คัดลอกส่วนหนึ่งมาจากนิตยสารธรรมะใกล้ตัวค่ะ อ่านแล้วรู้สึกดีค่ะ ได้หันไปมองคนข้าง ๆ กายแล้วยิ้มละมุนละไม พร้อมที่จะปรับตัวปรับใจกันหรือยัง??เลยอยากให้ได้ลองอ่านกัน
ละครเหมือนลงเอยด้วยความคลาสสิก...
แต่สำหรับชีวิตจริง ใครที่เคยประสบกับรักที่ผูกพันแน่นหนาแต่ไม่เป็นไปอย่างใจปรารถนา
คงจำความรู้สึกแบบนั้นได้นะคะ ว่าของจริงนั้นไม่ใช่เรื่องสนุกเหมือนอย่างในละครเลย
สิ่งหนึ่งที่ละครเรื่องนี้อาจไม่ต่างไปจากชีวิตจริง และเริ่มเห็นได้จริงจากคนรอบตัว ก็คือ
หลายคู่... ฝ่ายหนึ่งสนใจธรรมะ แต่คู่ของตัวเอง ไม่สนใจ ไม่ศรัทธา…
แบบที่เบาหน่อย ก็ยังพอกล่อม ๆ เกลี้ย ๆ ให้ตาม ๆ กันไปได้บางคราว แม้ใจจะไม่เต็มร้อย
แต่บางคู่ที่หนักหน่อย ก็ถึงขั้นพูดจาไม่ดีใส่กัน กระทบกระทั่งกัน
หรือกระทั่งขัดขวาง เวลาที่คู่ของตัวเองจะภาวนา หรือทำกิจการงานบุญต่าง ๆ นานา
ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม... ผลที่เกิดจากการทำเช่นนั้น น่ากลัวไม่น้อยจริง ๆ นะคะ
โชคดีที่ "วาดจันทร์" หรือนางเอกจากเรื่อง "กาษานาคา" ที่ร้ายกับพระเอกและคนอื่น ๆ
จนเหลือเชื่อได้ขนาดนั้น เป็นเพียงตัวละครที่อุปโลกน์ขึ้นมาเท่านั้น
ถ้าใครคนหนึ่งมีความตั้งใจอยากจะทำอะไรดี ๆ ในทางที่เป็นบุญเป็นกุศลแล้ว
แต่เรากลับไปฉุดรั้งขัดขวางเขา ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม อย่างนั้นเป็นประจำ
เราก็ได้ชื่อว่าสร้างภพแห่งการกักขังหน่วงเหนี่ยวตัวเองไว้แล้วโดยไม่รู้ตัว นะคะ
พระพุทธเจ้าท่านเคยตรัสไว้นะคะว่า
ผู้ใดที่ขัดขวางผู้อื่นในการกระทำงานบุญให้เกิดขึ้น ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็น "โจรปล้นทรัพย์"
อย่างแรกเลย... ผู้นั้น "ปล้น" ของที่ผู้รับควรจะได้
เช่น สมมติฝ่ายหนึ่งมีความตั้งใจอันเป็นกุศล ปรารถนาจะผลิตหนังสือหรือสื่อธรรมะ
เพื่อนำไปแจกจ่ายให้คนในวงกว้างได้เกิดความศรัทธาและความเข้าใจ
แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่เห็นดีเห็นงาม คอยแต่พูดจากระทบกระเทียบ
และขัดขวางห้ามปราม จนงานนั้นไม่สามารถสำเร็จและเกิดขึ้นได้ ก็เท่ากับว่า
คนจำนวนหนึ่งที่ควรจะได้รับประโยชน์จากตรงนั้น ก็ได้เสียโอกาสรับประโยชน์นั้นแล้ว
อย่างที่สอง... ผู้นั้น "ปล้น" บุญของผู้ที่กำลังจะกระทำกิจอันเป็นกุศล
ซึ่งบุญส่วนนั้น เป็นเสมือนทรัพย์ส่วนที่เจ้าตัวผู้มีจิตอันเป็นกุศลควรจะได้รับ
จากการที่มีชีวิตเป็นมนุษย์ และมีความตั้งใจจะลงมือกระทำกุศลกรรมนั้นให้เกิดขึ้น
หากถามลงไปลึก ๆ ว่า การกักขังหน่วงเหนี่ยวนั้นเป็นไปเพื่อสิ่งใด...
ทั้งหมดทั้งปวง ก็ไม่พ้น การเป็นไปเพื่อสนองความต้องการของตัวเองเพียงฝ่ายเดียว
ธรรมชาติของกฎแห่งกรรม นั้นเที่ยงตรงมากนะคะ
เมื่อผู้ใดผู้หนึ่งทำให้ทรัพย์ หรือส่วนที่ควรเกิดนั้น ไม่ได้เกิด
ผู้ขัดขวางผู้นั้น ก็ย่อมจะได้รับความพินาศแบบนั้นด้วยส่วนหนึ่ง
และบุญที่อีกฝ่ายตั้งใจจะกระทำไว้ดีแล้ว แต่กลับต้องเสียประโยชน์ไป
การสูญเสียนั้น ก็ย่อมจะย้อนกลับไปให้ผลลักษณะเดียวกัน แก่เจ้าตัวผู้กระทำด้วยเช่นกัน
จะเรียกว่าเหมือน "ติดคุก" อยู่ในกำแพงแก้วไร้ตัวตนก็ไม่ปาน
เจ้าตัวอาจมองไม่เห็นลูกกรงที่สร้างไว้ด้วยตาเนื้อ
แต่ที่แน่ ๆ รั้วล้อมนั้น ได้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นแล้วที่ "ใจ" ของเจ้าตัวนั่นเอง
จิตนั้นจะเสมือนถูกปิดกั้น ไม่ให้สามารถลืมหูลืมตาคิดอะไรได้อย่างคนปกติ
และสำหรับทางธรรมแล้ว สิ่งนั้นฟังดูน่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เพราะเท่ากับว่า
แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ทางออกจากสังสารวัฏก็จะพลอยริบหรี่ลงไปด้วย...
ในสถานการณ์แบบนี้ จะว่าน่าสงสารฝ่ายที่ถูกฉุดรั้งจากงานบุญก็ใช่
แต่ผู้ที่ฉุดรั้งหน่วงเหนี่ยวคู่ของตนไว้นั้น ดูไปแล้ว น่าสงสารกว่าไม่รู้กี่ร้อยเท่านะคะ...
ดังนั้น การจะเลือกใครมาเป็นคู่ชีวิตนั้น จึงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลย
หากคุณผู้อ่านคิดจะมีใครสักคน ก็ขอให้เลือกคนที่จะเป็น "คู่บุญ" ของกันและกันดีกว่านะคะ
พระพุทธเจ้าท่านเองก็ได้ทรงแนะหลักเกณฑ์ไว้ให้แล้วด้วยค่ะว่า หลักของคู่บุญนั้น คือ
หนึ่ง มี ศรัทธา ไปในแนวทางเดียวกัน
สอง มี ศีล อันเป็นเครื่องหอมทางใจเสมอกัน
สาม มี จาคะ อันเป็นวิธีคิดแบ่งปันเสมอกัน
สี่ มี ปัญญา อันเป็นระดับการเห็นตามจริงที่ใกล้เคียง หรือไปในทางเดียวกัน
ถ้าไม่ผ่านตั้งแต่ด่านแรก คือ ศรัทธา เสียแล้ว
ที่จะเป็นคู่บุญเกื้อหนุนเพื่อความสว่างทางใจของกันและกันนั้น ก็เป็นไปได้ริบหรี่เหลือเกินค่ะ
แต่ถ้าคู่ใดเสมอกันด้วยประการทั้งสี่แล้ว ก็จะเป็นความอบอุ่นต่อกันอย่างหาได้ยากยิ่ง
เคยอ่านข้อความในกระทู้เก่าที่คุณดังตฤณเขียนไว้เมื่อครั้งนานมาแล้วค่ะว่า
คู่ไหนที่หมั่นชวนกันทำบุญ ถือศีล ปฏิบัติภาวนา เป็นประจำนั้น
จะมีกระแสอันเยือกเย็น อ่อนโยนเป็นธรรมชาติ ที่จูงให้ทั้งสองฝ่ายเกิดความรู้สึกดีต่อกัน
ที่นอกจากจะเป็นสายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นต่อกันแล้ว
ยังมีความอบอุ่นมั่นคงอีกชนิดหนึ่ง ที่ให้ความรู้สึกโปร่งเบา ปลอดภัย
เป็นที่พึ่งให้แก่กันและกัน รวมทั้งเป็นที่พึ่งให้แก่ตัวเองได้ด้วย
ทั้งในระดับของการมีใจปล่อยวางอย่างเป็นพุทธิปัญญา
ไม่ยึดมั่นถือมั่นแม้ในกันและกันรุนแรง
ไปไหนก็จะเป็นความชุ่มฉ่ำ สุกสว่างให้กับทุกที่และทุกคนที่ใกล้ชิดทีเดียวค่ะ
สำหรับใครที่มีความมุ่งมั่นในทางธรรมแล้ว แต่ยังปรารถนาที่จะมีคู่
มีวาทะของคุณดังตฤณจากกระทู้เก่าอีกกระทู้หนึ่ง ที่อยากขอนำมาฝากไว้ ดังนี้นะคะ
"ในมุมมองของผู้เห็นรูปนามเป็นทุกข์ การอยู่ตัวคนเดียว ปฏิบัติธรรมโดยลำพัง
เที่ยวไปอย่างสันโดษเอกา นับเป็นความสุขอันประเสริฐแท้
แต่เมื่อยังข้องอยู่ ยังสงสัยอยู่ ยังอยากในรสอยู่ จะเรียนรู้ชีวิตคู่ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
แต่ตั้งใจไว้ดี ๆ มองหน้าคู่รักเรา แล้วอธิษฐานไว้ว่า อยู่ด้วยกันแล้ว
จะมีทุกข์ใดปรากฏ ก็ขอใช้เป็นบทเรียน ผลักดันให้ปรารถนาดับทุกข์จนสนิท
เมื่ออยู่ร่วมกันจริง ๆ แล้วเกิดเหตุการณ์เลวร้าย หรือพลาดพลั้งตกทุกข์สาหัสประการใด
จะได้มีภาคหนึ่งระลึกว่าเราเคยเตรียมใจรับเรื่องนี้มาก่อน จะใช้ทุกข์นี้เป็นบทเรียนไปนิพพาน
และพยายามแก้ปัญหาด้วยน้ำใจเมตตา ปรารถนาเกื้อกูลกัน ไม่แก้ปัญหาด้วยการเพิ่มปัญหา
การได้คู่ครองที่ประเสริฐ ดึงกันไปดีนั้นยากแสนยาก แต่ถ้าหาได้ก็ควรหา
อย่ายึดถือกันที่หน้าตา เพราะหน้าที่ฉาบบังความเลวไว้นั้น นานไปเหม็นได้
แต่ใบหน้าเรียบสงบที่อาบด้วยความดีงามนั้น หอมหวนไม่เปลี่ยนแปลงเลย"
ขอให้เราพึงมีความรักแบบเมตตาและปรารถนาดีต่อกัน
อย่ามีความรักแบบที่เป็นความหลง เพื่อยึดติดกันและกันไว้ในสังสารวัฏนี้เลยนะคะ... _/|\_
ส่วนใครที่อยู่มาตั้งนานแล้วรู้สึกว่าคู่บุญไม่โผล่มาสักที ก็อย่าน้อยอกน้อยใจไปนะคะ : )
การอยู่แบบลำพัง แต่รายล้อมด้วยความอบอุ่นจากกัลยาณมิตร
ก็เป็นเส้นทางที่โปร่งเบาและรื่นรมย์อีกแบบ ที่เป็นสุขไม่น้อยไปกว่ากันเลยค่ะ
มีวาทะอีกบทหนึ่ง ที่หลวงพ่อปราโมทย์ท่านเคยเขียนไว้
ตั้งแต่เมื่อสมัยท่านยังเป็นฆราวาส ขอนำมาฝากคุณผู้อ่านด้วยเช่นกันนะคะ
"ในระหว่างเส้นทางเดินนั้น หากพบคนที่ควรร่วมทางไปด้วยกัน ก็เดินเป็นเพื่อนกันไป
แต่หากไม่พบเพื่อนร่วมทางที่ดี ก็ควรนึกถึงพุทธภาษิตบทหนึ่งที่ว่า
"เอโก จเร ขักคะ วิสานะ กัปโป - พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด"
เชื่อเถอะนะคะว่า เมื่อเรามั่นคงในเส้นทางขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
มีธรรมะของพระพุทธองค์หลอมรวมอยู่ในจิตในใจของเราทุกเวลานาทีแล้ว
แม้เหมือนจะเดินอยู่ผู้เดียว แต่เส้นทางนั้น จะอบอุ่น ปลอดภัย สว่างไสว และมั่นคง
ยิ่งกว่าเส้นทางใดที่เราเคยเดินผ่านมาทั้งหมดและที่จะเดินต่อไปในชั่วสังสารวัฏนี้แล้วค่ะ _/|\_
น่านับถือจริงๆที่ท่านสามารถยึดเอาธรรมะเป็นที่ตั้งของจิตใจ ในยุคโลกาภิวัฒน์นี้หาคนที่มีความยึดเหนี่ยวในธรรมมะนั้น ยากเหลือเกิน น่าศรัทธาจริงๆครับ ท่าน
ขออนุโมทนาในบุญที่เกิดจากธรรมะที่ประสบ
ซึ่งเมื่อได้อ่านแล้วทำให้ต้องระลึกเสมอว่าเราทุกคนล้วนต้องมีธรรมะเป็นที่พึ่ง
ขอบคุณค่ะคุณอำนาจ
และขออนุโมทนาบุญในความดีที่คุณได้กระทำมานะคะ :-)
ฝนค่ะ