ตื่นเช้ามา รับโทรศัพท์จากนัศึกษาคนหนึ่งที่เรียนปริญญาโทด้านบริหารการศึกษา เริ่มต้นก็บอกกล่าวเรื่องงานที่มอบหมายไว้เมื่อวาน ดูจะขยันขันแข็งไม่น้อย ทำอะไรกว้างไกลออกไปกว่าที่คาดคิด ทั้งๆที่มีเวลาอีกตั้ง 3-4 สัปดาห์ และเนื่องจากเขามีพื้นฐานทางช่างไฟฟ้า และจบ ปริญญาตรีทางเทคโนโลยีการศึกษา ก็เลยคุยกันไปได้หลายเรื่อง เพราะความเป็น "โรคเดียวกัน" มีอยู่ค่อนข้างมาก
แต่ที่คุยกันนานก่อนที่สายจะหลุดไปเองก็คือเรื่องความข้องคับใจของเขา ที่ต้อง ทุกข์ใจในการทำงานแต่ละวัน เพราะนึกไม่ถึงว่ามันจะย่ำแย่ขนาดนั้น
เขามาจากหน่วยงานระดับอุดมศึกษา ย้ายเข้ามาทำงานในเขตพื้นที่ การศึกษา ทำหน้าที่ดูแลจัดการด้านข้อมูลในเว็บไซต์บ้าง ติดตามไปบันทึกภาพ เหตุการณ์ กิจกรรมตามโรงเรียนต่างๆ ตลอดจนนำข้อมูลมาจัดการ ให้เป็นสารสนเทศ ฯลฯ เขาบ่นจนผมเห็นใจ เพราะพอจะมีประสบการณ์ตรงอยู่บ้างเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้น ทั้งที่ได้ยินมา และพบเจอด้วยตัวเอง ถ้าจะสรุปเอาแต่แก่น หรือประเด็นสำคัญ จะมีดังนี้ครับ
- งานที่ทำส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีสาระ ต้องตาม ท่าน ไปเพื่ออะไรบางอย่าง
- แทบไม่มีช่องว่างให้ได้คิดสร้างสรรค์งาน ต่างฝ่ายต่างป้อนงานที่ดูแล้ว ไม่ค่อยเข้าท่า มาไม่หยุดหย่อน
- คนสั่งไม่เข้าใจธรรมชาติของงานทางเทคนิค ว่าต้องใช้เวลา
- ระบบ ระเบียบที่กำหนดไว้ ใช้บังคับโดยไม่ค่อยยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับงาน
- งานที่ทำกันมักเป็นไปเพื่อเอาใจ สนองความต้องการของ นาย เสียมาก
- คิดอ่านทำอะไรที่สร้างสรรค์ ก็ขยับยาก เพราะคนที่เหนือกว่า ไม่เห็นคุณค่า ความสำคัญ .. เขามีเรื่องอื่น เพื่อจุดประสงค์อื่น ที่น่าทำมากกว่า
- ฯลฯ
เขาไม่ได้พูดด้วยถ้อยคำเหล่านี้โดยตรงครับ แต่ประมวลแล้วได้ประมาณที่นำเสนอไปแล้วข้างบน และยังมีอีกมาก
เห็นบอกว่าอยากกลับไปอุดมศึกษามาก .. อึดอัด อยากไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์กว่างาน จับฉ่าย ไร้สาระ (คำนี้ผมคิดเอง เขาไม่ได้พูดโดยตรง) เหล่านั้น
ผมก็ได้แต่ปลอบใจว่า ผมเข้าใจ ว่าวัฒนธรรมของ ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และ อุดมศึกษา มันมีอะไรต่างกันอยู่มาก แต่ก็อยากให้เขาสบายใจโดยรับรู้ความจริงว่า ทุกที่ล้วนมีปัญหา เพียงแต่มันเป็น คนละโรค เท่านั้นเอง .. ที่ควรทำก็คือเมื่อเรายังเปลี่ยนแปลงความคิดคนในระบบ โดยเฉพาะผู้บริหารไม่ได้ ก็จงมองหาคุณค่าของงานที่ใกล้ตัว และ เราทำได้ ในปัจจุบัน เช่นเมื่อไปสอนเด็กอยู่บ้าง ก็หาความสุขจากงานสอนให้มากๆ อยู่ต่อไปอีกหน่อย หากเห็นว่าไม่ไหวจริงๆ ก็ค่อยหาทางขยับขยาย โดยไม่ต้องยึดติดกับตำแหน่ง ลงว่าเรามีความรู้ความสามารถ และมีความมุ่งหวังที่ดี ต่องาน ต่อผลของงานที่จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมแล้ว .. อยู่ที่ไหนก็ทำได้ทั้งนั้น .. อยู่ที่ใจเราจะสั่งไม่ใช่ใครที่ไหน
เหมือนกับที่ว่า กิจทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ หรือเปล่าครับพี่บ่าว?
สวัสดีครับ(ขอตอบสั้นๆ นะครับ ช่วงนี้เน็ตมันรวนครับ)
ใช่ค่ะ ได้แต่เห็นใจ
และให้กำลังใจสู้ สู้ค่ะ
เพราะ หลายครั้งเราเปลี่ยนสิ่งต่างๆภายนอกไม่ได้
แต่เราสามารถเปลี่ยนตัวเราได้
คือ จะปรับตัว อย่างไรกับปัญหาต่างๆ
ให้อยู่ได้ ด้วยความรู้สึกทุกข์น้อยลงและสุขมากขึ้นค่ะ
สวัสดีครับ
หนูเป็นครูประถมศึกษาคนหนึ่งที่เข้าใจความรู้สึกของอาจารย์ท่านนั้น และรู้สึกเห็นใจมาก แต่หนูคิดว่าหากเราต้องมาทำหน้าที่นั้นแล้ว หรือสอนเด็กเล็ก ๆ ที่ไม่ทำมาก่อน เราควรจะปรับเปลี่ยนแนวคิดอะไรบางอย่างบ้าง ไม่ควรยึดติดกับสิ่งที่เราเคยประสบมา หรือเคยอยู่มา อย่างที่อจารย์ว่า วัฒนธรรมของอุดมศึกษา ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ไม่เหมือนกัน เราควรจะทำงานตรงนั้นให้ดี ให้กับเด็กและหาความสุขกับงานนั้น สนุกในงานที่เราทำ มันอาจจะเป็นงานเล็ก ๆ ไม่เห็นผลฉับพลัน แต่มันจะเป็นงานที่เราภาคภูมิใจได้หากเราสามารถทำให้เด็กเหล่านั้นได้มีความรู้และสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข แล้วเราก็จะมีความสุข
สวัสดีครับ
ทำในสิ่งที่รัก และรักในสิ่งที่ทำ
ถ้ารักในสิ่งที่ทำ ก็ต้องอดทน และทำใจยอมรับและอยู่กับมันอย่างมีความสุขค่ะ
ขอบคุณ อ.วลัยพร กนกแก้ว
ใช่ครับ .. ทำในสิ่งที่รัก และรักในสิ่งที่ทำ .. หากทำได้ นั่นคือ คาถา เพื่อการทำงานอย่างเป็นสุขครับ