สูจงมาดูโลกนี้...ที่พวกคนเขลาติดอยู่ แต่ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่”

            ชีวิตนี้ต้องการอะไร  อาจจะเป็นปัญหาเดียวกับปัญหาที่ว่า  ควรจะวาดภาพชีวิตอนาคตอย่างไร  หรืออาจจะต่างกันก็ได้  สุดแต่ความประสงค์ของผู้ถาม  อาจจะมุ่งผลทางวัตถุหรือทางโลกทั่วๆไปก็ได้  อาจจะหมายถึงผลที่พิเศษไปกว่านั้นก็ได้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">            </p>ว่าถึงผลทางวัตถุหรือทางโลกทั่วๆไป ทุกคนก็น่าจะมีทางของตน หรือมีความคิดเห็นของตนเอง  เกี่ยวแก่การเรียน  อาชีพการงาน  เป็นต้น  แต่ถ้าหมายถึงผลที่พิเศษไปกว่านั้นก็น่าคิดว่านอกจากสิ่งต่างๆ ที่เป็นบุคคล เป็นวัตถุ เป็นชื่อเสียง เป็นต้น  ที่โลกต้องการแล้วชีวิตนี้ต้องการอะไรอีก  เพราะสิ่งที่โลกต้องการทั้งปวงก็ดูคล้ายๆกัน เช่น ต้องการวิชา ต้องการอาชีพ ต้องการภริยา  สามี ต้องการบุตร  บุตรี  ต้องการทรัพย์ ต้องการยศ  ต้องการชื่อเสียง  เป็นต้น  เช่นเดียวกับชีวิตต้องแก่ เจ็บ ตาย ซึ่งเหมือนกันทุกๆชีวิต <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">            </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ชีวิตและเหตุการณ์ของชีวิตทำให้คนมีความเห็นต่อชีวิตต่างๆกัน  บางคนรื่นเริงยินดีอยู่กับชีวิต  มักจะเป็นคนวัยรุ่น  กำลังมีร่างกายเจริญ  มองเห็นอะไรในโลกยิ้มแย้มแช่มชื่นไปทั้งนั้น  บางคนระทมอยู่กับชีวิตจนถึงคิดหนีชีวิตก็มี  เพราะความไม่สมหวังน้อยหรือมาก บางคนก็ดูเฉยๆ ต่อชีวิต  แต่มิใช่เฉยเพราะรู้สัจจะของชีวิต หากเฉยๆ เพราะไม่รู้ ทั้งไม่ต้องการที่จะศึกษาเพื่อรู้ จึงอยู่ไปทำไปตามเคยวันหนึ่งๆ โดยมากน่าจะอยู่ในลักษณะนี้ไม่สู้จะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์อะไรมากนัก  เพราะไม่อยากจะคิดรู้อะไรมากนัก  หรือเพราะไม่มีอะไรจะทำให้เป็นสุขหรือเป็นทุกข์มากนัก  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>สรุปลงว่ายินดีต่อชีวิตบ้าง  ยินร้ายต่อชีวิตบ้าง หลงงมงาย  เช่น ที่มีความเฉยๆ เพราะไม่รู้ดังกล่าวนั้นบ้าง  คนทั่วๆไปย่อมเป็นดังนี้ จะต้องพบทั้งความยินดีทั้งความยินร้าย  ทั้งความหลงใหลในชีวิต  จะต้องพบทั้งสุขทั้งทุกข์ ทั้งได้ทั้งเสีย  ขณะเป็นเด็กหรือเป็นวัยรุ่นอาจจะสุข  มีสนุกรื่นเริงมาก  แล้วจะค่อยๆ พบทุกข์เข้ามาแทนสุข  น้อยหรือมากตามวัยที่เพิ่มขึ้น  ตามเหตุการณ์ของชีวิตที่ต้องการพบมากขึ้นจะต้องพบทั้งความยินแย้มทั้งความระทม  หรือจะต้องทั้งหัวเราะทั้งร้องไห้ นั่นแหละเป็นชีวิตหรือเป็นโลก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">            </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ว่าถึงชาวโลกทั่วไป  เมื่อได้มีประสบการณ์จากโลกทั้งสองด้านแล้ว  จึงจะรู้จักโลกดีขึ้น แต่ก็มีอยู่สองจำพวกเหมือนกัน คือ พวกหนึ่งแพ้โลก  คือต้องเป็นทุกข์น้อยหรือมากไม่สามารถจะแก้ทุกข์ได้  คล้ายกับรอให้โลกช่วย  คือให้เหตุการณ์ข้างดีตามที่ปรารถนาเกิดขึ้น  อีกพวกหนึ่งไม่แพ้โลก  คือไม่ยอมเป็นทุกข์  ถึงจะต้องเป็นทุกข์บ้างอย่างสามัญชน ก็ไม่ยอมให้เป็นมากหรือเป็นนานนัก พยายามแก้ทุกข์ได้  ไม่ต้องรอให้เหตุการณ์ข้างดีที่ปรารถนาต้องการเกิดช่วย  ซึ่งเป็นการไม่แน่ แต่ทำความรู้จักโลกนั่นแหละให้ดีขึ้นตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ เช่นว่า  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>สูจงมาดูโลกนี้…ที่พวกคนเขลาติดอยู่  แต่ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่  คือการศึกษาทำความรู้ชนิดที่ไม่ติดข้องให้เกิดขึ้น  ด้วยปล่อยโลกให้เป็นไปตามวิถีของโลก  เหมือนอย่างไม่คิดดึงดวงอาทิตย์ให้หยุดหรือให้กลับ  ซึ่งเป็นไปไม่ได้  หน้าที่ของบุคคลคือดึงใจให้หยุดหรือให้กลับจากกิเลสและความทุกข์  ให้ดำเนินไปในทางที่ดี ไม่ยอมพ่ายแพ้แก่ชีวิตและโลก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">            </p>คนเราต้องพบชีวิต หมายถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นแก่ชีวิต ตามที่ปรารถนาไว้ก็มี ที่มิได้ปรารถนาก็มี ว่าถึงปัญหาที่ว่า คนเราควรจะวาดภาพชีวิตอนาคตของตนอย่างไร หรือ จะให้ชีวิตเป็นอย่างไร  ถ้าตอบตามวิถีชีวิตทั่วไป ก็คงจะว่าให้เป็นชีวิตที่บริบูรณ์ด้วยผลตามที่ปรารถนากันทางโลกทั่วไปนี้แหละ  รวมเข้าก็คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อันเรียกว่าโลกธรรม(ธรรมคือเรื่องของโลก)  ส่วนที่น่าปรารถนาพอใจ แต่ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า จะต้องพบชีวิตส่วนที่มิได้ปรารถนาอีกด้วย  คือส่วนที่ตรงกันข้าม รวมเข้าก็คือ ความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ชีวิตของทุกคนจะต้องพบกับโลกธรรมทั้งสองฝ่ายนี้อยู่ด้วยกัน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">           </p> คำว่า โลกธรรม พูดง่ายๆ ก็คือ ธรรมดาโลก เพราะขึ้นชื่อว่าโลก ย่อมมีธรรมดาเป็นความได้ ความเสีย หรือความทุกข์ เช่นนั้น สิ่งที่ได้มาบางทีรู้สึกว่าให้ความสุขมากเหลือเกิน แต่สิ่งนั้นเองกลับให้ความทุกข์มากก็มี พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสชี้ให้เห็นทุกข์ไว้ก่อน ดังเช่นเมื่อมีเทพมากล่าวคาถาแปลความว่า <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">            </p>ผู้มีบุตรย่อมบันเทิงเพราะบุตร  ผู้มีโคย่อมบันเทิงเพราะโค  นรชนย่อมบันเทิงเพราะทรัพย์สมบัติ  ผู้ไม่มีทรัพย์สมบัติย่อมไม่บันเทิง            พระพุทธเจ้าได้ตรัสแก้ว่า            ผู้มีบุตรย่อมโศกเพราะบุตร  ผู้มีโคย่อมโศกเพราะโค  นรชนย่อมโศกเพราะทรัพย์สมบัติ ผู้ไม่มีทรัพย์ (เป็นเหตุก่อกิเลส) ย่อมไม่โศก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">            </p>คำของเทวดากล่าวไว้ว่าเป็นภาษิตทางโลก  เพราะโลกทั่วไปย่อมเห็นดังนั้น ส่วนคำของพระพุทธเจ้ากล่าวไว้เป็นภาษิตทางธรรม  แต่ก็เป็นความจริง เพราะเป็นธรรมดาโลกที่จะต้องพบทั้งสุขและทุกข์ที่แม้เกิดจากสิ่งเดียวกัน ฉะนั้น ทุกๆ คนผู้ต้องการโลก คือปรารถนาจะได้สิ่งที่น่าปรารถนา หรือต้องการที่จะให้เป็นไปตามปรารถนา ก็ควรต้องการธรรมอีกส่วนหนึ่งที่เป็นเครื่องช่วยรักษาตน ทั้งในคราวได้ ทั้งในคราวเสีย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">           </p> พระพุทธศาสนาได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตของทุกๆคน ตรงจุดนี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนให้พิจารณาว่า สุขหรือทุกข์ข้อนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา  แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ คือแปรปรวนไปเป็นธรรมดา เมื่อพิจารณาอยู่ดังนี้จนเกิดปัญญาเห็นจริง สุขหรือทุกข์นั้นๆ ก็จะไม่ตั้งครอบงำจิตอยู่ได้  ผู้ที่มีปัญญาพิจารณาเห็นจริงอยู่ดังนั้น จะไม่ยินดีในเพราะสุข  จะไม่ยินร้ายในเพราะทุกข์นั้นๆ ความสงบจิตซึ่งเป็นความสุขจะมีได้ด้วยวิธีนี้