ความช่วยเหลือจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกส่วนทำให้รู้สึกอบอุ่นจริงๆ

วันที่ ๑๒ สิงหาคม วันแม่ ดิฉันและสามีตื่นแต่เช้า อาบน้ำเสร็จก็ขับรถจากโรงแรมไปที่บ้านพักเพื่อดื่มกาแฟและสำรวจสภาพของบ้านชัดๆ ความที่รู้จักหลายๆ คนอยู่แล้ว ทำให้สามารถประสานผู้เกี่ยวข้องทั้งรองอธิการบดี หัวหน้าส่วนอาคารสถานที่มาช่วยกันดูและตกลงร่วมกันว่าจะปรับปรุงอย่างไรให้มีสภาพดีกว่าที่เห็น

บ้านพักมีอายุเกิน ๑๐ ปี คนเข้าอยู่ ๓-๔ รุ่นแล้ว ย่อมมีส่วนที่ชำรุดทรุดโทรม ขึ้นอยู่กับการใช้และการดูแลรักษาของแต่ละครอบครัว เมื่อคนย้ายออกแต่ละรุ่นก็ควรจะต้องมีการปรับปรุงให้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะรับคนเข้าอยู่ใหม่ แต่มาตรฐานและความคาดหวังของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน ของดิฉันคงจะสูงไปกว่า norm จึงขอร้องให้มีการทาสีใหม่ เปลี่ยนกระเบื้องยางที่กระดำกระด่าง เปลี่ยนส่วนที่ผุพังเสียด้วย ระหว่างนี้ขอเปิดบ้านพักรับรองอาศัยไปพลางก่อน

ศ.ดร.วินัย ประลมพ์กาญจน์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและ ดร.กีร์รัตน์ สงวนไทร รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา ช่วยประสานงานทำให้ดิฉันได้รับความสะดวกยิ่งขึ้น รศ.ดร.สุรสีห์ วัฒนวิกย์กิจ คณบดีสำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ พอรู้เรื่องก็ส่งข่าวบอกว่าบ้านที่ดิฉันเคยอยู่นั้น คนที่พักอยู่กำลังจะออกแล้ว ความช่วยเหลือจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกส่วนทำให้รู้สึกอบอุ่นจริงๆ

เราดีใจพากันไปดูบ้านหลังเก่า เห็นสภาพยังดีอยู่ ต้นไม้ที่ปลูกไว้ทั้งมะม่วงเบา ชมพู่ โตพอบังแดดไม่ให้บ้านร้อนได้แล้ว มองเข้าไปในบ้านเห็นข้าวของถูกบรรจุไว้เป็นกล่องๆ ก็คิดว่าคนที่พักอยู่คงจะย้ายออกไปเร็วๆ นี้

ตกบ่ายสามีมองผ่านหน้าต่างบ้านพัก บอกว่าเห็นมีคนมาขนของ ดิฉันจึงเดินไปพูดคุยดู ปรากฎว่าอาจารย์คนที่อยู่เดิมย้ายออกไปแล้ว ที่เห็นข้าวของกองอยู่นั้นเป็นของอาจารย์คนใหม่ที่จะย้ายมาเริ่มงานที่นี่ในวันที่ ๓ กันยายน ดิฉันได้มีโอกาสสำรวจบ้านเก่าพร้อมนึกถึงความหลังที่ได้อยู่บ้านหลังนี้มาถึง ๖ ปี อาจารย์ใหม่ “อาจารย์นุช” ชมว่าดิฉันปลูกต้นไม้ต่างๆ ไว้ดี มีบ่อบัวไว้ด้วย

วันนี้ได้ไปรับประทานอาหารกลางวันในเมืองที่ร้าน “ครัวนคร” ครบทั้งขนมจีนและข้าวยำ แวะร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าซื้อ Microwave พัดลม ดูตู้เย็นและทีวีเอาไว้ก่อน ปรับปรุงบ้านเสร็จเมื่อไหร่ค่อยสั่งของเข้าไป ขากลับแวะที่ท่าแพ ซื้อกับข้าวที่ร้าน “ป้าล้วน” ร้านที่เคยซื้อประจำเอาไว้รับประทานตอนเย็น แค่นี้เรา ๕ คนก็อยู่กันได้อย่างสบายแล้ว

เดี๋ยวนี้มีห้างโลตัสอยู่ที่ท่าศาลาด้วย ตอนเย็นเราไปซื้อของใช้เพิ่มเติม น่าตกใจที่เงาะกับมังคุดในห้างขายกิโลกรัมละ ๒ บาท เราใจหายคิดว่าชาวสวนจะได้กิโลละเท่าไหร่ ขากลับแวะทักทาย ศ.ดร.วินัย ประลมพ์กาญจน์ ที่เมื่ออยู่บ้านก็สวมบทชาวสวน ใส่หมวกเดินทำโน่นทำนี่ ได้ประโยชน์ในเรื่อง physical activity ไปด้วย

คืนนี้ น้องนิว หทัยกาญจน์ อดีตเลขานุการตอนที่อยู่วลัยลักษณ์โทรศัพท์มาบอกให้คอยดูฝนดาวตกด้วย ลูกมาปลุกตอนเที่ยงคืน ออกมาดูท้องฟ้ามีดาวเยอะ แต่ไม่เห็นฝนดาวตก สงสัยเราจะดูไม่เป็น ตอนลูกชายเข้านอนเมื่อตีสาม คิดว่าจะลองออกมาดูอีก แต่ความง่วงชนะเลยไม่ได้เห็นฝนดาวตก

วันที่ ๑๓ อากาศตอนเช้ายังไม่ร้อน ความที่ต้นไม้รอบๆ บ้านพักโตพอสมควร จึงมีนกหลายชนิดมาเกาะส่งเสียงร้องกันระงม สงสัยนกคงมีความสุข ดิฉันพยายามจะถ่ายรูปนกตัวเล็กๆ ท้องเขียวๆเหลืองๆ ที่มาเกาะที่ต้นพู่จอมพล ก็ไม่ได้จังหวะเสียที ถ่ายรูปออกมามองไม่เห็นนก

สามีและลูกสาวไปซื้อของสดจากตลาดมาทำอาหารมื้อเช้า หลังจากนั้นสามีและลูกชายเข้าเมืองเพื่อไหว้พระธาตุ พร้อมซื้ออาหารกลางวันกลับมาด้วย สามีและลูกๆ เดินทางกลับกรุงเทพโดยเครื่องบินตอนบ่าย ๑๕ น. สนามบินนครศรีธรรมราชดูจอแจ มีห้องขายตั๋วทั้งของแอร์เอเชียและนกแอร์มาใช้พื้นที่เพิ่มเติม ทำให้ดูแคบลง

ตอนส่งทุกคนกลับก็เป็นธรรมดาที่ต้องใจหายไปบ้าง เตือนตัวเองว่าเราต้องอยู่ทำงาน คงใช้เวลาสำหรับการปรับตัวอีกหน่อย เมื่อบ้านพักเรียบร้อย ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ก็คงพร้อมที่จะลุยทั้งงานเก่าและงานใหม่

วัลลา ตันตโยทัย