อนุทิน #90329

  • เคยเกิดความรู้สึกแบบนี้ไหม

"รู้แต่พูดไม่ได้...เพราะเราเข้าใจว่าผู้ที่เราจะพูดด้วยเป็นคนลักษณะแบบไหน"

"เราสมควรจะพูด กับผู้ที่พร้อมจะฟัง"

  • บางคนดูเหมือนเปิด...แต่ไม่รับ
  • ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ ก็ปล่อยให้เป็นไป และวางเฉย 

 

เขียน:
แก้ไข:

ความเห็น (6)

สวัสดีค่ะ..คุณศิลา

  • รู้แต่พูดไม่ได้ บ้างทีพูดไม่ออกเลยค่ะ อยากบอก..อยากพูด..อยากแนะนำ..
  • ต่อมา ได้เห็นความอยากของตัวเอง (อยากพูด)  สุดท้าย..ดูอย่างเดียว..
  • และเฝ้าดู..จนมีเรื่องใหม่มากระทบ...อุเบกขา..เป็นทางออกที่เหมาะสม
  • เป็นภาวะทางความรู้สึกส่วนตัวนะค่ะ  ไม่แน่ใจว่าคุยเรื่องเดียวกันหรือเปล่า
  • คิดว่า ขำ ๆ นะค่ะ

รู้แต่พูดไม่ได้

ถามว่าเคยมีความรู้สึกเช่นนี้ไหม เคยครับ

นิ่งเฉยเสียดีกว่า เคยครับ

แต่วิถีในวันนี้แตกต่างไปจากเดิม ด้วยการพูดในสิ่งที่ให้กำลังใจ ไม่นิ่งเฉยที่จะพูดคุยกันในสถานะเพื่อนผู้ร่วมดำเนินชีวิต ท่ามกลางความนิ่งเฉยและความรู้ที่พูดไม่ได้นั้น เราได้มีการเรียนรู้ตนเองและเพื่อนผู้เป็นมิตรด้วยกัน

ยามที่เราได้สื่อสารออกไป ความจริงก็เป็นเช่นนั้น ยามที่เราไม่ละเลยความนิ่งเฉย จึงไม่มีโกรธไม่มีผิดไม่มีถูก มีแต่ความจริงที่เป็นกัลยาณมิตรร่วมกัน

ให้กำลังใจครับ สำหรับท่านเจ้าของบันทึก หนึ่งสิ่งที่เราทำได้ คือให้กำลังใจด้วยความคิด ด้วยการให้ดอกไม้ ด้วยการร่วมเดินทางกับความนึกคิดเป็นบางครั้งและบางครา

  • ขอบคุณคุณ บัวชมพู  Ico48 ที่ช่วยกรุณมาเติมเต็ม
  • เรื่องเดียวกันเสมือนมานั่งอยู่ในใจเลยทีเดียวค่ะ
  • เมื่อเห็นความอยากพูดของเรา ปากกำลังอ้า จะขยับ...สักพัก ก็ดับเอง
  • แล้วก็ปล่อยไป เหลือไว้แต่ลมหายใจเข้าออกของเรา
  • การไม่พูดอะไร บางครั้งก็เป็นการอ่อนน้อมถ่อมตนเช่นกันค่ะ
  • การพูด บางครั้ง ก็เป็นการสนองตอบกิเลสของเราที่อวดรู้ค่ะ...
  • ขออมยิ้ม แทนคำได้ไหมคะ...อยู่คนเดียว ขำแล้วเขินน่ะค่ะ
  • ขอบคุณคุณเนิ่ม ขมภูศรี Ico48 ที่นำเสนอมุมมองที่น่าสนใจค่ะ
  • บางครั้ง แนวคิดที่นำเสนอไปในอนุทินอาจจะมองไม่ได้ครอบคลุมค่ะ ซึ่งมาคิดดูว่าแนวคิดที่คุณเนิ่มกรุณาให้ความเห็นมา โดยส่วนตัว สามารถนำมาใช้ใน step ถัดไปได้ดีทีเดียวค่ะ หลังจากที่เราปฏิบัติตนจนไม่มีสภาวะอยากพูดหรือไม่อยากพูดนั้นแล้ว
  • จากนั้น เราก็ดูว่าเราจะสามารถให้กำลังใจเขาได้มากน้อยแค่ไหน...ซึ่งก็ยอมรับว่าความเมตตาระหว่างกัลยาณมิตรก็อยู่บนหลักพรหมวิหาร 4 ด้วยก็จะเป็นการดียิ่งค่ะ..สุดท้ายแล้ว เราจะค้นพบด้วยตัวเองว่าเมตตากับอุเบกขาเป็นเช่นไร
  • ขอบคุณมากนะคะสำหรับคำแนะนำดี ๆ ค่ะ

อาจารย์นพลักษณ์ ๙ Sila Phu-Chaya ครับ ;)...

ผมไม่มีหลักธรรมมาแนะนำอาจารย์ หากแนะนำไปอาจจะเหมือน "สอนเจ้าอาวาส" อิ อิ

ผมเคยเป็น และ ผมเคยพยายาม แต่เมื่อรู้อยู่แล้วว่า เขาปิด ... ทุกอย่างก็จึงต้องปิดตาม

ความหวังดีของเรา อาจจะเป็น ความหวังร้ายในสายตาเขาก็ได้

"ทุกอย่างมันตั้งอยู่ เกิดขึ้น และดับไป"

ใครก็เปลี่ยนใครไม่ได้ หากเจ้าตัวไม่เปลี่ยนเอง

ยากจัง หากศีลไม่เสมอกัน หากปัญญามีแต่ไม่ได้เลือกใช้ เหลือแต่สมาธิที่นิ่งสงบ

ปล่อยวาง ให้ไหลไปตามกาลเวลา สักวันหนึ่ง ทุกอย่างคงจะดีขึ้น

ก็เพียง "หวัง" ไว้เช่นนั้น

มันจึงเป็นเช่นนั้นเอง ตถาคต !

บางครั้งเรารู้ว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรก็ได้แต่เงีบยไว้..เคยค่ะ