ธรรมมะ กับชีวิตประจำวันหลักแห่งการปฏิบัติธรรม ๕ ประการ

๑. ศีล ด้วยการทำตนให้สงบ ระวังความชั่วทางกาย - ใจ
๒. สมาธิ ต้องฝึกจิตอบรมจิตให้ระงับความวิตกฟุ้งซ่าน
๓. ปัญญาต้องศึกษาลักษณะจิตด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง ในหลักแห่งความจริง
๔. วิมุตติต้องเข้าใจลักษณะแห่งจิต ที่พ้นจากเพลิงทุกข์ ว่าเป็นอย่างไร
๕.วิมุตติญาณทัสสนะ ต้องศึกษาถึงความรู้จักตน ว่าอย่างไรจึงรู้แน่
กายสุจริต วจีสุจริตต มโนสุจริต

  <p style="text-align: center"></p><p>หัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา ๓ประการได้แก่
๑.ไม่ทำความชั่วทั้งปวง
๒.ทำความดีให้ถึงพร้อม
๓.ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส
พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้พระอริยสงฆ์จำนวน ๑๒๕๐รูปที่ต่างมาประชุมโดยพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย
ในวันเพ็ญเดือน ๓ (วันมาฆบูชา) เรียกว่า “โอวาทปาติโมกข์ “อันถือเป็นข้อธรรมที่เป็นประธานของคำสอนทั้งหลาย

ฆราวาสธรรม
คือธรรมสำหรับการครองเรือนในชีวิตของบุคคลทั่วไปได้แก่
๑. สัจจะคือ พูดจริงทำจริงและซื่อตรง
๒. ทมะ คือ ฝึกหัดแก้ไขปรับปรุง
๓. ขันติ คืออดทนตั้งใจและขยัน
๔.จาคะ คือ เสียสละ

ธรรมคุ้มครองโลกมี ๒ อย่างคือ
๑.หิริ คือความละอายใจในการทำบาป
๒.โอตตัปปะ คือความเกรงกลัวผลของการทำชั่ว

อิทธิบาท ๔หรือธรรมที่ช่วยให้สำเร็จในสิ่งที่ประสงค์ได้แก่
๑. ฉันทะ คือความพอใจรักใคร่
๒. วิริยะ คือ ความเพียร
๓. จิตตะ คือ เอาใจฝักใฝ่ไม่วางธุระ
๔. วิมังสา คือ หมั่นตริตรอง พิจารณาเหตุผล

สัมมัปปาธาน ๔
๑. พยายามเพื่อจะไม่ให้เกิดอกุศลกรรมคือ บาปเกิดในตน
๒. พยายามเพื่อจะละอกุศลธรรม คือ บาปที่เคยเกิดขึ้นแล้วในตน
๓. พยายามเพื่อจะเจริญกุศลธรรม คือ บุญให้มีในตน
๔.พยายามเพื่อรักษากุศลธรรม คือ บุญที่เกิดขึ้นแล้วในตนให้มีอยู่
ข้อแรกคือ ให้ระวังทวารหก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ข้อที่เหลือ คือต้องขับไล่ของเก่า คืออย่าไปแยแส
ไม่ต้องรำพึง เพียงแต่เจริญสติ

เมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้แล้วได้แสดงปฐมเทศนาโปรดแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ (ผู้ที่เคยอุปัฏฐากปรนนิบัติพระองค์มาได้แก่ โกณทัญญะ วัปปะภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ) เป็นครั้งแรก มรรคอันมีองค์ ๘นี้เป็นข้อปฏิบัติแบบสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ที่ทรงโปรดแก่เหล่าปัญจวัคคีย์

มรรคมีองค์ ๘ ได้แก่
๑.สัมมาทิฏฐิคือมีปัญญาอันเห็นชอบ ได้แก่การเห็นในอริยสัจ ๔คือ
    - 
ทุกข์ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ (สมุทัย)
    - 
ความดับทุกข์ (นิโรธ)
    - 
ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ (มรรค)
๒.สัมมาสังกัปปะคือดำริชอบ ได้แก่
    - 
ดำริที่จะออกจากกาม (เนกขัมมะ)
    - 
ดำริในการไม่พยาบาทปองร้ายผู้อื่น
    - 
ดำริในการไม่เบียดเบียนผู้อื่น
๓.สัมมาวาจาคือเจรจาชอบ ได้แก่การเว้นจากวจีทุจริต ๔ คือไม่ประพฤติชั่วทางวาจาอันได้แก่
    - 
ไม่พูดเท็จ (มุสาวาทา)
    - 
ไม่พูดส่อเสียด ยุยงให้เขาแตกร้าวกัน (ปิสุณาย วาจาย)
    - 
ไม่พูดคำหยาบคาย (ผรุสาย วาจาย)
    - 
ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้สาระ (สัมผัปปลาปา)
๔.สัมมากัมมันตะคือทำการงานชอบโดยประกอบการงานที่ไม่ผิดประเพณีไม่ผิดกฏหมาย ไม่ผิดศีลธรรม
   
และเว้นจากการทุจริต ๓อย่างได้แก่
    - 
การเบียดเบียนฆ่าสัตว์ตัดชีวิต (ปาณาติบาต)
    - 
การลักขโมย และฉ้อฉลคดโกงแกล้งทำลายผู้อื่น (อทินนาทาน)
    - 
การประพฤติผิดในกาม (กาเมสุมิจฉาจาร)
๕.สัมมาอาชีวะคือเลี้ยงชีวิตชอบได้แก่การเว้นจากการเลี้ยงชีพในทางที่ผิด การประกอบสัมมาอาชีพคือ
    - 
เว้นจากการค้าขายเครื่องประหารมนุษย์และสัตว์
    - 
เว้นจากการค้าขายมนุษย์ไปเป็นทาส
    - 
เว้นจากการค้าสัตว์สำหรับฆ่าเป็นอาหาร
    - 
เว้นจากการค้าขายน้ำเมา
    - 
เว้นจากการค้าขายยาพิษ
๖.สัมมาวายามะคือมีความเพียรชอบ ๔ ประการได้แก่
    - 
เพียรระวังมิให้บาปหรือความชั่วเกิดขึ้น
    - 
เพียรละบาปหรือความชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว
    - 
เพียรทำกุศลหรือความดีให้เกิดขึ้น
    - 
เพียรรักษากุศลหรือความดีที่เกิดขึ้นแล้วให้คงอยู่
๗.สัมมาสติคือระลึกชอบได้แก่ การระลึกวิปัฏฐานได้แก่การระลึกในกาย เวทนา จิต และธรรม ๔ ประการคือ
    - 
พิจารณากาย ระลึกได้เมื่อรู้สึกสบายหรือไม่สบาย พิจารณาลมหายใจเข้าออก
    - 
พิจารณาเวทนา ระลึกได้เมื่อรู้สึกสุข หรือทุกข์หรือเฉยๆ มีราคะ โทสะ โมหะหรือไม่
    - 
พิจารณาจิตระลึกได้ว่าจิตกำลังเคร้าหมองหรือผ่องแผ้ว รู้เท่าทันความนึกคิด
    - 
พิจารณาธรรมให้เกิดปัญญาระลึกได้ว่าอารมณ์อะไรกำลังผ่านเข้ามาในใจ
๘.สัมมาสมาธิคือตั้งใจชอบ ทำจิตให้สงบระงับจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง ให้มีอารมณ์แน่วแน่เป็นอันเดียว เพื่อให้จิตจดจ่อ
      
ไม่ฟุ้งซ่าน หาอารมณ์อันไม่มีโทษให้จิตยึด จะได้ไม่พร่าไปหลายทางได้แก่การเจริญฌานทั้ง ๔ คือ
    - 
ปฐมฌาน หรือฌานที่ ๑
    - 
ทุติยฌาน หรือฌานที่ ๒
    - 
ตติยฌาน หรือฌานที่ ๓
    - 
จตุตถฌาน หรือฌานที่ ๔

เคล็ดลับการเป็นพหูสูต ๕อย่าง
๑.ฟังมาก หรือศึกษาเล่าเรียนมาก
๒.จำมากคือหมั่นสังเกตจดจำสิ่งต่างๆที่เห็นมา เรียนมา
๓.ท่องจนคล่องขึ้นใจคือจำได้โดยไม่ต้องนึกคิด
๔.เจนใจคือการคิดจนสร้างมโนภาพในใจขึ้นได้ทันที
๕.ทะลุปรุโปร่งคือนำข้อมูลที่ได้ศึกษามาพิจารณาเป็นข้อสรุปอธิบายต้นสายปลายเหตุได้อย่างถูกต้อง

อานิสงส์ในการฟังธรรม ๕ประการได้แก่
๑.ย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
๒.สิ่งที่ได้ฟังแล้วย่อมชัดเจนแจ่มแจ้งขึ้น
๓.บรรเทาความสงสัยเสียได้
๔.ทำความเห็นให้ตรง
๕.จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส
ไม่ได้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแต่เป็นโอวาทที่ท่านธนัญชัยเศรษฐีได้ให้ไว้กับนางวิสาขาก่อนออกเรือน
ซึ่งถือว่าเป็นข้อพึงปฏิบัติที่ดีสำหรับสตรีทั่วไป จึงได้นำมากล่าวไว้ ณที่นี้—————————————————————————————————————————–
http://www.watchediluang.com/tm002.htm
 http://www.watchediluang.com/tm002.htmารได้แก่
๑.ไม่ทำความชั่วทั้งปวง
๒.ทำความดีให้ถึงพร้อม

</p>