ต้องมีการจัดการระบบการจัดการความรู้

KM มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
   ผมเขียนบันทึกนี้สำหรับสื่อสารกับคุณยงยุทธ  ข้าราชการงานพัฒนาและฝึกอบรม   กองการเจ้าหน้าที่   สำนักงานอธิการบดี  มก. ที่โทรศัพท์มาเชิญผมไปบรรยายเรื่อง KM ให้ข้าราชการของ มก. ฟัง    เนื่องจาก กพร. กำหนดให้ทำ KM และท่านอธิการบดีก็มีนโยบายให้ทำ KM
     ผมได้แจ้งว่าผมไม่รับไปบรรยายเรื่อง KM ให้แก่หน่วยงานใดๆ เลยมานานแล้ว   และจะยังยืนยันไม่รับเชิญไปบรรยาย   เนื่องจากการบรรยายไม่ก่อประโยชน์   ไม่ทำให้เกิดการปฏิบัติ   หากจะทำ KM ต้องเริ่มด้วยการปฏิบัติ ไม่ใช่ที่การฟังบรรยาย
     ผมได้แนะให้คุณยงยุทธเสนอต่อรองอธิการบดีที่รับผิดชอบเรื่อง KM และเรื่องการพัฒนาบุคลากร ให้โทรศัพท์คุยกับผม   เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้ และร่วมกันวางแผนระบบ KM ให้เกิดประโยชน์ต่องานประจำของ มก.    เกิดผลต่อการพัฒนาคน  และขับเคลื่อนองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้
     บัดนี้ ผมขอเสนอแนวทางให้แก่ มก. ดังนี้
1.        มก. จัดตั้งคณะทำงาน/คณะกรรมการจัดการความรู้ของมหาวิทยาลัย    มีคนระดับรองอธิการบดีเป็นประธาน   มีข้าราชการระดับรองคณบดี   ผู้อำนวยการสำนัก/กอง   เป็นกรรมการ   คุณยงยุทธเป็นกรรมการและเลขานุการ   ต้องมีกรรมการมาจากหน่วยพัฒนาบุคลากร    หน่วยพัฒนาองค์กร   และหน่วย IT อยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ด้วย     คณะทำงาน/กรรมการชุดนี้เป็นผู้กำหนดเป้าหมายในการทำ KM    กำหนดยุทธศาสตร์   กำหนดแผนปฏิบัติในช่วงปีแรก  และกำหนดทรัพยากรที่จะใช้ 
2.        ส่งแกนนำ/กรรมการ ๑ ๒ คนไปร่วมสังเกตการณ์การจัดตลาดนัดความรู้ที่ สคส. จัดอยู่เป็นระยะๆ     เพื่อจะได้เข้าใจวิธีจัดตลาดนัดความรู้      กำหนดการการจัดตลาดนัดความรู้ถามได้จากคุณธวัช ผู้ประสานงานกับ มก. ซึ่งคุณยงยุทธรู้จักแล้ว
3.        จัดตลาดนัดความรู้ ใช้เวลา ๒ วัน    ไปจัดต่างจังหวัด   คน ๔๐ ๕๐ คน    สคส. ยินดีไปเป็นวิทยากรให้  โดยต้องปรึกษายุทธศาสตร์และรายละเอียดกันระหว่าง รองอธิการบดีและทีมงานจัดตลาดนัดของ มก.  กับ สคส. ล่วงหน้า ๒ เดือน     ผู้เข้าตลาดนัดต้องอ่านหนังสือหรือบทความที่กำหนดเพื่อทำความเข้าใจ KM เชิงทฤษฎีมาก่อนล่วงหน้า   และเตรียมเล่าเรื่องราวความสำเร็จของงานที่ตน/ทีมงานภาคภูมิใจและสนองวิสัยทัศน์ขององค์กร    คณะทำงาน/กรรมการไปร่วมด้วยในฐานะผู้สังเกตการณ์เพื่อทำความเข้าใจว่า มก. จะไปเดินเรื่องต่อ/จัดตลาดนัดขยายกลุ่มผู้ปฏิบัติอย่างไร
4.        ในช่วงสุดท้ายของตลาดนัด มีการกำหนดแผนปฏิบัติคร่าวๆ    รวมทั้งเกณฑ์ประเมินผลในช่วง ๖ เดือนแรก
5.        สคส. จะไปร่วมประชุมกับคณะทำงาน/กรรมการ KM ของ มก. เมื่อเวลาผ่านไป ๖ เดือน เพื่อให้ความเห็นว่าควรดำเนินการอย่างไรต่อไป
<p> </p>

คุณยงยุทธไปเสนอผู้บริหารแล้วหากมีความคืบหน้าตามนี้  สคส. ก็ยินดีทำงานที่หนักกว่าการไปบรรยาย ๑๐๐ เท่า    ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์อย่างแท้จริงและยั่งยืนของ มก. ครับ     และผมก็มีความรักใคร่นับถือและสนิทสนมกับท่านอธิการบดี รศ. ดร. วิโรจ อิ่มพิทักษ์ ครับ     ท่านเคยเป็นกรรมการนโยบาย สกว. สมัยที่ผมเป็น ผอ. สกว.

 

                นึกขึ้นได้ว่า ข้อความในร่างหนังสือ “การจัดการความรู้ ฉบับทำจริงตอนที่ว่าด้วยระบบการจัดการการประยุกต์ใช้ KM ในองค์กร ซึ่งผมยังเขียนไม่เรียบร้อย น่าจะเป็นประโยชน์ ต่อ มก. และหน่วยงานอื่นๆ ที่ เอาจริงเอาจังในการเอา KM ไปใช้ประโยชน์ จึงขอนำมาลงไว้  ตามข้อความสีน้ำเงินและอักษรตัวเอนต่อไปนี้

 

ทฤษฎีขนมเปียกปูน

<p> </p>           ทฤษฎีที่สำคัญที่สุดในการจัดระบบการจัดการความรู้คือทฤษฎีขนมเปียกปูน ซึ่งหมายความว่าต้องไม่หลงใช้ทฤษฎีขนมชั้น
           ทฤษฎีขนมชั้นหมายความว่าใช้แนวความคิดว่าระบบการจัดการความรู้เป็นอีกระบบหนึ่งแยกออกจากงานประจำ   แยกออกจากระบบการพัฒนาบุคลากร  แยกออกจากระบบการพัฒนาองค์กร    ระบบการจัดการความรู้แนวนี้จะทำให้ผู้คนในองค์กรรู้สึกว่าเมื่อมีระบบจัดการความรู้ตนต้องทำงานเพิ่มขึ้น  การจัดการความรู้เป็นภาระ  ไม่ใช่เครื่องช่วยเหลือให้ตนทำงานสำเร็จได้ง่ายขึ้น  มีผลงานคุณภาพสูงขึ้น    ในที่สุดการจัดการความรู้ก็จะล้มเหลว    คือก่อผลดีไม่คุ้มค่าการลงทุน
           ทฤษฎีขนมเปียกปูนหมายความว่าระบบการจัดการความรู้แทรกหรือกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับงานประจำและระบบอื่นๆ    ในลักษณะที่เรียกว่าKM inside เลียนแบบคำว่าintel inside ในคอมพิวเตอร์    คือมีการจัดการความรู้แทรกอยู่ทั่วไปจนมองไม่เห็น    โดยแนวทางนี้การจัดการความรู้จะเป็นเครื่องมือไม่ใช่เป้าหมาย    ตัวเป้าหมายคือผลงาน
           ทฤษฎีขนมชั้นจะนำไปสู่ความล้มเหลว    ทฤษฎีขนมเปียกปูนจะนำไปสู่ความสำเร็จ    ทั้งนี้หมายความว่าจะด้องมีการดำเนินการที่ถูกต้องอื่นๆประกอบด้วย
<p> </p>      วิธีการประยุกต์ใช้ทฤษฎีขนมเปียกปูน
1.        ตั้งคำถามว่าคณะกรรมการหรือคณะทำงานจัดการความรู้ซึ่งถือว่าเป็นแกนนำในการจัดการความรู้   กระจายอยู่ในทุกส่วนของงค์กรหรือไม่    คนจากหน่วยพัฒนาบุคลากร  หน่วยพัฒนาองค์กร  และหน่วยเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ในคณะกรรมการดังกล่าวหรือไม่
2.        ในทุกกิจกรรมของการจัดการความรู้  ตั้งคำถามว่าจะเกิดผลต่อการพัฒนางานอย่างไร  จะเกิดผลต่อการพัฒนาคนอย่างไร  จะเกิดผลต่อการพัฒนาองค์กรอย่างไร  จะทำให้เป็นการจัดการความรู้ที่มีความต่อเนื่องในภาพรวมได้อย่างไร
<p> </p><p> </p>คณะกรรมการประสานงาน
     หน้าที่
           คณะกรรมการประสานงานระบบจัดการความรู้มีหน้าที่ประสานงานและเอื้ออำนวยความสะดวกในการดำเนินการจัดการความรู้ของทุกหน่วยงานภายในองค์กร    รวมทั้งริเริ่มกิจกรรมเพื่อกระตุ้นและสร้างความคึกคักในกิจกรรมจัดการความรู้    คณะกรรมการนี้มีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของการจัดการความรู้    และในความเป็นจริงแล้วคณะกรรมการชุดนี้ควรทำหน้าที่ในลักษณะของคณะทำงานมากกว่า
     องค์ประกอบ
            คณะกรรมการประสานงานระบบจัดการความรู้ขององค์กรควรประกอบด้วย
1.        คุณเอื้อคนใดคนหนึ่ง  เป็นประธาน
2.        คุณอำนวยที่ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าหน้าที่ประจำ  รับผิดชอบงานประจำของระบบจัดการความรู้เป็นกรรมการและเลขานุการ
3.        หัวหน้าหรือพนักงานระดับสูงของหน่วยงานด้านพัฒนาองค์กร(OD – Organization Development) เป็นกรรมการ
4.        หัวหน้าหรือพนักงานระดับสูงของหน่วยงานด้านพัฒนาบุคลากร(HRD – Human Resource Development) เป็นกรรมการ
5.        หัวหน้าหรือพนักงานระดับสูงของหน่วยงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ICT – Information & Communication Technology) เป็นกรรมการ
6.        คุณเอื้อและคุณกิจอีกจำนวนหนึ่งเป็นกรรมการ  โดยกระจายให้ครบหรือเกือบครบหน่วยงาน
     เหตุผล
            เหตุที่คณะกรรมการประสานงานระบบจัดการความรู้ควรมีองค์ประกอบตามข้างบนก็เพราะ
1.        คณะกรรมการจะต้องช่วยกันทำให้การจัดการความรู้ประสานหรือแทรกอยู่เป็นเนื้อเดียวกันกับงานประจำทั่วทั้งองค์กร
2.        จะต้องกระตุ้นและส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบ่งปันความรู้เสาะหาความรู้ข้ามสายงานข้ามหน่วยงานภายในองค์กร
3.        ต้องทำให้กิจกรรมจัดการความรู้เป็นเนื้อเดียวกันกับกิจกรรมการพัฒนาองค์กรและการพัฒนาบุคลากร
4.        ต้องพัฒนาระบบICT ขึ้นรองรับกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งเป็นหัวใจของการจัดการความรู้     คือต้องพัฒนาพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เป็นพื้นที่เสมือน” (virtual space)ที่ง่ายต่อการใช้งาน(user friendly) ของพนักงานในองค์กร    และเป็นที่จัดเก็บขุมความรู้และแก่นความรู้เพื่อการบรรลุหัวปลาขององค์กรให้ง่ายต่อการค้นหามาใช้งาน  และง่ายต่อการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ
<p> </p>ระบบฝึกอบรม
           รายละเอียดของการฝึกอบรมอยู่ในบทที่3    หลักการสำคัญคือไม่แยกการฝึกอบรมออกจากการปฏิบัติจริงของการจัดการความรู้และการปฏิบัติงานประจำ    และหน่วยพัฒนาบุคลากรต้องเข้ามามีส่วนดำเนินการซึ่งบางกรณีอาจเป็นผู้รับผิดชอบหลัก    และในบางกรณีเป็นผู้ร่วมจัด 
<p> </p>ระบบที่แทรกซึมหรือบูรณาการอยู่กับงานประจำ
           ระบบจัดการความรู้ต้องแทรกซึมเป็นเนื้อเดียวกันกับงานประจำตามทฤษฎีขนมเปียกปูน”     กลไกที่ช่วยให้หลักการนี้เป็นจริงในทางปฏิบัติได้แก่
1.        หัวปลาของการจัดการความรู้ต้องสอดคล้องหรือไปทางเดียวกันกับหัวปลาขององค์กร
                                   เสมอ    ทั้งในระดับองค์กรและในระดับหน่วยงานย่อย
2.        องค์ประกอบของคณะกรรมการประสานงานการจัดการความรู้
3.        มีการตรวจสอบอยู่เสมอว่าการจัดการความรู้แทรกอยู่เป็นเนื้อเดียวกันกับงานประจำจริงหรือไม่    และคณะกรรมการประสานงานจะดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องในส่วนนี้
<p> </p>ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
 
           จะต้องมีการออกแบบระบบสารสนเทศและการสื่อสารให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้   และใช้งานง่าย(user friendly)  เพื่อการใช้ประโยชน์ดังต่อไปนี้
1.        ให้พนักงานทุกคนสามารถขอมีพื้นที่ของตนเองบนelectronic space ขององค์กรสำหรับไว้นำเสนอความรู้ที่ตนสร้างขึ้นจากประสบการณ์การปฏิบัติงาน    บางองค์กรอาจไม่จัดให้เป็นรายคนแต่จัดให้เป็นรายหน่วยงานย่อยๆเพื่อส่งเสริมให้มีการทำงานจัดการความรู้เป็นทีมในหน่วยงาน     วิธีหลังน่าจะดีกว่า
2.        มีshared space สำหรับการแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้ด้านต่างๆเป็นรายด้าน     และจากกิจกรรมดังกล่าวสามารถพัฒนาไปเป็นชุมชนแนวปฏิบัติ(CoP – Community of Practice) ได้     โดยชุมชนแนวปฏิบัติที่ลงทะเบียนแล้วจะได้รับบริการพิเศษตามที่ต้องการ
3.        มีพื้นที่สำหรับจัดเก็บขุมความรู้เพื่อการบรรลุหัวปลาแต่ละเรื่อง     จัดเก็บไว้อย่างเป็นหมวดหมู่ให้พนักงานทุกคนเข้าถึงได้ตลอด24 ชั่วโมง     ทั้งจากที่ทำงานและจากบ้าน    หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งมีพื้นที่สำหรับใช้จัดการขุมความรู้ให้เป็นเครื่องมือสร้างปฏิสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวาภายในองค์กร
4.        ให้พนักงานสามารถติดต่อกันได้อย่างรวดเร็ว  โดยอาจไม่จำเป็นต้องพบตัวโดยตรง
5.        ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความคึกคักในการแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้     โดยการจัดชิงรางวัลประเภทต่างๆเช่น  รางวัลผู้แบ่งปันความรู้ด้าน --- ยอดเยี่ยมประจำเดีอน ---  ดำเนินการโดยกำหนดประเด็นแลกเปลี่ยนประจำเดือนและมีคณะกรรมการตัดสินรางวัลแก่ผู้แบ่งปันความรู้ยอดเยี่ยมประจำเดือน    หรืออาจ  ให้รางวัลผู้แบ่งปันความรู้ยอดเยี่ยมประจำเดือนแก่ผู้ที่มีบันทึกแสดงความมีคุณภาพของความรู้และมีมากประเด็นมีความถี่บ่อย   เป็นต้น
  หลักการสำคัญของการจัดระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารก็คือ  ให้เทคโนโลยีรับใช้คน  รับใช้พฤติกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคน     ไม่ลงทุนด้านเทคโนโลยีโดยไม่มีฐานความต้องการใช้อย่างชัดเจน     ระบบการจัดการความรู้ที่ผู้เขียนแนะนำไม่ใช่การจัดการความรู้แบบเน้นเทคโนโลยี(Technology – Led KM)    แต่เป็นระบบที่ใช้เทคโนโลยีตามความจำเป็น     ไม่ใช้เทคโนโลยีนำ   แต่ก็ไม่ละเลยประโยชน์ที่จะได้จากเทคโนโลยี
ในช่วงวางแผนระบบจะต้องมีผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมาร่วมวางแผนระบบ  ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการลงทุนในด้านhardware และsoftware  และการเลือกใช้เครื่องมือ    คำแนะนำสำหรับขั้นตอนนี้ก็คืออย่าคิดที่จะลงทุนเต็มที่สำหรับการใช้งานระยะยาว   เพราะเทคโนโลยีด้านนี้มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก    ควรเน้นให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้และให้ง่ายต่อการใช้งาน(user friendly) ในระยะนั้น    ต่อไปเมื่อมีความต้องการและผู้ใช้มีความสันทัดที่จะใช้เครื่องมือที่การใช้ยุ่งยากขึ้นจึงค่อยเปลี่ยนเทคโนโลยี 
ในช่วงของการดำเนินงานต้องมีเจ้าหน้าที่เทคนิคด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างน้อย1 คน  (คุณวิศาสตร์มาจากคำwizard หมายถึงพ่อมดด้านไอที)รับผิดชอบด้านเทคโนโลยีของการจัดการความรู้โดยอาจทำงานนี้เต็มเวลาหรือเพียงบางเวลาตามความเหมาะสม    และต้องมีเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูลความรู้อีกอย่างน้อย1 คน(“คุณประมวล”)ดูแลเนื้อหาของความรู้ที่มีผู้นำมาแบ่งปันและแลกเปลี่ยนกันอยู่บนพื้นที่เสมือน”   และคอยสกัดรวบรวมออกมาเป็นขุมความรู้     บรรจุไว้ในฐานข้อมูลความรู้(Knowledge Database) ขององค์กร
มีหลักฐานจากหลายทางว่าระบบจัดการความรู้ที่ใช้เทคโนโลยีนำส่วนใหญ่ประสบความล้มเหลว    ได้ผลไม่คุ้มค่าการลงทุน
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจะต้องหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันกับระบบฐานข้อมูลความรู้ดังในหัวข้อถัดไป
<p> </p>ระบบฐานข้อมูลความรู้
<p> </p>           หลักการสำคัญที่สุดคือระบบฐานข้อมูลความรู้จะต้องเป็นเครื่องมือสร้างความคึกคักของการแบ่งปันความรู้    สร้างความสัมพันธ์ระหว่างคุณกิจต่างหน่วยงานหรือทำงานอยู่ห่างไกลกัน    และเป็นเครื่องมือแสดงให้เห็นการเติบโตก้าวหน้าของขุมความรู้และแก่นความรู้ขององค์กร
           เป้าหมายสำคัญของการจัดให้มีฐานข้อมูลความรู้ก็เพื่อเก็บรวบรวมขุมความรู้และแก่นความรู้ที่ได้จากกิจกรรมต่างๆได้แก่  การประชุมปฏิบัติการฝึกอบรม  ตลาดนัดความรู้  พื้นที่เสมือนของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน   กิจกรรมเรีนยรู้ก่อน  กิจกรรมเรียนรู้ระหว่าง  กิจกรรมเรียนรู้ภายหลัง  ฯลฯ    นำมาจัดเก็บโดยแยกแยะเป็นหมวดหมู่และค้นหาได้โดยง่าย    ฐานข้อมูลความรู้นี้จะต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา    ให้คุณกิจและคุณอำนวยที่ภาคภูมิใจในความรู้เพื่อการปฏิบัติของตน  ได้เห็นว่าความรู้ของตนได้รับการยอมรับยกย่องและนำไปใช้ต่อยกระดับต่อ    ได้เห็นว่าใครคือกัลยาณมิตรผู้เอาความรู้นั้นไปทดลองใช้หรือทดลองปรับปรุง    เอาไปใช้ในกิจกรรมอะไร  เกิดผลอย่างไร    ให้ผู้สร้างความรู้เดิมกับผู้เอาไปทดลองปรับปรุงต่อได้มีโอกาสพบปะสนทนาผ่านพื้นที่เสมือนในเทคโนโลยีสารสนเทศ  ซึ่งอาจนำไปสู่การพบปะแบบพบตัวกันจริงๆก็จะยิ่งทำให้ความเป็นกัลยาณมิตรยิ่งเหนียวแน่นขึ้นไปอีก
           ย้ำว่าในฐานข้อมูลความรู้ความครบถ้วนไม่สำคัญเท่าความแนบแน่นอยู่กับกิจกรรมจัดการความรู้ขององค์กร    ซึ่งหมายความว่าเมื่อมีการจัดการความรู้  ก็จะมีความเคลื่อนไหวของความรู้มีการสร้างและสั่งสมความรู้เพิ่มขึ้นหรือยกระดับขึ้น    ฐานข้อมูลความรู้ต้องไวพอที่จะเคลื่อนตามในทันที    ดังนั้นหากจัดเทคโนโลยีด้านcontent management ให้ผู้เป็นเจ้าของความรู้  หรือคุณอำนวยผู้จัดกระบวนการสามารถเข้าไปเพิ่มเติมหรือแก้ไขความรู้ในฐานข้อมูลได้ด้วยตนเอง    ก็จะทำให้ฐานข้อมูลความรู้มีชีวิตชีวามากขึ้น
<p> </p><p> </p>           ระบบฐานข้อมูลความรู้จะต้องทำงานในลักษณะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร    การจัดการความรู้จึงจะประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง
<p> </p>ระบบการจัดกิจกรรมพิเศษ
           การจัดกิจกรรมพิเศษ(event) มีความจำเป็นมาก    เพราะช่วยสร้างความคึกคัก  ความชื่นชมผลงาน  ความภูมิใจของกลุ่มผู้มีผลงานหรือความสำเร็จที่น่าชื่นชม    ช่วยเป็นพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในองค์กร    และอาจเชิญกลุ่มจัดการความรู้ที่มีวิธีเลิศ(Best Practice) ตามหัวปลาขององค์กรมาจัดนิทรรศการเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้    หรือมาทำกิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน(Peer Assist) ให้แก่หน่วยงานขององค์กร
            กิจกรรมพิเศษอาจจัดได้หลากหลายรูปแบบ      แบบหนึ่งคือตลาดนัดความรู้ภายในองค์กร   ให้หน่วยงานต่างๆนำความรู้สำหรับการปฏิบัติงานที่ตนสร้างขึ้นและพิสูจน์แล้วว่าได้ผลเลิศออกแสดง     ให้พนักงานจากหน่วยงานอื่นขององค์กรได้มาชมและซักถามแลกเปลี่ยนความรู้ตามความสนใจ    และให้มีส่วนลงคะแนนช่วยคณะกรรมการตัดสินรางวัลKnowledge of the Year ด้วย
           หน่วยงานในประเทศไทยที่จัดกิจกรรมพิเศษด้านการจัดการความรู้คือคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  จัดวันแลกเปลี่ยนเรียนรู้(Knowledge Sharing Day)จัดปีละ3 ครั้งคือทุกๆ4 เดือน    และวันขอความรู้จากผู้ลาจากสำหรับให้ผู้ใกล้เกษียณอายุราชการได้ถ่ายทอดความรู้บันทึกไว้ใช้งานแก่บุคลากรรุ่นหลัง   
           กิจกรรมพิเศษอาจจัดบนพื้นที่เสมือนคือในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารก็ได้  ดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
           การจัดกิจกรรมพิเศษนี้ควรมีคณะกรรมการจัดโดยเฉพาะ  โดยอาจตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ตลอดปี  หรือตั้งเป็นคณะกรรมการเฉพาะกิจ  ตามความเหมาะสม    หลักการสำคัญคือควรกระจายกรรมการให้มาจากหลากหลายหน่วยงานเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมต่อการจัดการความรู้จากหน่วยงานต่างๆ     สร้างความรู้สึกว่าการจัดการความรู้เป็นส่วนหนึ่งของงานประจำ     เป็นกิจกรรมที่ทำให้การทำงานประจำสนุกสนานขึ้น  และทำให้พนักงานได้เรียนรู้วิธีทำงานในรูปแบบใหม่ๆ  เป็นประโยชน์ต่อตัวพนักงานเอง
<p> </p>ระบบการเชื่อมโยงกับกิจกรรมจัดการความรู้ภายนอกองค์กร
           การเชื่อมโยงการจัดการความรู้ขององค์กรกับองค์กรภายนอก  ทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีเพื่อนร่วมทาง  สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน  หรือซักถามวิธีการที่เพื่อนใช้และประสบความสำเร็จ    คือเป็นช่องทางแลกเปลี่ยนวิธีเลิศ(Best Practice) ของการจัดการความรู้นั่นเอง     การเชื่อมโยงกันนี้อาจโยงกันหลวมๆไม่มีโครงสร้างหรือกลไก   โยงกันผ่านความรู้จัดคุ้นเคย    หรืออาจจัดเป็นเครือข่ายดังตัวอย่างHKM Network เป็นเครือข่ายจัดการความรู้ของโรงพยาบาลภาคเหนือตอนล่าง17 โรงUKM Networkเป็นเครือข่ายจัดการความรู้ในมหาวิทยาลัยซึ่งขณะนี้มีสมาชิก5 มหาวิทยาลัยเป็นต้น     
          ประโยชน์ของการเชื่อมโยงกิจกรรมจัดการความรู้ขององค์กรเข้ากับกิจกรรมจัดการความรู้ภายนอก  มีอย่างน้อย5ประการดังนี้
1.        เป็นช่องทางแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีดำเนินการจัดการความรู้
2.        เป็นช่องทางแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้เกี่ยวกับการทำงาน
3.        ช่วยทำให้การจัดการความรู้มีความคึกคักเอาจริงเอาจังเพราะเกรงจะน้อยหน้าหน่วยงานอื่น
4.        ลดค่าใช้จ่าย  ในกรณีจัดกิจกรรมร่วมกัน   หรือจัดการฝึกอบรมร่วมกัน
5.        ช่วยการแลกเปลี่ยนวิทยากร</strong>