ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ

            คนไทยทั่วไปคงจะไม่รู้  ว่าสังคมของเรากำลังมีกลไกสาธารณะที่สำคัญ ในเรื่องระบบสุขภาพ     คือการมี พรบ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550    ที่กำหนดกลไกพัฒนาระบบสุขภาพ ไว้อย่างแยบยลยิ่ง     ขอเน้นคำว่าระบบนะครับ

            ที่ผ่านมาหลายๆ เรื่องในระบบสุขภาพมันเกิดขึ้นแบบลมเพลมพัด     มีคนมาผลักโดยมองที่เป้าหมายสั้นๆ แคบๆ     ไม่รู้ว่าผลกระทบต่อระบบภาพใหญ่มันเป็นอย่างไร     ระบบต่างๆ ในสังคม ค่อนข้างเป็นไปตามบุญตามกรรม     ไม่เป็น healthy public policy   ไม่เป็น knowledge-based public policy    ไม่เป็น wisdom-based public policy

            พรบ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 หมวด 5 กำหนดให้มีธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ     และหมวด 3 กำหนดให้มี สช. (สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ)     ทาง สช. ได้ร่วมกับ สวรส. ตั้งโจทย์ว่า จริงๆ แล้ว ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ คืออะไรน้อ    จะมีกระบวนการให้ธรรมนูญทำหน้าที่ขับเคลื่อนพลวัตของระบบสุขภาพได้อย่างไรน้อ    และเชื้อเชิญให้นักวิจัย ๓ กลุ่มมาทำวิจัยตอบคำถาม

             และชวนให้ผมไปเป็น “นักเรียน” เรียนรู้เรื่องกลไกขับเคลื่อนระบบสุขภาพแห่งชาติ ด้วยกระบวนการจัดทำธรรมนูญฯ     โดยการเป็นประธาน “คณะกรรมการที่ปรึกษาวิชาการ เพื่อสนับสนุนการเตรียมยกร่างธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ”      ซึ่งตามความเข้าใจของผม เป็นคณะกรรมการ steering ต่อโครงการวิจัยเล็กๆ 3 โครงการ นั่นเอง

            ผมได้เรียนรู้ว่า ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ น่าจะเป็นเครื่องมือ หรือกลไก ให้เกิดกระบวนการ จัดทำโครงสร้างภาพใหญ่และภาพอนาคต ของระบบสุขภาพ     และการวิจัยทั้งสามชิ้นนี้ จะช่วยชี้ช่องทางจัดทำกระบวนการดังกล่าว    

            ผมชอบวิธีคิดของ นพ. วิพุธ พูลเจริญ อดีต ผอ. สวรส. ที่มาเป็นนักวิจัยในหัวข้อ “การพัฒนาธรรมนูญสุขภาพ”     ที่มอง

กลไกพัฒนาระบบสุขภาพเป็น 3 ส่วน
1. ส่วนแก้ปัญหา  ใช้กลไกสมัชชาสุขภาพ
2. ส่วนป้องกันปัญหา  ใช้กลไก HIA
3. ส่วนกำหนดวิสัยทัศน์ มองอนาคต มองภาพใหญ่  ใช้ กระบวนการทำธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ

            อ. ไพศาล ลิ้มสถิตย์ วิจัยเรื่องมิติทางกฎหมาย      ส่วน พ.ญ. สุวรรณี แห่ง IHPP วิจัยเรื่อง ประสบการณ์คล้ายๆ กันในต่างประเทศ

           หัวใจของโจทย์วิจัย คือเราต้องการเรียนรู้กระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่าง stakeholders ของกระบวนการพัฒนาระบบสุขภาพ  ผลงานวิจัยจึงไม่เน้นที่ตัวธรรมนูญ     แต่เน้นที่พฤติกรรมของคน  ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเคลื่อนไหว กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ     โดยเราหวังเรียนรู้สำหรับนำมาจัดให้กระบวนการจัดทำ “ธรรมนูญระบบสุขภาพ”     เป็นกระบวนการที่มีความรู้ หรือปัญญาเป็นฐาน

           เป็นความพยายามทำให้ “การเมือง” ว่าด้วยระบบสุขภาพ      เปลี่ยนจากการเมืองอำนาจนิยม      เป็นการเมืองปัญญานิยม  การเมืองที่มองได้รอบด้าน  มองไกล  มองเชื่อมโยง      เป็นการเมืองที่ใช้ทฤษฎีสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา

            Research methodology ของคุณหมอวิพุธ น่าสนใจมาก      ผมเรียกว่าเป็น “Retrospective case study”      แบบที่ผมเคยทำกับคนเป็นโรค X     ผมอ่านทบทวนเอกสารในห้องสมุดจนรู้ว่าจะต้องเก็บข้อมูลอะไรบ้าง     แล้วค้นข้อมูลจากแฟ้มประวัติผู้ป่วย     ตามผู้ป่วยมาตรวจเพิ่มเติม     ก็จะได้รายงานผลการศึกษาผู้ป่วยโรค X จำนวน Y ราย จากโรงพยาบาลศิริราช

            แต่ “กรณี” ของ “การพัฒนา และขับเคลื่อนระบบ” มันไม่เป็นรูปธรรมอย่างผู้ป่วยที่ผมศึกษา      จึงต้องมีข้อตกลงระหว่าง เจ้าของเรื่อง (สวรส. – สช.) กับนักวิจัย     ว่าจะศึกษา “กรณี” ใดบ้าง      เพราะแต่ละ “กรณี” มีความชัดเจนยากง่ายต่างกัน

            ความท้าทายคือ งานวิจัยนี้มุ่งศึกษา “เรื่องราวระหว่างบรรทัด”      หรือเบื้องหลังของการยกร่างกฎหมาย หรือแผนระบบ   เบื้องหลังของการประยุกต์ใช้กฎหมายหรือแผนระบบ    มุ่งทำความเข้าใจ social dynamics ระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ     ซึ่งมักไม่มีการจดบันทึกไว้

            ผมตื่นเต้นว่า  งานวิจัยเชิงสังคม ของการพัฒนาระบบของบ้านเมือง กำลังจะพัฒนาไปอีกก้าวหนึ่ง     น่าจะเป็นก้าวที่ช่วยให้สังคมไทยสามารถพัฒนาระบบใหญ่ๆ ในสังคมได้ด้วย Visionary & Long Range Plan     ไม่ใช่แค่ใช้ Problem – solving & Shortterm Plan อย่างในปัจจุบัน    

วิจารณ์ พานิช
6 ส.ค. 50

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand

คำสำคัญ (Tags)#ระบบสุขภาพ#สวรส.#พรบ.สุขภาพแห่งชาติ#ธรรมนูญ#สช.

หมายเลขบันทึก: 117580, เขียน: 07 Aug 2007 @ 09:23, แก้ไข, 11 Feb 2012 @ 19:48, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (0)