2. ให้ผู้ที่มีเงินตราเป็นรายได้ต่างประเทศ ทั้งจากการรับชำระค่าสินค้าส่งออกหรือกู้ยืมจากต่างประเทศ สามารถฝากเงินตราต่างประเทศกับสถาบันการเงินในประเทศ โดยมีหลักเกณฑ์คือ กรณีมีภาระผูกพันจากการ ซื้อขายสินค้าหรือการลงทุน ภายใน 1 ปี สามารถฝากได้ไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับบุคคลธรรมดา ส่วนนิติบุคคลไม่เกิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนผู้ที่ไม่มีภาระผูกพันไม่ต้องมีการทำสัญญาใด ๆ ทั้งสิ้น สามารถฝากเงินรวมทุกบัญชีไม่เกิน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับบุคคลธรรมดา ส่วนนิติบุคคลไม่เกิน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กรณีที่ผู้มีเงินตราต่างประเทศที่มีแหล่งที่มาจากในประเทศไทย สามารถฝากเงินกับสถาบันการเงินในประเทศเป็นรูปเงินตราต่างประเทศได้เช่นกัน ในกรณีมีภาระผูกพันต้องแสดงภาระภายใน 1 ปี สามารถฝากได้ไม่เกิน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับบุคลธรรมดา ส่วนนิติบุคคลไม่เกิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนกรณีที่ไม่มีภาระผูกพัน บุคคลธรรมดาสามารถฝากรวมกันทุกบัญชีไม่เกิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนนิติบุคคลฝากได้ไม่เกิน 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ 3. อนุญาตให้โอนเงินไปต่างประเทศในรูปแบบต่าง ๆ ไปให้กับญาติที่มีถิ่นฐานในต่างประเทศ หรือบริจาคสาธารณะประโยชน์ หรือการโอนเงินเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ โอนเงินได้ไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ราย/ปี 4. กำหนดให้บุคคลที่มีรายรับเงินตราต่างประเทศทั้งจากการซื้อขายและการลงทุนที่ต้องนำเงินเข้าประเทศ ภายใน 120 วัน ขยายเป็น ไม่เกิน 360 วัน เพื่อให้มีการนำเข้าเงินตราต่างประเทศช้าลง 5. ยกเลิกข้อกำหนดให้บุคคลในประเทศที่ได้รับเงินเป็นเงินตราต่างประเทศ ต้องขายหรือฝากภายใน 15 วัน เพื่อให้สามารถถือครองเงินตราต่างประเทศให้นานขึ้น โดยไม่กำหนดระยะเวลา และ 6. ปรับเปลี่ยนระเบียบการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศของนักลงทุนสถาบันให้สามารถฝากเงินกับสถาบันการเงินต่างประเทศ โดยไม่ต้องขออนุญาตจาก ธปท. ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้นในการบริหารการลงทุน นางธาริษา ย้ำว่า 6 มาตรการนี้จะสร้างความสมดุลและความคล่องตัว และลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ เพื่ออำนวยความสะดวกในการไปลงทุนในต่างประเทศ และลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท ส่วนกรณีค่าเงินบาท ในตลาดต่างประเทศ แตกต่างจากตลาดในประเทศกว่า 4 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าเมื่อมาตรการนี้จะทำให้ มีผลทางจิตวิทยาให้มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศให้มากขึ้น และทำให้ส่วนต่างของ 2 ตลาดลดลง โดย 6 มาตรการนี้มีผลทันที นอกจากนี้ ธปท. ยังมอบหมายให้ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุมัติ ให้บุคคล บจ.และกองทุน นำเงินลงทุนใน ตปท.เพิ่มจาก 6,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีผลในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ และยังเตรียมอนุญาตให้ผู้นำเข้าทองคำ ทำประกันความเสี่ยงจากการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าโดยจะมีการประกาศเพิ่มเติมต่อไป นายโฆสิต ยังกล่าวว่าที่ประชุม ครม. เห็นชอบในหลักการ การจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาท วงเงิน 5,000 ล้านบาท โดย ธปท.และสมาคมธนาคารไทย จะไปกำหนดรายละเอียดในการจัดสรรเงินกองทุน การปล่อยกู้ และการคัดเลือกเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทจริง ๆ เพื่อปล่อยกู้ให้ได้ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ โดยยืนยันว่ามาตรการดังกล่าว จะช่วยป้องกันและลดความผันผวน จากการเคลื่อนย้ายเงินทุน แต่ยอมรับว่าการเคลื่อนย้ายเงินทุนยังมีความต่อเนื่อง ดังนั้น ต้องขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของ ธปท.ให้เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ นายฉลองภพ กล่าวว่าในส่วนกระทรวงการคลังจะเร่งรัดการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีตามมาตรา 19 และภาษีมุมน้ำเงิน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ โดยยอมรับว่า หลังจากที่มีการปรับพิกัดอัตราภาษีจาก 6 หลัก เป็น 8 หลัก ทำให้ระบบการคืนภาษีทำได้ช้า แต่เชื่อมั่นว่าจากนี้ไปจะคืนภาษีได้เร็วขึ้น “6 มาตรการนี้จะทำให้ค่าเงินปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะเห็นได้ว่าเงินบาท เริ่มอ่อนค่าลง และจะจูงใจให้มีการถือครองดอลลาร์นานขึ้น และเห็นได้ว่าเงินบาทอ่อนค่าลง แต่พูดไม่ได้ว่าจะอ่อนค่าไปถึง 35 - 36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐหรือไม่”นายฉลองภพกล่าว นายโชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบเรื่องการบริหารความเสี่ยงภาระหนี้ต่างประเทศ โดยมีการร่างข้อบังคับของกระทรวงการคลังในการชำระหนี้ต่างประเทศในการให้สำนักบริหารหนี้สาธารณะเป็นผู้ดูแล และเห็นชอบแผนปรับโครงสร้างหนี้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่มีภาระหนี้จากการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน 206,170 ล้านเยน โดยให้มีการจัดสรรงบฯ 1,200 ล้านบาท/ปี เพื่อนำไปชำระดอกเบี้ยและการเปลี่ยนแปลง ภาระเงินกู้จากเงินสกุลเยนเป็นบาท เพื่อลดความเสี่ยง และใช้จังหวะที่เงินบาทแข็งค่าให้เป็นประโยชน์ ทำให้ รฟม. ประหยัดภาระดอกเบี้ยและภาระอัตราแลกเปลี่ยนได้ ถึง 11,000 ล้านบาท ซึ่งการดำเนินการนั้น รฟม. อาจทำสวอปเพื่อชำระหนี้ก่อนกำหนด ครม.ยังเร่งรัดให้รัฐวิสาหกิจอื่น ๆ เช่น บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) บมจ.การบินไทย เร่งรัดชำระหนี้เงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะการจัดซื้อ เครื่องบิน โบอิ้ง 777 ซึ่งมีกำหนดชำระในเดือนกันยายน - ตุลาคมนี้ นักวิเคราะห์การเงินระบุว่า หลังจาก ครม. ประกาศ 6 มาตรการดังกล่าวออกมา เงินบาทในประเทศเคลื่อนไหวที่ระดับ 33.58 บาท แข็งค่าขึ้น 10 สตางค์จากอัตราแลกเปลี่ยนวานนี้ เนื่องจากไม่มีมาตรการเหนือการคาดการณ์ นักลงทุนจึงมีแรงเทขายดอลลาร์ออกมา ส่วนตลาดต่างประเทศเงินบาทเคลื่อนไหวที่ระดับ 29. 80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงเล็กน้อย ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้กระทรวงการคลังนำเงินบัญชี 2 ของเงินคงคลังมาจ่ายวิทยฐานะให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ยังไม่พอจ่ายในเดือนกรกฎาคม ดังนั้น ครูที่ได้วิทยฐานะจะได้รับเงินต่อเนื่องไม่ชะงัก ส่วนเดือนสิงหาคมและกันยายน จะมีการเชิญประชุมตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังที่ให้พิจารณาจากเงินเหลือจ่ายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หากไม่พอให้ของบกลาง แต่ถ้างบกลางไม่มี ให้ใช้เงินคงคลังจ่ายให้ แล้วสำนักงบประมาณไปตั้งใช้หนี้คืนในปีงบประมาณหน้า สรุปแล้วกระทรวงการคลังจะรับผิดชอบจัดสรรเงินจ่ายวิทยฐานะให้ครูฯ ไปจนถึงสิ้นปีงบประมาณ ส่วนปีงบประมาณ 2551 จะมีการแปรญัตติและคิดคำนวณวงเงิน ให้เพียงพอจ่ายแน่นอน ดังนั้น ครูฯ ไม่ต้องกังวลกับเรื่องนี้และถือว่ารัฐบาลนี้ได้แก้ปัญหาจ่ายวิทยฐานะให้ครูลุล่วงไปด้วยดี ทั้งนี้ งบประมาณสำหรับจ่ายวิทยฐานะให้ครูฯ 3 เดือนหลังปีงบประมาณ 2550 ประมาณ 4,000 ล้านบาท นอกจากนี้กระทรวงการคลังไปพบว่ามีการตั้งงบเงินเดือนไว้ยังไม่เพียงพออีก ก็เตรียมจัดสรรให้แล้ว รวมทั้งสิ้นประมาณ 10,000 ล้านบาท นางเนตรปรียา ชุมไชโย ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแผนการแก้ไขปัญหาการตลาดผลผลิตลองกองใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ฤดูกาลผลิตปี 2550 และอนุมัติงบประมาณจำนวน 229.733 ล้านบาท โดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2550 รายการเงินสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยจะเบิกจ่ายในลักษณะเงินอุดหนุนประเภทเงินอุดหนุนทั่วไป แบ่งเป็นเงินจ่ายขาด 173.733 ล้านบาท และจ่ายเป็นเงินทุนหมุนเวียน 56 ล้านบาท ซึ่งต้องจ่ายคืนกระทรวงการคลัง เมื่อสิ้นสุดโครงการภายใน 8 เดือน ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">คม ชัด ลึก (บางส่วน) 25 ก.ค. 50</p>
เงินบาทแข็งค่าขึ้น สวนทาง 6 มาตรการ ครม.ดูแลเงินบาท เหตุนักลงทุนไม่เห็นมาตรการใหม่ เหนือคาดการณ์เดิม ขณะที่ ธปท.มั่นใจ 6มาตรการ และรวมถึงอีก 2 มาตรการที่จะติดตามมา เห็นชอบกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมแรงงานต่างด้าว
นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกันแถลงว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบ 6 มาตรการในการลดผลกระทบเงินบาทแข็งค่า ได้แก่
1. ให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นผู้มีศักยภาพลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ ไม่เกิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี โดยไม่ต้องขออนุญาต ธปท. ส่วนบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์จะอยู่ในหลักเกณฑ์เดิมที่ต้องขออนุญาตจาก ธปท.ก่อน