ใครที่ติดตามการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2551 ภายใต้การบริหารจัดการของรัฐบาลฤาษีแอ้ดและเทคโนแครตคงจะมีความเห็น เอนเอียงไปเช่นเดียวกับที่ดิฉันคิด… นั่นคือจัดงบประมาณรายจ่ายประจำปีแบบขอไปที และจัดงบแบบบัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่น… ทำไมดิฉันจึงมองเช่นนั้น เพราะตัวเลขที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งเคาะลงไปเมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมานั้น และเป็นการจัดทำงบประมาณเป็นแบบขาดดุลที่ 1.65 แสนล้านบาท งบรายจ่าย 1.66 ล้านล้านบาท งบรายรับ 1.49 ล้านล้านบาท เม็ดเงินขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้น 2.5 หมื่นล้านบาท เป็นการจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการปรับเป็นค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐจำนวน 1.7 หมื่นล้านบาท โดย ครม.อนุมัติให้ปรับเพิ่มเงินเดือนแก่ข้าราชการทุกประเภททุกระดับขั้นในอัตรา 4% ตามที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เสนอ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม โดยแจ้งว่า เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่ค่าตอบแทนของข้าราชการ ยังอยู่ในอัตราต่ำมากเมื่อเทียบกับภาคเอกชน ส่วนเม็ดเงินอีก 8 พันล้านบาทนั้นให้จัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขระดับจังหวัดเพิ่มขึ้นอีก 5 พันล้านบาท จากเดิมที่ได้อนุมัติไปแล้ว 1 หมื่นล้านบาท อีก 3 พันล้านบาท จัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายในโครงการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เหตุผลที่ อ.โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกฯ และ รมว.อุตสาหกรรม นักเศรษฐศาสตร์ที่ดิฉันเคารพบอกว่า ขณะนี้ประเทศต้องการในเรื่องการช่วยเหลือทางสังคมและความมั่นคงเป็นอันดับแรก จึงได้มีการเพิ่มสัดส่วนรายจ่ายในส่วนนี้เพิ่มมากขึ้นอีก เพื่ออย่างน้อยเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาให้ลดลงได้ ส่วนงบลงทุนนั้นมีสัดส่วน 25% ของวงเงินงบรายจ่ายทั้งหมด และงบชำระหนี้ 10% นั้น ดิฉันกลับมองไปตรงกันข้าม เพราะนี่เป็นการจัดทำงบประมาณต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลปัจจุบัน น่าจะมองเห็นข้อดี ข้อด้อย และ การจัดทำงบประมาณแบบเชิงรุกให้มากกว่านี้ แต่สิ่งที่ดิฉันเห็นนั้นบอกได้คำเดียวว่าเสียความรู้สึก เพราะงบประมาณที่จัดทำแบบขาดดุลนั้น แทนที่จะนำงบประมาณขาดดุลไปก่อให้เกิดการลงทุนที่สร้างประโยชน์แก่ประชาชนผู้เสียภาษีทั้งประเทศให้เป็นมรรคเป็นผล รัฐบาลนี้กลับนำมา “อุดเพิ่มไว้ในงบรายจ่ายประจำคือ การขึ้นเงินเดือนข้าราชการถึง 1.7 หมื่นล้านบาท” ส่งผลให้งบรายจ่ายประจำเพิ่มเป็น 1,214,056 ล้านบาท คิดเป็น 73.1% ของงบประมาณทั้งหมด และงบนี้จะผูกติดไปในแต่ละปีที่จะต้องตั้งเพิ่มขึ้น ดิฉันไม่เถียงดอกเจ้าค่ะว่าการขึ้นเงินเดือน 4% เพราะไม่ได้ขึ้นมา 2 ปีแล้วให้กับข้าราชการนั้นมันสำคัญ ในเรื่อง “ขวัญและกำลังใจ” ให้แขนขาคนขับรถจักรใหญ่ 2.4-2.5 ล้านคนได้มีเรี่ยวมีแรง รวมถึงดิฉันที่เป็นข้าราชการในสังกัดมหาวิทยาลัยด้วย รัฐบาลคิดหรือไม่ว่า ในปีที่แล้วมานั้น บรรดาประชาชนที่ปากกัดเท้าถีบเพื่อหาเงินจากการขายของนั้นเกือบ 40% เขาขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงานไม่ถึง 4% ประการต่อมาการเติมเงินในกระเป๋าข้าราชการนั้นแม้จะทำให้กำลังซื้อเพิ่มขึ้นทางตรง แต่รับรองหายจ๋อม…ไม่เหมือนการเติมเงินลงไปในด้านงบลงทุนที่รัฐบาลนี้ขีดเส้นให้มีสัดส่วนของงบลงทุนไว้แค่ 400,168 ล้านบาท หรือคิดเป็น 24.1% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด ดิฉันชวนให้ท่านคิดกันว่า ถ้านำเงิน 1.7 หมื่นล้านบาทมาปั้นเป็นงบลงทุนจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง หนึ่ง มีโครงการที่เป็นรูปร่างขึ้นมา สอง มีการผลิตสินค้า หรือการลงทุนเพื่อรองรับโครงการ สาม มีการจ้างงานเกิดขึ้น ลดปัญหาว่างงานและปัญหาสังคมในทางอ้อม สี่ เอกชนมีการผลิตสินค้าที่ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ในวงจรธุรกิจเพื่อรองรับแผนการลงทุน ห้า เอกชนจะเริ่มมีการกู้ยืมเงินในระบบมาลงทุนเพื่อสนองแผนงานที่รัฐกำหนดและมีแผนลงทุน ฯลฯ เอาแค่ 5 ข้อนี้ ในทางเศรษฐศาสตร์นั้นหมายถึงปริมาณเงินในระบบจะหมุนกันไม่น้อยกว่า 5-6 รอบเป็นอย่างต่ำ ในทางกลับกัน เอาเงิน 1.7 หมื่นล้านบาทไปให้ในกระเป๋าข้าราชการ ผลที่ตามมาคือ ราคาสินค้าจะขยับ ผลที่ตามมาอันดับสอง คือ กำลังซื้อในมือข้าราชการจะเพิ่มขึ้น อันดับสาม คือ นำเงินไปซื้อของสินค้าที่ต้องกินต้องใช้ อันดับสี่ คือ เอกชนจะผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นเพื่อขาย แค่นั้นแหละ ผลข้างเคียงในเชิงการกระตุ้นและผลของงานไม่สัมฤทธิ์เท่ากับการตั้งงบลงทุนแม้แต่นิดเดียว ด้วยเหตุนี่แหละ ดิฉันจึงรู้สึกผิดหวังในตัวของ รมว.ทั้ง 2 คน คือ อ.โฆสิต กับ อ.ฉลองภพ ที่ดิฉันเคารพจริง ๆ อีกเรื่องหนึ่งที่เห็นชัดว่ารัฐบาลนี้ทำงบแบบขอไปทีคือ การจัดสรรงบประมาณปี 2551 ตามยุทธศาสตร์ ที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ พบว่าเหมือนกับปี 2550 เหมือนกันเป๊ะ ในปี 2551 ยังให้ความสำคัญเรื่อง ยุทธศาสตร์การส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี มีคุณธรรม นำความรู้ และสามารถปรับตัวสู่สังคมฐานความรู้ ซึ่งมีการจัดสรรงบประมาณไว้กว่า 5.63 แสนล้านบาท ขณะที่งบประมาณปี 2550 มีการจัดสรรงบให้ยุทธศาสตร์การพัฒนาและสังคมที่มีคุณภาพ 5.93 แสนล้านบาท ปี 2551 จัดงบตามยุทธศาสตร์การแก้ไขความยากจน กระจายความเจริญสู่ชนบทและลดช่องว่าง ของรายได้ไว้ที่ 5.98 หมื่นล้านบาท ส่วนปี 2550 จัดสรรไว้ที่ 5.76 หมื่นล้านบาท ปี 2551 จัดงบยุทธศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนไว้ 1.82 แสนล้านบาท และในปีงบ 2550 ก็จัดงบคล้าย ๆ กัน เรียกว่า ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างสมดุลที่ 1.85 แสนล้านบาท ปี 2551 จัดงบตามยุทธศาสตร์การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการใช้ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมไว้ 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปี 2550 จัดสรรงบนี้ไว้ที่ 4.7 หมื่นล้านบาท ปีงบ 2551 มียุทธศาสตร์การพัฒนาการเมืองและการบริหารจัดการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม จัดสรรงบไว้ที่ 4.09 แสนล้านบาท และยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงของชาติและความสงบสุขของสังคม วงเงิน 2.19 แสน ล้านบาท ขณะที่ในปีงบประมาณ 2550 มีการกำหนดยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงและส่งเสริมธรรมาภิบาลไว้ 3.48 แสนล้านบาท และยุทธศาสตร์การปรับปรุงการบริหารงานภาครัฐอีก 3.31 แสนล้านบาท ปี 2551 จัดงบด้านยุทธศาสตร์เรื่องการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐไว้ที่ 1.73 แสนล้านบาท ขณะที่ปี 2550 จัดงบในยุทธศาสตร์นี้มากถึง 3.31 แสนล้านบาท ที่ผิดกันเรื่องเดียวคือ ปีที่แล้วมีการจัดงบสำหรับยุทธศาสตร์ ด้านประสิทธิภาพพลังงานไว้ 2.23 พันล้านบาท แต่ปีนี้ไม่มี ไม่เช่นนั้นก็ลอกกัน มาเด๊ะ <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">โพสต์ทูเดย์ (คอลัมน์มองรอบด้าน จามจุรี) 8 มิ.ย. 50</p>
จัดงบประมาณแบบ‘ขอไปที
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ห้องสมุดกรมบัญชีกลาง CGD Library · 8 มิ.ย. 2550
นาย สาคร แฮมเมอร์ สุขบัติ · 8 มิ.ย. 2550
นาย นายภูริวัฑ อ๊อด พูนสูงเนิน · 8 มิ.ย. 2550
Ying · 8 มิ.ย. 2550