
ผมมีโอกาสไปร่วมงานแต่งงานเพื่อนชาวอินเดียคนหนึ่งซึ่งเธอเป็นอดีตเพื่อนร่วมชั้นเรียนสมัยที่เรียนปริญญาโทด้วยกัน ตลอดระยะเวลาสองปีที่เรียนด้วยกันผมไม่เคยรู้เลยว่าเพื่อนของผมคนนี้เป็นลูกสาวของครอบครัวที่สืบตระกูลมาจากราชวงศ์ของอินเดียในสมัยโบราณ
พิธีแต่งงานของเธอถูกจัดขึ้นที่โรงแต่งงานหรือที่เรียกว่า Wedding Hall เป็นโรงแต่งงานที่ใหญ่มากสามารถบรรจุแขกที่ไปร่วมงานได้มากมายทีเดียวและจัดได้อย่างหรูหรามาก มีดนตรีขับกล่อมแขกที่มาร่วมงานตลอดทั้งงานและมีอาหารเจที่ประณีตไว้เลี้ยงต้อนรับแขกอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
ผมกระซิบถามเพื่อนถึงงบประมาณการใช้จ่ายในการจัดงานครั้งนี้มากเท่าใด เธอตอบผมว่าเกือบล้านรูปี ซึ่งเป็นจำนวนไม่ใช่น้อยเลยนะครับ ผมไม่รู้ว่าเธอจ่ายค่าสินสอดให้แก่เจ้าบ่าวมากน้อยเพียงใด ที่สำคัญพิธีแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะถูกพ่อแม่บังคับ แต่เกิดจากคนสองคนรักกันจริง
วันที่ผมไปร่วมพิธีแต่งงานนั้นเป็นวันสุดท้ายของพิธีแล้ว ซึ่งพิธีต่างๆ ถูกจัดก่อนหน้านั้นแล้วสองวัน วันสุดท้ายเจ้าภาพจะเชิญเฉพาะญาติๆและเพื่อนสนิทเท่านั้นเพราะง่ายต่อการต้อนรับและบรรยากาศจะเป็นกันเอง
พอพิธีต่างๆเสร็จสิ้นเรียบร้อย ผมและคนอื่นๆที่ไปร่วมงานในวันนั้นก็ได้รับเชิญไปรับประทานอาหารซึ่งได้มีการจัดเตรียมไว้ต้อนรับแล้วอย่างมากมายยกเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอร์โดยสถานที่รับประทานอาหารอยู่ชั้นสองของตึก มีบรรดาเด็กเสริฟผู้ชายล้วนยืนรอเพื่อให้บริการแก่แขกรับเชิญอย่างกระฉับกระเฉง
ภาชนะที่ใช้รองสำรับกับข้าวเป็นภาชนะชั้นเยี่ยมระดับเฟิร์สคลาสซึ่งสั่งตรงจากสวน ภาชนะชนิดนี้ไม่นิยมนำมาใช้เป็นภาชนะรองรับอาหารในงานพิธีต่างๆ ในเมืองไทยมากนัก ภาชนะที่ว่าก็คือ ใบตองกล้วย ครับ

พอนั่งได้ที่เด็กเสริฟก็ตักข้าวและกับข้าวลงบนใบตอง และยืนดูอยู่ห่างๆไม่ไกลมากนักเพื่อง่ายต่อการเติมข้าวและกับข้าว ส่วนช้อนหรือส้อมไม่ต้องถามถึง เพราะไม่มีให้ครับ แขกทุกคนต้องใช้อาวุธประจำกายรับประทานอาหาร นั่นก็คือมือ
คนอินเดียใช้มือรับประทานอาหารได้ชำนาญมากและเขาถือว่ามือที่พระเจ้าให้มาสะอาดที่สุด ผมพยายามจะทานอาหารด้วยมือให้ชำนาญเหมือนคนอินเดียแต่ก็ไม่เคยประสบผลสำเร็จสักที ทานทีไรเม็ดข้าวเลอะหน้าเลอะปากไปหมด โดยเฉพาะอาหารที่เป็นน้ำแกงผมจะหลีกเลี่ยงการเสริฟทันที เพราะไม่สามารถตักน้ำแกงเข้าปากได้ แต่คนอินเดียทำได้ดีและชำนาญมาก เขาจะใช้มือกวักน้ำแกงเข้าปากได้อย่างสุดยอดพร้อมกับทำเสียงสูดน้ำแกง ซู๊ด ซู๊ด ไปด้วยอย่างเอร็ดอร่อย (นี่ถ้าเป็นข้าวเหนียวผมก็บ่ยั่นคือกัน....)
พอรับประทานอาหารเสร็จแบบอิ่มหน่ำสำราญลงจากชั้นสองมาแสดงความยินดีกับเจ้าบ่าวเจ้าสาวอีกครั้ง พร้อมกับรับ ลูกมะพร้าว หนึ่งลูก เป็นที่ระลึก บทเพลงของไมค์ ภิรมย์พร ดังกังวาลขึ้นในสมองทันที “งานแต่งที่ใด เป็นได้แค่แขกรับเชิญ อยากแต่งกับเขาเหลือเกิน......” จากนั้นนึกถึงมะพร้าวในมือ
“เราจะทำของหวานอะไรดีน๊า.........”
แปลกและน่าสนใจมากครับ ผมเพิ่งเดินทางมาจาก "ลาว" คิดว่ามีอะไรที่คล้ายกับไทย แต่ก็ยังมีสิ่งที่ unseen มากมาย
ขอพักเหนื่อยก่อน 1 วันครับ แล้วจะเอามาเล่าสู่กันฟัง