ดิฉันเคยเป็นอาจารย์พยาบาลที่สอนในระดับบัณฑิตศึกษา อยู่ที่ภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ขณะที่เป็นอาจารย์ก็ทำงานให้บริการแก่ผู้ป่วยเบาหวานไปด้วย ประสบการณ์ตรงนี้มีส่วนช่วยอย่างมากในการให้คำปรึกษาด้านการทำวิทยานิพนธ์แก่นักศึกษา

เมื่อมาทำหน้าที่ผู้ประสานงานเครือข่ายเบาหวาน ดิฉันเรียนรู้มากขึ้นว่าการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ต้องพัฒนาให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งในด้านของผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ และบริบทต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ในระยะ ๒ ปีที่กลับมาทำงานอยู่กรุงเทพฯ ดิฉันได้รับเชิญให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบเครื่องมือวิจัยของนิสิต/นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาพยาบาลศาสตร์ ที่จะทำวิจัยด้านการดูแลผู้ป่วยเบาหวานอยู่บ่อยๆ เมื่อวานเช้าดิฉันได้คุยกับนิสิตรายหนึ่งที่เอาเครื่องมือวิจัยมาให้ตรวจสอบ คุยแล้วเกิดความรู้สึกว่าควรเขียนบันทึกนี้

ดิฉันอ่านโครงร่างวิทยานิพนธ์ครั้งนี้ร่วมกับโครงร่างอื่นๆ ที่เคยดูมาแล้ว มีข้อสังเกตดังต่อไปนี้ (ดิฉันอาจมองผิดก็ได้ ขออนุญาตนำสไตล์ของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช มาใช้นะคะ)

- มักไม่ใช่วิจัยที่ต่อยอดจากงานที่ทีมดูแลผู้ป่วยเบาหวานใน setting ต่างๆ ได้พัฒนาไว้แล้ว  
  ไม่รู้ว่ามีใคร ทำอะไร อย่างไร ที่ไหนแล้วบ้าง วิจัยของหลายคนเป็นงานที่เริ่มนับหนึ่งใหม่
  และคาดได้ว่าจะได้คำตอบที่รู้ๆ กันอยู่แล้ว
- มีการลงทุนลงแรงและเวลาไปมากในการสร้างเครื่องมือ เช่น คู่มือสำหรับผู้ป่วย ทั้งๆ ที่
  สามารถใช้ของที่มีอยู่แล้ว (แต่คนอื่นสร้าง) ได้ (เป็นแรงและเวลาทั้งของนิสิต/นักศึกษา
  อาจารย์ที่ดูแล และผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย)
- การดูแลผู้ป่วยเป็นการทำงานคนเดียว วิชาชีพเดียว ทั้งๆ ที่ตนเองไม่ได้ชำนาญทุกเรื่อง
  ไม่เห็นการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ 
- เน้นผลด้านการคุมน้ำตาล ไขมัน หรือ outcomes อื่นๆ มากกว่าการเรียนรู้ว่ากระบวนการ 
  หรือการปฏิบัติอะไรที่มีประสิทธิภาพ
- ยังติดภาพที่ว่าเจ้าหน้าที่คือ "expert" ในการดูแลเบาหวาน ผู้ป่วยและครอบครัว "รู้น้อยกว่า"
  เรียนรู้จากผู้ป่วยและครอบครัวน้อย
- นิสิต/นักศึกษาบางคนยังมีความรู้และประสบการณ์น้อยถึงน้อยมากด้านการดูแลผู้ป่วย
  เบาหวาน

ฝากไว้เป็น idea สำหรับงานวิจัย/วิทยานิพนธ์ด้านการดูแลผู้ป่วยเบาหวานนะคะ

วัลลา ตันตโยทัย วันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๔๙