เรื่องของสุนัขกับหมาป่า ตำนานชาวบ้านพื้นเมืองหลายพื้นมักพูดคุยถึงเรื่อง “สุนัขกับหมาป่า” ผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้านตามชนบทมักจะนำมาเปรียบเทียบให้ลูกหลานฟังเสมอ แต่คนรุ่นใหม่จะไม่ค่อยได้ยิน
เรื่อง สุนัขกับหมาป่า แปลง่ายๆหมายถึงเรื่องราวของ หมาบ้านกับหมาป่านั่นเอง จะให้ฟังดูสุภาพก็มักจะเรียกว่าสุนัขบ้านกับสุนัขป่า แต่มักนิยมเรียกหมาป่ามากกว่า
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า... มีสุนัขบ้านตัวหนึ่ง บังเอิญหลงเข้าไปในป่าแล้วหาทางออกไม่เจอ มันเดินวนเวียนอยู่ในป่าใหญ่อย่างนั้นหลายวันทำยังไงก็หาทางออกไม่พบ เดินไปเดินมาก็ไปเจอกับหมาป่าตัวหนึ่ง หมาป่ามีกิติศัพท์รู้กันดีว่ามันดุร้าย มีพละกำลังแข็งแรงกว่าสุนัขทั่วไปเยอะ พอเห็นหน้ากันเจ้าหมาป่าก็ทำท่าจะเข้าขย้ำเจ้าสุนัขบ้านด้วยความที่เจ้าสุนัขบ้านมีหน้าตาไม่คุ้นเคย ดูยังไงก็ไม่ใช่หมาป่าเหมือนอย่างมัน สุนัขบ้านก็คิดไม่แตกต่างจากที่เจ้าหมาป่าคิด และคิดว่าหมาป่าเหมือนกับหมาที่ไร้หัวนอนปลายเท้า ไม่เหมือนกับตัวมันที่อยู่ในบ้านมีเจ้าของคอยดูแลเอาใจใส่อย่างดี
จ้องหน้าจ้องตากันอยู่ครู่หนึ่ง เจ้าสุนัขบ้านก็โดดเข้าใส่เจ้าหมาป่า เพราะคิดว่าหากไม่กระโจนใส่ก่อน มันก็คงจะถูกหมาป่าขย้ำเต็มเขี้ยวแน่ อันว่าเขี้ยวของสุนัขป่าก็เป็นที่รู้กันดีว่า มันร้ายกาจและรุนแรงขนาดไหน มีโอกาสถึงชีวิตได้ เหมือนกับสุนัขอื่นๆที่เคยโดนมาแล้ว ปรากฏว่าจังหวะแรกเจ้าสุนัขบ้านก็ขย้ำเขี้ยวเข้าสะโพกขวาของสุนัขป่าก่อน ทำให้มันร้องเสียงดัง ไม่คิดว่าเจ้าสุนัขบ้านหน้าตาไม่ดุร้ายจะกล้าที่จะขย้ำมัน เจ้าหมาป่าร้องเสียงหลงแล้ววิ่งหนีเข้าป่าในฉับพลัน สาเหตุที่มันต้องวิ่งหนีเพราะคิดว่ามันเพลี่ยงพล้ำไปแล้ว และมีโอกาสที่มันจะถูกขย้ำอีกหลายแผลและอาจถึงชีวิตได้ เหมือนกับที่มันเคยทำกับสุนัขตัวอื่นๆ การวิ่งหนีจึงเป็นหนทางที่ดีที่สุดและทำให้มันมีชีวิตรอด จากนั้นเป็นต้นมาเจ้าหมาป่าก็ไม่กล้าระรานสุนัขบ้านอีกเลย เพราะเคยมีประสบการณ์แห่งความพ่ายแพ้แล้ว หลังจากวิ่งหนีมันก็ไปเจอกับหมาป่าฝูงหนึ่ง ก็ต่างถามไถ่ว่าไปทะเลาะกับสัตว์ตัวไหนมา ทำไมถึงเลือดโชก มันเดินก้มหน้าไปยังบ้าน ไปหาครอบครัวของมันโดยไม่ยอมเล่าเรื่องราวที่มันถูกสุนัขบ้านกัดให้สุนัขป่าตัวอื่นๆฟังเลย ที่น่าสนใจ ก็คือมันไม่เคยที่จะเก็บความรู้สึกพ่ายแพ้ ไว้ในใจเพื่อหาโอกาสจะเอาชนะเจ้าสุนัขบ้าน เพราะมันรู้ดีว่า มันก็เคยทำให้สุนัขตัวอื่นเจ็บปวดเหมือนกับมันเช่นกัน ส่วนสุนัขบ้านหลังจากที่ได้งับสะโพกเจ้าป่าอย่างหมาป่าได้ พอวิ่งไปเรื่อยๆ มันก็หาทางออกจากป่าใหญ่พบ แล้วกลับไปยังบ้านที่มันอาศัยในที่สุด โดยมิได้ไปบอกเล่าเรื่องที่มันเอาชนะสุนัขป่าให้กับสุนัขบ้านตัวอื่นๆได้ฟังเลย
เพราะมันคิดว่า การชนะ ไม่ใช่ต้นแบบที่สุนัขบ้านตัวอื่นจะนำไปปฏิบัติตาม เพราะอาจจะไม่โชคดีเหมือนมันก็ได้... นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...หมาป่าก็ยังกล้าที่จะยอมแพ้สุนัขบ้าน…เรื่องนี้มีนัยยะสอดแทรกคำสอนให้เราในหลายๆมิติ อาทิ 1. แม้ตัวเองจะดุร้ายมีพละกำลังสูงกว่า แต่การเพลี่ยงพล้ำเสียท่าครั้งแรกก็ทำให้ตนเองถอยและมีชีวิตรอดอยู่ได้
2. แม้หน้าตาของสุนัขบ้านจะไม่ดุร้าย ไม่มีพละกำลังแข็งแรงเหมือนคู่ต่อสู้ แต่ใจและความคิดเท่านั้นที่ทำให้มันกล้าที่จะกระโดดกัดอีกฝ่ายก่อนเพื่อป้องกันชีวิตตัวเอง
3.หมาป่าซึ่งมีชีวิตอยู่อย่างผู้ชนะมาตลอด กุมชะตากรรมของสัตว์หลายๆ ชนิดในป่า แต่มีชีวิตที่ไร้กฎระเบียบวินัยแตกต่างกับสุนัขบ้าน ก็ยังกล้าจะยอมพ่ายแพ้มิได้อับอายกับความพ่ายแพ้ เพราะความพ่ายแพ้สามารถที่จะทำให้ตนเองมีชีวิตรอด
บทสรุปที่ผู้ใหญ่เอามาสอนก็คือ …เป็นคนอย่ากลัวที่จะยอมแพ้
ชัยชนะไม่ใช่สูตรสำเร็จของทุกสรรพสิ่ง การดำรงอยู่อย่างสันติสุขของสังคมต่างหากคือสิ่งที่ควรค่าแก่การนับถือและบูชา

(ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เรียนรู้เรื่อง Blog ขออนุญาตนำนิทานซึ่งได้อ่านจากเอกสารที่ไม่รู้ว่าผู้ใดนำมาทิ้งไว้จึงไม่ทราบที่มา..แต่พอได้อ่านก็พอสอนใจตนเองได้บ้างว่า....อย่ากลัวความพ่ายแพ้....นั่นก็หมายความว่าเป็นการเริ่มต้นความเข้มแข็งของจิตใจ.....ครับ)
PETER 09/07/2007
ขอบคุณสำหรับการสมัคร e-mail ให้นะคะ เยี่ยมมาก
นิทานอ่านแล้วก็ให้ข้อคิดดี เข้าใจว่าคงเรียนรู้การเขียนเรื่องลงใน blog เช่นกัน ......ใช้ blogเป็นแล้วนำเรื่องเล่าที่สั้นกว่านี้หน่อยนะคะ