พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539

เนื่องจากระบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ที่ให้รัฐต้องตั้งงบประมาณรายจ่าย บำเหน็จบำนาญของข้าราชการประจำทุกปี โดยไม่มีการกันเงินสำรองไว้ล่วงหน้า สำหรับจ่ายบำเหน็จบำนาญในอนาคตนั้น ไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเงินการคลังของประเทศในปัจจุบัน ทำให้ไม่อาจวางแผนเชิงบริหารการเงินการคลังของประเทศในระยะยาว และไม่อาจวางแผนพัฒนาบุคลากรของรัฐได้ ดังนั้น จึงได้มีการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการขึ้นเพื่อ

  1. เป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จบำนาญ และให้ประโยชน์ตอบแทนการรับราชการ

     

    แก่ข้าราชการเมื่อออกจากราชการ

  2. ส่งเสริมการออกทรัพย์ และจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นให้แก่ข้าราชการ

     

    ที่เป็นสมาชิกของกองทุน

  3. เป็นสถาบันเงินออมที่มีบทบาทสำคัญ ในการช่วยแก่ปัญหาการขาดแคลน

     

    เงินออมภายในประเทศ

  4. เป็นการส่งเสริมการลงทุนอันเป็นการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

     

ข้าราชการตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

  • ข้าราชการพลเรือน
  •  

  • ข้าราชการฝ่ายตุลากร
  •  

  • ข้าราชการฝ่ายอัยการ
  •  

  • ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
  •  

  • ข้าราชการครู
  •  

  • ข้าราชการรัฐสภาสามัญ
  •  

  • ตำรวจ
  •  

  • ทหาร
  •  

บุคคลที่ต้องเป็นสมาชิก กบข. (มาตรา 35) ได้แก่

1. ผู้ซึ่งเข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2540

2. ผู้ซึ่งโอนมาเป็นข้าราชการตามพระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2540

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เป็นกองทุนที่รวมเอากองทุนสำรองเลี้ยงชีพกับระบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการเดิมเข้าด้วยกันจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีการบริหารงานเป็นอิสระ ซึ่งจะทำให้ข้าราชการที่เป็นสมาชิกได้รับสวัสดิการมากขึ้น เมื่อออกจากราชการ โดยจะได้รับเงินก้อนจากกองทุนและบำเหน็จบำนาญจากเงินงบประมาณ ซึ่งสรุปสาระสำคัญที่ควรทราบของพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 ได้ดังนี้

 

 

1. วัตถุประสงค์ของกองทุน

1.1 เพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญ และให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่ข้าราชการ

เมื่อออกจากราชการ

1.2 เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ของสมาชิก

1.3 เพื่อจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ แก่สมาชิก

2. ทุนประกอบการของกองทุน

2.1 เงินสะสมจากสมาชิกในอัตราร้อยละ 3 ของเงินเดือนก่อนหักภาษี เงินสมทบจากส่วนราชการ จำนวนเท่ากันกับเงินสะสมของสมาชิก เงินประเดิม และเงินชดเชย

2.2 เงินที่รัฐจัดสรรให้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ปีละไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่ายบำเหน็จบำนาญข้าราชการประจำปีเข้าบัญชีสำรองทุกปี จนกว่าเงินสำรองเงินกอง กลาง และดอกผลของเงินดังกล่าวจะมีจำนวนเป็น 3 เท่าของงบประมาณรายจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญของข้าราชการประจำปี (ม. 72)

2.3 ทรัพย์สินที่มีผู้บริจาค

2.4 เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามความจำเป็นเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของกองทุน

2.5 รายได้อื่น ๆ

2.6 ดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน

3. การบริหารและการควบคุม

กองทุนไม่เป็นส่วนของราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และรายได้ของกองทุนไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน (ม.11 กบข. 2539) โดยมีคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ จำนวน 21 คน เป็นผู้ควบคุมดูแลการบริหารกองทุน ประกอบด้วย

3.1 ปลัดกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการ

3.2 ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กรรมการ

3.3 เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กรรมการ

3.4 เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน กรรมการ

3.5 เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการ

3.6 ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรรมการ

3.7 อธิบดีกรมบัญชีกลาง กรรมการ

3.8 ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กรรมการ

3.9 เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ กรรมการ

3.10 ผู้แทนสมาชิกซึ่งเป็นข้าราชการประเภทละหนึ่งคน กรรมการ

3.11 ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน กรรมการ

3.12 เลขาธิการ กรรมการ

เลขาธิการ เป็นผู้บังคับบัญชา พนักงานและลูกจ้าง รับผิดชอบในการบริหารกิจการของกองทุนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุน และตามกฎหมายระเบียบข้อบังคับ และนโยบายที่คณะกรรมการกำหนด(ม. 24 )

4. การเป็นสมาชิกกองทุน

4.1 ผู้ที่เป็นข้าราชการหรือผู้ที่โอนมาเป็นข้าราชการตั้งแต่ วันที่ 27 มีนาคม 2540 ต้องเป็นสมาชิก กบข.ตามมาตรา 35 และต้องสะสมเงินเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ในอัตราร้อยละ 3 ของเงินเดือนทุกเดือนจนกว่าจะพ้นสมาชิกภาพ

4.2 ผู้ที่เป็นข้าราชการอยู่ก่อนวันที่ 27 มีนาคม 2540 สมัครเป็นสมาชิก(ม.36 กบข.2539)ภายในวันที่ 26 มีนาคม 2540 หรือผู้ที่ออกจากราชการเพื่อไปปฏิบัติงานตามพระราชกฤษฎีกาให้ข้าราชการไปทำการซึ่งให้นับเวลาระหว่างนั้นเหมือนเต็มเวลาราชการก่อนวันที่ 27 มีนาคม 2540 กลับเข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2540 เป็นต้นไป

สำหรับผู้ที่เป็นข้าราชการอยู่ก่อนวันที่ 27 มีนาคม 2540 จะสมัครเป็นสมาชิกกองทุนและหรือสะสมเงินเข้ากองทุนหรือไม่ก็ได้

5. บุคคลที่ต้องเป็นสมาชิก กบข. (มาตรา 35) ได้แก่

  1. ผู้ซึ่งเข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2540

     

  2. ผู้ซึ่งโอนมาเป็นข้าราชการตามพระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2540

     

สมาชิกต้องส่งเงินสะสมเข้ากองทุน

บุคคลต่อไปนี้จะสมัครเป็นสมาชิก กบข. ก็ได้ (มาตรา 36)

  1. ข้าราชการซึ่งรับราชการอยู่ก่อน วันที่ 26 มีนาคม 2540

     

  2. ข้าราชการซึ่งออกจากราชการเพื่อไปปฏิบัติงานตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วย

     

    การกำหนดหลักเกณฑ์การสั่งให้ข้าราชการไปทำการ ซึ่งให้นับเวลาระหว่างนั้นเหมือนเต็มเวลา ราชการก่อนวันที่ 26 มีนาคม 2540

    สมาชิกจะส่งเงินสะสมเข้ากองทุนหรือไม่ก็ได้ หากสมาชิกแสดงเจตนาว่าไม่ส่งเงินสะสม ส่วนราชการไม่ต้องนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนให้แก่สมาชิกผู้นั้น และเมื่อพ้นจากราชการสมาชิกดังกล่าวไม่มีสิทธิได้รับเงินสะสม และเงินสมทบ จากกองทุน

6. สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก

6.1 สิทธิ

6.1.1 มีสิทธิได้รับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ จากกองทุนตามที่คณะกรรมการกำหนด

(ม.42 )

6.1.2 มีสิทธิกู้เงินจากกองทุนจำนวนไม่เกินเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ตอบแทนของเงินดังกล่าว ที่ได้บันทึกไว้ในบัญชีของแต่ละคน เพื่อใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ หลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด (ม.43)

6.1.3 สิทธิทางภาษี

6.1.4 สิทธิตรวจสอบการดำเนินการกองทุน

6.1.5 สิทธิรับเลือกตั้งหรือเลือกตั้งกรรมการเข้าไปบริหารงาน

7. หน้าที่

7.1 สะสมเงินเข้ากองทุนในอัตราร้อยละ 3 ของเดือนที่ได้รับก่อนหักภาษีทุกเดือน

7.2 ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของกองทุน

7.3 เลือกตั้งกรรมการเข้าไปบริหารงาน

8. สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงเมื่อผู้นั้นออกจากราชการ (มาตรา 44)

8.1 การพ้นสมาชิกภาพ

สมาชิกภาพของสมาชิกจะสิ้นสุดลงเมื่อสมาชิกผู้นั้นออกหรือพ้นจากราชการ เว้นแต่

8.1.1. ให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการนั้น ๆ

8.1.2. ออกจากราชการเพื่อไปปฏิบัติงานตามพระราชกฤษฎีกาให้ข้าราชการไปทำการซึ่งให้นับเวลาระหว่างนั้นเหมือนเต็มเวลาราชการ

9. สิทธิประโยชน์ของสมาชิก

เมื่อสมาชิกพ้นจากราชการ จะได้รับบำเหน็จบำนาญจากกระทรวงการคลัง และจะได้รับเงินจากกองทุนบำเหน็จบำนาญ ดังนี้

Ÿ เงินสะสม คือเงินที่ส่วนราชการหักจากเงินเดือนที่สมาชิกได้รับแล้วส่งเข้ากองทุน ในอัตราร้อยละ 3 ของเงินเดือนที่ได้รับ โดยไม่รวมเงินเพิ่มต่าง ๆ ที่จ่ายควบกับเงินเดือน (มาตรา 39)

Ÿ เงินสมทบ คือเงินที่ส่วนราชการนำเข้ากองทุน เพื่อสมทบให้แก่สมาชิกในจำนวนที่เท่ากันพร้อมการส่งเงินสะสม (มาตรา 39)

Ÿ เงินประเดิม คือเงินที่กระทรวงการคลังนำส่งเข้ากองทุนให้สมาชิกซึ่งรับราชการอยู่ก่อนวันที่ 26 มีนาคม 2540 (มาตรา 40)

Ÿ เงินชดเชย คือเงินที่ส่วนราชการนำส่งเข้ากองทุนให้แก่สมาชิก ทุกครั้งที่มีการจ่ายเงินเดือนในอัตราร้อยละ 2 ของเงินเดือนที่ได้รับไม่รวมเงินเพิ่มต่าง ๆ ที่จ่ายควบกับเงินเดือน (มาตรา 41)

รายละเอียดผลประโยชน์เมื่อสมาชิกพ้นจากราชการ

เมื่อสมาชิกพ้นจากสมาชิกภาพหรือพ้นจากหน้าที่ราชการโดยไม่มีความผิด สมาชิกหรือผู้มีสิทธิ์จะได้รับผลประโยชน์ ตามมาตรา 37 กบข. 2539 ดังนี้

1. เงินบำเหน็จบำนาญ และบำเหน็จตกทอดจากงบประมาณแผ่นดิน

2. เงินสะสม เงินสมทบ เงินประเดิม เงินชดเชย และผลประโยชน์ตอบแทนของเงินดังกล่าว จากกองทุน

 

 

10. การนับเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ

ให้นับเช่นเดียวกับการนับเวลาราชการตาม พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

สำหรับการนับเวลาราชการต่อเนื่องกัน กรณีข้าราชการซึ่งลาออกจากราชการแล้วภายหลังกลับเข้ารับราชการใหม่ ให้นับเวลาราชการติดต่อกัน (มาตรา 38) โดยมีเงื่อนไข ดังนี้

Ÿ ถ้าได้รับบำเหน็จไปแล้ว ต้องคืนบำเหน็จพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งคิดตั้งแต่วันที่รับเงินบำเหน็จไปจนถึงวันที่นำส่งคืนคลัง ทั้งนี้จะต้องนำส่งคืนคลังโดยผ่านส่วนราชการสังกัดใหม่ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่กลับเข้ารับราชการ หรือภายในระยะเวลาที่ขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง (ดอกเบี้ยคิดตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารออมสิน : รายละเอียดตามเอกสารหน้า 102.6)

Ÿ ถ้าเป็นผู้รับบำนาญ ให้ส่วนราชการใหม่ แจ้งการงดหรือลดบำนาญ แล้วแต่กรณี ไปยังส่วนราชการที่ผู้นั้นรับบำนาญอยู่

รายละเอียดการนับเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ

1. การนับเวลาสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 66 ให้นับเวลาเป็นจำนวนปี เศษของปีถ้าถึงครึ่งปีให้นับเป็น 1 ปี 12 เดือนนับเป็น 1 ปี และเศษของเดือนเป็นวันถ้ามีหลายช่วงให้นับรวมกันโดยให้นับ 30 วันเป็น 1 เดือน ทั้งนี้ให้รวมเวลาราชการปกติและเวลาทวีคูณเข้าด้วยกัน เช่นเดียวกับการนับเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามระเบียบเดิม

2. ให้นับเวลาราชการตั้งแต่วันที่มีคำสั่งบรรจุซึ่งมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ จนถึงวันสุดท้ายของการรับราชการ กรณีตายให้นับถึงวันตาย

3. การนับเวลาราชการต่อกันเพื่อคำนวณบำเหน็จบำนาญ

การนับเวลาราชการต่อกันเพื่อคำนวณบำเหน็จบำนาญตามมาตรา 38 ให้นับในกรณีดังต่อไปนี้

3.1 ข้าราช การหรือข้าราช การส่วนท้องถิ่นที่ออกจากราช การไป แล้ว ถ้ากลับเข้ารับราช การใหม่ ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2540 ให้นับเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญตอนก่อนออกจากราชการต่อเวลาราชการตอนหลังได้ เว้นแต่ข้าราชการผู้นั้นถูกปลดออกหรือถูกไล่ออกจากราชการ เพราะได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและไม่มีสิทธิ์ได้รับบำเหน็จบำนาญหรือ เบี้ยหวัดจากการรับราช การตอนก่อน

3.2 ข้าราชการหรือข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งได้รับบำเหน็จไปแล้ว กลับเข้ารับราชการใหม่ จะต้องคืนบำเหน็จที่ได้รับไปพร้อมดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสินภายใน เวลา 90 วัน นับแต่วันที่กลับเข้ารับราชการใหม่ (หนังสือ กค. 0526.2/ว.24449 ลว.20 มิ.ย.2540)

กรณีไม่สามารถคืนบำเหน็จพร้อมดอกเบี้ยภายใน 90 วันได้ ให้ข้าราชการผู้นั้นยื่นหนังสือขอผ่อนผันระยะเวลาการคืนบำเหน็จและดอกเบี้ยต่อกระทรวงการคลัง โดยมีเงื่อนไขดังนี้

3.2.1 ยื่นหนังสือขอผ่อนผันภายใน 90 วัน ผ่านส่วนราชการต้นสังกัด เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วให้ถือว่าข้าราชการผู้นั้นไม่ประสงค์จะขอนับเวลาราชการต่อเนื่องกัน

3.2.2 ผู้ขอผ่อนผันการคืนบำเหน็จและดอกเบี้ยดังกล่าว จะต้องเสียดอกเบี้ยของเงินบำเหน็จและดอกเบี้ยในส่วนที่ค้างอยู่เกิน 90 วัน ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

3.2.3 สิทธิในการนับเวลาต่อเนื่องกันจะนับได้ต่อเมื่อส่วนราชการที่กลับเข้ารับราชการใหม่ได้รับเงินบำเหน็จและดอกเบี้ยครบถ้วนแล้วเท่านั้น

3.2.4 การคำนวณดอกเบี้ยให้คิดตั้งแต่วันที่ได้รับบำเหน็จเป็นต้นไปจนถึงวันที่กลับเข้ารับราชการใหม่ ในอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสินในแต่ละปีเป็นเกณฑ์โดยไม่นำดอกเบี้ยมาทบต้น

3.2.5 ถ้าส่วนราชการใดไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์นี้ได้ ให้ทำความตกลงกับกระทรวงการคลังเป็นราย ๆ ไป

3.3 ข้าราชการซึ่งได้รับหรือมีสิทธิได้รับบำนาญปกติแล้ว ให้งดจ่ายบำนาญตลอดเวลาที่กลับเข้ารับราชการใหม่ (แต่ถ้าประสงค์จะรับบำนาญต่อไปให้แจ้งเป็นหนังสือต่อส่วนราชการเจ้าสังกัดใหม่ภายใน 30 วัน นับแต่วันกลับเข้ารับราชการใหม่ และเมื่อรับบำนาญแล้วจะนับเวลาต่อเนื่องกันมิได้)

 

บำเหน็จบำนาญปกติ มี 4 เหตุ

  1. บำเหน็จหรือบำนาญ ตามมาตรา 48

     

    Ÿ สมาชิกออกจากราชการโดยมีเวลาราชการตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป (24 ปี 6 เดือน)
  2. บำเหน็จหรือบำนาญ เหตุทุพพลภาพ (มาตรา 50)

     

    Ÿ สมาชิกออกจากราชการ หรือทางราชการสั่งให้ออกจากราชการ

    Ÿ แพทย์ที่ทางราชการรับรองได้ตรวจ และแสดงความเห็นว่าไม่สามารถที่จะรับราชการในตำแหน่งหน้าที่ซึ่งปฏิบัติอยู่นั้นได้

  3. บำเหน็จหรือบำนาญ เหตุทดแทน (มาตรา 51)

     

    Ÿ สมาชิกลาออกจากราชการ หรือทางราชการสั่งให้ออกจากราชการโดยไม่มีความผิด

    Ÿ ทหารออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัด

    Ÿ ทางราชการเลิก หรือยุบตำแหน่ง

  4. บำเหน็จหรือบำนาญ เหตุสูงอายุ (มาตรา 52)

     

Ÿ สมาชิกลาออกจากราชการ เมื่อมีอายุตัวครบ 50 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป

Ÿ ทางราชการสั่งให้ออกจากราชการ กรณีเกษียณอายุ

 

เหตุทุพพลภาพ / เหตุทดแทน / เหตุสูงอายุ (มาตรา 53)

บำเหน็จ – มีเวลาราชการตั้งแต่ 1 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป แต่ไม่ถึง 10 ปี (9 ปี 6 เดือน)

บำนาญ – มีเวลาราชการตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป (9 ปี 6 เดือน)

กรณีไม่เข้า 4 เหตุ ดังกล่าวข้างต้น

บำเหน็จ ตามมาตรา 47 สมาชิกลาออกจากราชการ

มีเวลาราชการตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป (9 ปี 6 เดือน)

แต่ไม่ถึง 25 ปี (24 ปี 6 เดือน)

Ÿ สมาชิกซึ่งรับบำเหน็จ จะได้รับเงินสะสม/สมทบและผลประโยชน์

Ÿ สมาชิกซึ่งรับบำนาญ จะได้รับเงินสะสม/สมทบเงินประเดิม/ชดเชย และผลประโยชน์ ยกเว้น สมาชิกซึ่งเข้ารับราชการหลังวันที่ 26 มีนาคม 2540 ไม่ได้รับเงินประเดิม

รายละเอียดสิทธิและเงื่อนไขการรับบำเหน็จบำนาญ กบข.

1 บำเหน็จบำนาญเป็นสิทธิเฉพาะตัวจะโอนให้แก่กันมิได้ (ม.61) ผู้มีสิทธิจะต้องยื่นเรื่องขอรับบำเหน็จบำนาญด้วยตนเอง ต่อหน่วยงานเจ้าสังกัดครั้งสุดท้ายเมื่อออกจากราชการ ซึ่งมีหลักเกณฑ์และ

เงื่อนไขการให้สิทธิรับบำเหน็จบำนาญดังนี้

1.1 สมาชิกที่ลาออกหรือให้ออกหรือ ถูกปลดออก ซึ่งมีอายุไม่ครบ 50 ปีบริบูรณ์ ถ้ามีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญตั้งแต่ 10 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีสิทธิได้รับบำเหน็จ (ม. 47) และถ้ามีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญตั้งแต่ 25 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีสิทธิได้รับบำนาญ (ม 48 )

1.2 สมาชิกที่ออกจากราชการด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ดังนี้

1.2.1 ออกจากราชการเพราะเจ็บป่วยหรือทุพพลภาพ ซึ่งแพทย์ที่ทางราชการรับรองได้แสดงความเห็นว่าไม่สามารถที่จะรับราชการต่อไปได้ ( ม. 50 เหตุทุพพลภาพ )

1.2.2 ออกจากราชการเพราะทางราชการเลิกหรือยุบตำแหน่งหรือมีคำสั่งให้ออกจากราชการโดยไม่มีความผิด หรือทหารซึ่งออกจากราชการกองหนุน เบี้ยหวัด ( ม..51 เหตุทดแทน )

1.2.3 ออกจากราชการเพราะมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ หรือเกษียณอายุราชการ หรือมีอายุครบ 50 ปีบริบูรณ์ แล้วลาออกจากราชการ (ม. 52 เหตุสูงอายุ)

สำหรับผู้ที่ออกจากราชการตามข้อ 1.2.1 1.2.2 และ 1.2.3 ถ้ามีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญตั้งแต่ 1 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีสิทธิ์ได้รับบำเหน็จ (ม. 48) ถ้ามีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ ตั้งแต่ 10 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีสิทธิ์ได้รับบำนาญ ( ม.. 53)

ผู้ที่มีสิทธิรับบำนาญจะขอรับบำเหน็จแทนบำนาญก็ได้

1.2 สิทธิการรับบำนาญให้เริ่มตั้งแต่วันที่ออกหรือพ้นจากสมาชิกภาพจนถึงวันตาย (ม. 55 )

1.3 ผู้รับบำนาญ กบข. มีสิทธิได้รับสวัสดิการเช่นเดียวกับผู้รับบำนาญระเบียบเดิม (ม.57 )

 

วิธีคำนวณบำเหน็จบำนาญปกติ

 

สูตร บำเหน็จ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย เวลาราชการ (มาตรา 62)

 

สูตร บำนาญ = (มาตรา 63)

(ไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย)

การคำนวณเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือน ของผู้ที่กลับเข้ารับราชการใหม่ซึ่งเวลาราชการยังไม่ครบ 60 เดือน ให้นับอัตราเงินเดือนทุกเดือนที่กลับเข้ารับราชการใหม่รวมกับอัตราเงินเดือนเดิมก่อนออกจากราชการย้อนหลังไปจนครบ 60 เดือน และในกรณีที่ไม่อาจนับอัตราเงินเดือนให้ครบ 60 เดือนได้ ให้นำอัตราเงินเดือนที่ได้รับในเดือนแรกที่เริ่มเข้ารับราชการในครั้งแรกเป็นอัตราเงินเดือนเพื่อนำมารวมให้ครบ 60 เดือน ( กฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539

การนับเวลาราชการเพื่อให้เกิดสิทธิรับบำเหน็จบำนาญ

Ÿ ให้นับจำนวนปี เศษของปีถ้าถึงครึ่งหนึ่งให้นับเป็นหนึ่งปี

Ÿ การนับเศษของปีซึ่งเป็นเดือน หรือวัน ให้คำนวณตามวิธีการจ่ายเงินเดือน

Ÿ ให้นับ 12 เดือน เป็นหนึ่งปี

Ÿ ให้นับ 30 วันเป็นหนึ่งเดือน

 

ตัวอย่าง

Ÿ มีเวลาราชการปกติรวมกับเวลาทวีคูณ 24 ปี 6 เดือน 3 วัน ให้นับเป็นเวลา 25 ปี เพื่อให้เกิดสิทธิรับบำเหน็จบำนาญตามมาตรา 48 แต่จำนวนปีที่ใช้ในการคำนวณบำเหน็จบำนาญใช้ตัวเลขจริง คือ 24 ปี 6 เดือน 3 วัน

Ÿ มีเวลาราชการปกติรวมกับเวลาทวีคูณ 9 ปี 7 เดือน 2 วัน ให้นับเป็นเวลา 10 ปี เพื่อให้เกิดสิทธิรับบำเหน็จบำนาญเหตุสูงอายุ / ทุพพลภาพ / ทดแทน / มาตรา 47 แต่จำนวนปีที่ใช้ในการคำนวณบำเหน็จใช้จำนวนจริงคือ 9 ปี 7 เดือน 2 วัน

 

การคำนวณเวลาราชการ

ตัวอย่าง เวลาราชการปกติ บวกเวลาราชการทวีคูณ 37 ปี 5 เดือน 26 วัน

เป็นเวลา 37 + ปี

การคำนวณบำเหน็จ กบข.

ตัวอย่าง 21,970 37.49 = 823,655.30 บาท

การคำนวณบำนาญ กบข.

ตัวอย่าง บาท

ไม่เกิน 70 % ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย

บาท

จะได้รับบำนาญจำนวน 12,896 บาท 10 สตางค์

 

การคำนวณเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย

 

ตัวอย่าง ข้าราชการเกษียณอายุ 1 ตุลาคม 2544

 

อัตราเงินเดือน

ตั้งแต่

ถึง

รวม (เดือน)

จำนวนเงิน

16,020

1 ตุลาคม 2539

30 กันยายน 2540

12

192,240

17,190

1 ตุลาคม 2540

30 กันยายน 2541

12

206,280

18,360

1 ตุลาคม 2541

30 กันยายน 2542

12

220,320

19,530

1 ตุลาคม 2542

30 กันยายน 2543

12

234,360

20,320

1 ตุลาคม 2543

31 มีนาคม 2544

6

121,920

21,550

1 เมษายน 2544

30 สิงหาคม 2544

5

107,750

21,970

1 กันยายน 2544

30 กันยายน 2544

1

21,970

   

รวม

60

1,104,840

   

เฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย

18,414

 

ตัวอย่าง ข้าราชการได้เลื่อนระดับและปรับอัตราเงินเดือน จากระดับ 7 อัตราเงินเดือน 28,870

เป็นระดับ 8 อัตราเงินเดือน 30ม850 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2541

ขอลาออกจากราชการเมื่อ 27 กันยายน 2544

 

อัตราเงินเดือน

ตั้งแต่

ถึง

รวม (เดือน)

จำนวนเงิน

27,930

1 ตุลาคม 2539

30 กันยายน 2540

12

335,160

28,870

1 ตุลาคม 2540

30 กันยายน 2541

7

202,090

30,850

1 ตุลาคม 2541

30 กันยายน 2541

5

154,250

32,010

1 ตุลาคม 2541

30 กันยายน 2542

12

384,120

33,170

1 ตุลาคม 2542

31 มีนาคม 2544

12

398,040

34,330

1 เมษายน 2543

30 สิงหาคม 2544

6

205,980

34,910

1 เมษายน 2544

30 กันยายน 2544

5

174,550

35,490

1 กันยายน 2544

 

1

35,490

   

รวม

60

1,889,680

   

เฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย

31,495

 

 

การเสียสิทธิในบำเหน็จบำนาญของสมาชิก

  1. สมาชิกซึ่งถูกไล่ออกจากราชการ

     

    Ÿ ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ

    Ÿ แต่มีสิทธิได้รับเงินสะสม/สมทบ และผลประโยชน์จากเงินดังกล่าว

  2. สมาชิกซึ่งถึงแก่ความตายเนื่องจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของตนเอง

     

    Ÿ ทายาทไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอด

    Ÿ แต่มีสิทธิได้รับเงินสะสม/สมทบ และผลประโยชน์จากเงินดังกล่าว

  3. ผู้รับบำนาญรายใด

     

Ÿ ได้รับโทษจำคุก โดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือ

Ÿ เป็นบุคคลล้มละลายทุจริต ตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย