ร้อยรักเรื่องราวบอกกล่าว”แม่”

  “รักแม่ที่สุดในโลก”  
มีเรื่องเล่าว่า แม่ผู้แก่เฒ่าเดินไม่ได้คนหนึ่ง เป็นที่รำคาญใจของลูกชายเหลือเกิน แต่ไม่รู้จะเอาแม่ไปฝากใครเลี้ยงแทน เพราะสมัยนั้นยังไม่มีสถานสงเคราะห์คนชรา จึงตัดสินใจแบกแม่ เอาไปปล่อยป่าตามยถากรรม แม่ไม่วอนขอ ไม่ถามไม่ว่าอะไร ตั้งใจหักกิ่งไม้ตามทางเรื่อยไป เข้าป่าลึก ไกลมากแล้ว ลูกชายวางแม่ลงบนโขดหิน แล้วหันหลังจะเดินทางกลับ ตอนนี้เองที่แม่ตะโกนตามหลังลูกไปว่า ลูกเอ๋ย ! เดินตามรอยกิ่งไม้ที่แม่หักไว้ให้นะ จะได้ไม่หลงทาง


ในเรื่อง สามก๊ก มีชายคนหนึ่งนามว่า ชีซีเป็นบุคคลที่มีความคิดอ่านลึกซึ้งและสติปัญญาเฉียบแหลม ทำให้เล่าปี่อยากได้ไปช่วยงาน เมื่อแรกชีซีไม่ยอมไปเพราะความกตัญญูและห่วงแม่ แต่แม่ของชีซีสนับสนุนให้ไปทำราชการด้วยเล่าปี่

เพราะเห็นว่าเป็นคนดีและมีเชื้อสายกษัตริย์ ครั้นโจโฉเห็นความสามารถของชีซี ก็อยากได้ตัวไปบ้าง แต่คิดว่าชวนตรงๆคงไม่สำเร็จ จึงพาแม่ชีซีไปเลี้ยงดูที่เมืองตน เพื่อแสดงความจริงใจ ชีซีเตรียมลาจากเล่าปี่เพราะความรักแม่ แม่ชีซีได้ยินข่าวก็เสียใจและเกรงว่า หากตัวมีชีวิตอยู่ ลูกคงจะเป็นห่วงพะว้าพะวัง นางจึงฆ่าตัวตายเสีย เพื่อให้ลูกหมดห่วง นางยอมสละชีวิตเพื่อความสุขความเจริญของลูก และให้ลูกได้อยู่กับคนดี

อ่านแล้ว หลายคนคงจะรู้สึกสะท้อนใจ และหวนคิดถึงความห่วงหาอาทร และความรักของแม่ที่มีต่อเราไม่มากก็น้อย

แม้ว่าปัจจุบันจะมีข่าวแม่ทิ้งลูกที่เพิ่งคลอด แม่บังคับลูกขายตัว ฯลฯ แต่การกระทำเหล่านี้ถ้าจะนับจำนวนแล้วมีไม่มากเลย เมื่อเทียบกับการกระทำอีกหลายอย่างที่แม้จะผิด แต่แม่หลายคนก็ยอมทำเพื่อให้ลูกอยู่รอด เช่น ขโมยของ หรือยอมเป็นหญิงบริการเพื่อหาเงินมาเลี้ยงลูกน้อย เรียกว่าอะไรถ้าเป็นความสุขความก้าวหน้าของลูกแล้ว แม่ยอมเสียสละได้แม้แต่ชีวิตตนเอง

โดยทั่วไป คำว่า แม่จะหมายถึงหญิงผู้ให้กำเนิดหรือเลี้ยงดูลูก หรือคำที่ลูกเรียกหญิงผู้ให้กำเนิดหรือเลี้ยงดูตน นอกจากนี้ก็ยังมีคำอื่นๆที่หมายถึง แม่อีก เช่น ชนนี มาดา มาตา มารดา มารดร มาตุรงค์ มาตุเรศ เป็นต้น

ความเป็นมาของ วันแม่นั้น กล่าวกันว่า ชาวอเมริกันเป็นผู้กำหนดให้มีขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยนางแอนนา เอ็ม. จาร์วิส คุณครูแห่งรัฐฟิลาเดลเฟียเป็นผู้เรียกร้องให้มีขึ้น และต้องใช้ความพยายามร่วมสองปีจึงประสบผลสำเร็จ ซึ่งในปีพ.ศ. ๒๔๕๗ ประธานาธิบดีวู้ดโรว์ วิลสัน ได้มีคำสั่งให้ถือเอาวันอาทิตย์ที่ ๒ ของเดือนพฤษภาคมเป็น วันแม่แห่งชาติและใช้ ดอกคาร์เนชั่นเป็นสัญลักษณ์วันแม่ โดยมี ๒ แบบคือ ถ้าแม่มีชีวิตอยู่ ให้ใช้ดอกคาร์เนชั่นสีชมพู แต่ถ้าแม่ถึงแก่กรรมไปแล้วให้ใช้ดอกคาร์เนชั่นสีขาว

สำหรับประเทศไทย มีการจัดงานวันแม่ครั้งแรก โดยกระทรวงสาธารณสุข เมื่อ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ ที่สวนอัมพร แต่เนื่องจากช่วงดังกล่าวเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทำให้ต้องงดจัดในปีต่อไป และต่อมาแม้จะมีหลายหน่วยงานได้พยายามรื้อฟื้นจัดขึ้นอีก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร รวมทั้งได้มีการเปลี่ยนแปลงกำหนด วันแม่หลายครั้ง

จนเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๓ คณะรัฐมนตรีสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้มีประกาศรับรองให้วันที่ ๑๕ เมษายนของทุกๆปี เป็น วันแม่ โดยเรียกว่า วันแม่ของชาติและมอบหมายให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นผู้จัดงานเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๓ เป็นครั้งแรก และได้รับความสำเร็จด้วยดี มีประชาชนและหน่วยงานต่างๆให้การสนับสนุนจัดงานกันอย่างกว้างขวางตั้งแต่นั้นมา

และยังมีการประกวดแม่แห่งชาติ และคำขวัญวันแม่ เพื่อให้เกียรติและเพิ่มความสำคัญของงานวันแม่ให้ยิ่งๆขึ้นไปด้วย ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ทางราชการจึงได้เปลี่ยนใหม่ โดยให้ถือว่าวันที่ ๑๒ สิงหาคม อันเป็น วันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็น วันแม่แห่งชาติและกำหนดให้ใช้ ดอกมะลิเป็นดอกไม้สัญลักษณ์วันแม่


การที่ใช้ดอกมะลิเป็นสัญลักษณ์วันแม่ ก็เพราะดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอมที่หอมไปไกลและหอมได้นาน ผลิดอกได้ทั้งปี อีกทั้งยังนำไปปรุงเป็นเครื่องยาหอมใช้บำรุงหัวใจได้ด้วย ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ลึกซึ้งที่แม่มีต่อลูก เป็นความรักที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาที่ไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีพิษมีภัย มีแต่ความชุ่มชื่นใจดั่งความหอมของดอกมะลิ

ในทางพุทธศาสนา พระพุทธองค์ได้ทรงเปรียบ บิดามารดา ว่า เป็น ทิศเบื้องหน้า คือ ผู้มาก่อน และถือว่า การบูชาบิดามารดา เป็น ๑ ในมงคล ๓๘ คือ การบูชาบุคคลที่ควรบูชา อันหมายถึง การแสดงความเคารพ ยกย่อง เลื่อมใสด้วยความบริสุทธิ์ใจแก่บุคคลที่มีคุณความดีควรแก่ระลึกถึง และยึดถือเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตาม เช่น พระพุทธเจ้า พระสงฆ์ผู้ประพฤติชอบ พระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม ครูบาอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถและประพฤติดี และพ่อแม่ ผู้มีพระคุณต่อเรา บิดามารดานั้นท่านว่า เป็น พระในบ้าน ที่เปรียบเสมือน พระพรหม พระเทพ พระอาจารย์ และพระอรหันต์ ของลูก

ที่กล่าวว่า พ่อแม่ เป็นพระพรหมของลูก ก็เพราะท่านมีพรหมวิหารสี่ อันประกอบด้วย ความเมตตา คือ ความรัก ความปรารถนาดีต่อลูก ความกรุณา คือ มีความเห็นอกเห็นใจลูกอย่างแท้จริงและพยายามช่วยเหลือลูกเมื่อประสบความเดือดร้อนหรือความยากลำบากอยู่เสมอ เมื่อลูกประสบความสำเร็จหรือเจริญก้าวหน้าก็มีมุทิตาจิต คือยินดีอย่างจริงใจ ครั้นลูกผิดพลาด ก็มีใจอุเบกขา คือไม่ซ้ำเติม ทับถมลูก

พ่อแม่ เป็น พระเทพ หรือบุรพเทพ (บุระพะเทพ) คือ เป็นเทพเจ้าเบื้องต้นหรือเทวดาองค์แรกของลูก เพราะพ่อแม่มีหน้าที่ปกป้องภยันตรายต่างๆให้แก่ลูก ดังเช่นเทพเจ้าที่คอยปกป้องคุ้มครองภัยให้แก่มนุษย์ ซึ่งเทพเจ้าหรือเทวดา บางครั้งยังหลงลืมหรือต้องวอนขอ แต่พ่อแม่ไม่เคยลืมหรือไม่เคยละทิ้งที่จะปกป้องเรา ท่านจึงเหมือน เทพเจ้าผู้พิทักษ์ของลูก

พ่อแม่ เป็น พระอาจารย์ คนแรกของลูก เพราะท่านเป็นคนอบรมสั่งสอนเราทั้งในด้านดำเนินชีวิต และให้การศึกษาแก่เรา คำสอนของท่านล้วนมาจากใจบริสุทธิ์ที่เกิดจากความรัก ความห่วงใย และความปรารถนาดีต่อลูก

พ่อแม่เป็น พระอรหันต์ ของลูก พระอรหันต์ผู้บรรลุความเป็นจริงแห่งชีวิต และมีน้ำใจบริสุทธิ์ออกสั่งสอนมวลชนให้เจริญรอยตามเพื่อความหลุดพ้นฉันใด น้ำใจของพ่อแม่ที่มีต่อลูกก็บริสุทธิ์หมดจดฉันนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถได้เคยตรัสไว้ว่า แม่เป็นพระอรหันต์ของลูก คนที่เที่ยววิ่งหาพระเพื่อกราบไหว้พระอรหันต์ อย่าลืมว่ามีพระอรหันต์อยู่กับตัวแล้ว ควรปฏิบัติต่อแม่อย่าได้บกพร่องได้

ครอบครัวใดจะอบอุ่นและเข็มแข็ง ควรจะมีทั้งพ่อและแม่เป็นหลักในบ้าน อย่างไรก็ดี มีคำกล่าวว่า บ้านใด หากขาด พ่อซึ่งเป็นผู้นำครอบครัวแล้ว ก็เปรียบเสมือนขาด ถ่อหรือไม้ที่จะใช้ค้ำยันเรือหรือแพให้แล่นไปตามทิศทางที่ต้องการ แม้จะยากลำบาก ก็ยังแล่นต่อไปได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่ขาด แม่จะเสมือน แพแตกบ้านนั้น ก็ยากที่จะประคับประคองชีวิตครอบครัวต่อไปได้ ทั้งนี้ เพราะ แม่โดยส่วนมากจะรักลูกและพยายามยืนหยัดเลี้ยงดูลูกด้วยตัวเองต่อไป แม้จะไม่มีพ่ออยู่ด้วย แต่พ่อส่วนใหญ่ มักจะหา แม่ใหม่ให้ลูก อันนำมาซึ่งปัญหาครอบครัวเพิ่มขึ้น

พระคุณแม่ เลิศฟ้า มหาสมุทร พระคุณแม่ สูงสุด มหาศาล พระคุณแม่ เลิศกว่า สุธาธาร ใครจะปาน แม่ฉัน นั้นไม่มี

ในโอกาสวันแม่แห่งชาติ ๑๒ สิงหาคม ศกนี้ กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ขอเชิญชวนให้ลูกๆทุกคนได้ระลึกถึงพระคุณของ แม่ พระในบ้านโดยการกราบเท้าท่านด้วยสำนึกในบุญคุณ หรือปฏิบัติตนให้แม่ได้ชื่นใจ ดีใจ อย่างใดอย่างหนึ่งตามควรแก่ฐานะ และอย่าลืมบอกท่านว่า รักแม่ที่สุดในโลก

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ว่าด้วยชีวิต

คำสำคัญ (Tags)#ไกล้ถึงวันแม่#คิดถึงแม่จัง

หมายเลขบันทึก: 117149, เขียน: 05 Aug 2007 @ 19:37, แก้ไข, 11 Feb 2012 @ 19:47, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 6, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (6)

สวัสดีครับ

บางส่วนของแม่ผู้เสียสละครับ

ไฉน
เขียนเมื่อ 06 Aug 2007 @ 13:46

สวัสดีครับคุณพิชชา

อ่านแล้วได้สาระ คิดถึงแม่มากเลย ไปหาแม่มาวันเทศกาลเข้าพรรษา ว่าจะไม่กลับในวันแม่สงสัยต้องเปลี่ยนใจแล้วหละ "คิดถึงแม่ขึ้นมาน้ำตามันก็ไหลยากกลับไปซบลงที่ตรงตักแม่..." คงรู้เพลงแม่ของเสก โลโซ

ไม่มีความรักใดเหมือนความรักของแม่ ยากแท้แก่การบรรยาย แต่มีอยู่เต็มหัวใจ เข้าทำนองของจริงพูดไม่ได้ ที่พูดได้ไม่จริง

P

ผศ. เพชรากร หาญพานิช

แม่คือผู้ให้เสมอครับ 

P

ไฉน

คิดถึงแม่ขึ้นมา  น้ำตามันก็ไหล  อยากกลับไป  ซบลงที่ตรงตักแม่  

วันไหนก็ไม่ดีเท่ามีแม่ในวันนี้นะครับ 

Sasinand
เขียนเมื่อ 14 Aug 2007 @ 22:38

สวัสดีค่ะ

ใครอ่านแล้ว ก็ต้องอยากไปหาแม่ทุกคน ซึ้งจริงๆค่ะ

P
สิ่งที่เราไม่ควรมองข้าม  ทุกเวลาของชีวิตเราอาจจะไม่มีวันที่ได้สัมผัสกับท่านอีกเลย  สิ่งที่คอยช่วยเหลือเราๆก็ไม่ควรทอดทิ้งหรือละเลยท่านให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวนะครับ