การทำงานสร้างการเปลี่ยนแปลงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ จริงๆ แล้วเราสร้างการเปลี่ยนแปลงเองไม่ได้ ต้องทำงานร่วมกับภาคี (partner) เป็นภาคียุทธศาสตร์สร้างการเปลี่ยนแปลง
จุดแรกที่ต้องระวังคือตัวเราเอง เราเองอาจมองสถานการณ์ได้ไม่ทะลุ ไม่ครบถ้วน หรือเราเองนั่นแหละที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลง หรือเราทำงานเองมากเกินไป ไม่เน้นหาภาคีร่วมกันทำ หรือข้อจำกัดของเราเองด้านอื่นๆ
ในบางกรณี เราทำงานร่วมกับภาคี และภาคียึดติดอยู่กับวิธีคิด และวิธีการเดิมๆ ที่เรียกว่าติดกระบวนทัศน์เดิม ที่ล้าสมัยหรือตกยุค
บางหน่วยงานอยู่ในสภาพที่ตนเองไม่ใช่ผู้ทำงานหลัก การเปลี่ยนแปลงต้องมาจากการทำงานของภาคี ในกรณีเช่นนี้ผมเคยประสบมาตอนเป็น ผอ. สกว. สิ่งที่เราต้องทำคือหาวิธีการต่างๆ นานา ในการสื่อสารกับภาคี ชักชวนภาคีให้ช่วยกันคิดไปในทางสร้างการเปลี่ยนแปลงนั้น หาทางให้ภาคีเขาช่วยกัน “คิดใหม่ ทำใหม่” ให้เขาเป็นเจ้าของวิสัยทัศน์เพื่อการเแปลี่ยนแปลงนั้น
เรื่องแบบนี้เราไปบอกภาคีว่าเขาตกยุค ตกกระบวนทัศน์ ไม่ได้ โกรธกันตาย ชาตินี้ไม่ต้องเผาผีกัน ต้องใช้วิธีการตั้งโจทย์ ว่าถ้าสังคม หรือประเทศ ต้องการบรรลุเป้าหมายนั้นๆ ควรดำเนินการอย่างไร จัดประชุมระดมความคิด ให้ภาคีช่วยกันบอกวิธีการ หรือแนวทาง โดยที่เราเชิญคนที่มีวิสัยทัศน์ก้าวหน้ามาบรรยายนำ แล้วจึงประชุมระดมความคิดกลุ่มย่อย ก็จะได้แนวทางที่ “คิดใหม่ ทำใหม่” มากขึ้น ที่สำคัญ ภาคีร่วมกันเป็นเจ้าของแนวคิด หรือวิธีการเหล่านั้น แล้วเรานำผลการประชุมมาคิดต่อ สังเคราะห์ต่อ เพื่อให้แนวคิดและวิธีการชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ยังอ้างอิง หรือให้เกียรติการประชุมระดมความคิดนั้นอยู่
การประชุมแนวนี้อาจต้องทำหลายครั้ง ทำกับคนหลายกลุ่ม ประเด็นสำคัญคือต้องตั้งโจทย์ หรือวัตถุประสงค์ให้น่าสนใจ มีคุณค่า และต้องเชิญคนที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ตรงกับประเด็น พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้ได้รับเชิญทราบด้วยว่าเราเชิญใครบ้าง การบอกชื่อคนมาประชุมที่ถือว่า บิ๊กๆ ทั้งนั้น มีข้อดี คือคนเขาอยากมาเจอกัน และเขารู้ว่าการประชุมจะสนุก แต่ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง ตรงที่คนบางคนไม่ถูกกัน พอรู้ว่า ศ. A มา ศ. B ก็ไม่มา
แม้จะมีคนไม่ถูกกันมาประชุมด้วยกัน เราก็มีวิธีประชุมให้ราบรื่นได้ โดยเราบอกตั้งแต่ต้น ว่าเราไม่มีความรู้เรื่องนั้น เราจึงเชิญเขามาให้ความรู้ความเห็น และเราอยากได้ความรู้ความเห็นจากหลายมุมมอง เพราะเรากำลังต้องการหาแนวทางใหม่ๆ ให้แก่ประเทศ สภาพปัจจุบันที่ความรู้ด้านนั้นขาดแคลนเป็นปัญหาต่อบ้านเมืองอย่างไรเราก็ว่าไป เพื่อหาทางให้ผู้มาประชุมหันไปมองผลประโยชน์ของประเทศ ละจากการยึดมั่นในทิฐิของตนเสียชั่วคราว
วิจารณ์ พานิช
12 ส.ค. 50