ในสมัยที่ผมเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 การเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานหรือPBLได้เข้ามาสู่คณะแพทย์ที่เชียงใหม่ มีการนำมาใช้ในการเรียนการสอนควบคู่ไปกับการสอนLectureแบบเดิม ทำให้รู้สึกว่าแค่อ่านเลคเชอร์ก็จะไม่ทันอยู่แล้ว จะเอาเวลาไปทำPBLได้อย่างไร ทำให้เกิดความเครียดและความรู้สึกที่ไม่ดี ตอนนั้นจำได้ว่าได้เขียนข้อเสนอแนะไปว่า ควรจะเลือกเอาอย่างเดียว ถ้าจะใช้ปัญหาเป้นตัวตั้งก็ใช้ให้เหมือนกันทั้งคณะ จะได้วางหลักสูตรอย่าสอดคล้องกัน และพอจบมาก็ทราบว่ามหาวิทยาลัยหลายๆแห่งใช้การเรียนแบบ PBLกันมากขึ้น แต่ก็ยังใช้ร่วมกับวิธีการเรียนแบบเดิม

              ผมเองไม่ใช่นักการศึกษา เวลาคิดจึงคิดเห็นตามประสบการณ์ที่ตนเองมี ซึ่งอาจผิดหรือถูกก็ได้ ผมเคยฟังอาจารย์ที่สอนเรื่องPBLแล้ว ก็รู้สึกงงหรือดูซับซ้อนมาก จนรู้สึกไม่เข้าใจ และก็คิดในใจขนาดวิธีการเรียนยังไม่เข้าใจ แล้วจะเรียนเข้าใจหรือ

               เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้เข้าร่วมฟังการประเมินหลักสูตรเพื่อเปลี่ยนหลักสูตรแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนเรศวรใหม่ ก็มีการพูดถึงกลยุทธ์การเรียนการสอนว่าจะใช้แบบใด ก็มีการพูดถึง PBL แต่มีอาจารยืท่านหนึ่งบอกว่าคงใช้ร่วมกันหลายวิธีเป็นTriอะไรซักอย่าง ผมจับคำไม่ได้ทั้งเลคเชอร์ PBL และกิจกรรมพิเศษของรายวิชาเช่นทำLAB เป็นต้น ผมก็นึกในใจว่าแล้วการทำLABกับPBLเป็นอันเดียวกันไม่ได้หรือ หรือทำให้เจ้าสามตัวนี้เป็นอันเดียวกัน แยกกันไม่ออกเป็นแบบPBLไปเลยได้ไหม

                PBL การเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานนี่ ผมก็มีคำถามในใจอีกว่า ปัญหาที่ว่านี้ คือปัญหาของใคร ปัญหาจากผู้เรียน ปัญหาจากผู้สอนหรือปัญหาจากตำรา เอาใครเป็นศูนย์กลางกันแน่ ครูบอกว่าปัญหานี้สิ อันนี้สำคัญนะ แต่เด็กบอกว่าผมว่าอันนี้ดีกว่า สำคัญกว่า อาจารย์อย่าเอาตามที่อาจารย์ชอบสิ เอาไงดีละครับ...

                ในความเห็นของผม น่าจะเป็นปัญหาจริงในการดูแลผู้ป่วยหรือการดูแลสุขภาพเพราะเราจะเรียนเป็นแพทย์ ก็ให้ไปดูคนไข้บนหอผู้ป่วยเลย แล้วเอาปัญหาของผู้ป่วยมาวิเคราะห์ เป็นเรื่องของpatient-centerde Approach ไปเลย แล้วเอาปัญหาเหล่านั้นมาวิเคราะห์เชื่อมดยงกับวิชาที่มีอยู่จะเป็นกายวิภาค สรีรวิทยา ประสาทวิทยา พยาธิวิทยา กีฏวิทยา ก็ค้นคว้ากันไป แล้วนำมาอภิปรายกัน อย่างนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็น PBL ของจริงกว่า..ไหมครับ

                ผมก็คิดเอาเอง ตามประสาของผม แต่มีวันหนึ่งผมได้อ่านคำแปลของ PBL = Problem-based Learning ของ ดร.รุ่ง แก้วแดง ผมรู้สึกปิ๊งเลย โดยแปลเป็นไทยว่า การเรียนรู้โดยการปฏิบัติจริงเพื่อแก้ปัญหา ถ้าอย่างงี้มันก็เป็น Learning by Doing นั่นเอง ก็ใช้แนวทางของ KM ได้เลย และเป็นการมองจากปัญหาจริงเป็นหลักและต้องเป็นลักษณะของ Holistic Learning โดยไม่แยกออกเป็นวิชาๆ เป็นส่วนๆด้วย

                 ก่อนจบ ขอรบกวนผู้รู้ ช่วยแสดงความคิดเห็นเพื่อความกระจ่างด้วยครับ จะเป็นพระคุณมาก