกระทำดังกล่าวก็เพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่อขู่เข็ญถึงการลงโทษผู้ที่ขัดขืนต่อ จ.ค.ม.  แต่เนื่องจาก  การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดจากฝ่ายรัฐบาลในสมัยนั้น  คือรัฐบาลของท่านพลเอกเปรม  ติณสูลานนท์  จากคำแนะนำของท่านพลเอกเชาวลิต  ยงใจยุทธ์โดยให้มีการใช้การเมืองนำการทหารเป็นย