อนุทิน #28225

ดูเวปไปทำงานไปจะเสร็จมั้ยเนี่ย

แวะมาเขียนธีมนิยายสักหน่อยดีกว่า ในนิยาย เจโตฯ  พี่สาวได้ขอทุนไปเรียนต่อที่อเมริกา ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกไม่ได้ไปเพราะดันไปปรึกษาแฟนเก่า แฟนเก่าก็ว่าให้เห็นกะลูก ว่าจะไม่มีใครดูแล (ความจริงไม่น่าจะไปปรึกษา ไม่เจอกันมา 10 กว่าปี 10 กว่าปีนี่ถ่านไฟเก่าก็ยังคุได้อีกเนอะ) ก็แฟนเก่าเขาอยากคบหาด้วยเขาก็ห้ามไว้โดยอ้างว่าให้เห็นแก่ลูก ว่าจะขาดแม่ไปหลายปี (ฟังดูดี) แต่เขาแนะนำอย่างนั้นก็เพราะว่า เมื่อพี่สาวไม่ได้ไปเรียนต่อก็ จึงมีโอกาสได้กลับมาคบกันอยู่พักหนึ่ง เออ พี่สาวเรานี่มีที่ปรึกษาที่ดีจริงๆ พอต่างคนต่างคบกันไปก็พบว่า อะไรๆ มันก็ไม่เหมือนเดิม ต่างคนต่างมีลูก โตๆ กันแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะมาเริ่มต้นใหม่ได้อีกแล้ว (คิดได้แบบนี้ น่ะดีมากๆ มีวุฒิภาวะ) พอมาถึงการขอทุนไปเรียนต่อในครั้งที่ 2 ก็ได้อีก แต่ก็ไม่ได้ไป เพราะสามีอยากที่จะปลูกบ้าน อ่ะ เรื่องเรียนต่อที่คิดว่าจะไปทำท่าว่าจะไม่ได้ไป พอตกลงใจปลูกบ้านหลังเล็กๆ เพื่อนข้างๆ ร้านก็แนะนำให้รู้จักนายสถาปนิก (ต่อมาก็ได้เป็นครูสอนขับรถ เอก็ขับเป็นแล้ว ยังจะหาครูสอนขับรถทำไม เป็นครูสอนถ่ายภาพ เอก็ถ่ายเป็นแล้วยังจะมีครูสอนทำไม ครูสอนวาดภาพ เอก็วาดเป็นแล้วจะหาครูสอนทำไม) การปรึกษา เรื่องไปเรียนต่อ กะนายสถาปนิกนั้น ให้เด็ก ป.1 ทายยังทายได้ถูกเลยว่า นายสถาปนิกจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย มันก็ต้องไม่เห็นด้วยกะการเรียนต่ออยู่แล้ว เพราะว่าถ้าพี่สาวไม่ไปเรียนต่อ มันก็ได้รับจ้างปลูกบ้านให้กะพี่สาว ไอ้ราคาบ้านน่ะไม่เท่าไรหรอก แต่มันคงหวังเอาชื่อเสียงของพี่สาวไปหากินมากกว่า อ๋อ หมอคนนั้นน่ะเขาก็ปลูกบ้านกะผมนะครับ (ซึ่งมันก็ไม่ผิดหรอก) แต่ชาญมองว่า เพื่อนที่ดี ก็ควรเห็นแก่ประโยชน์ของเพื่อน ไม่ใช่แนะนำเพื่อให้ได้ผลประโยชน์เข้าตน เช่นนั้น เช่นนี้ แล้วยังมีหน้ามาบอกว่า การได้ทุนคือ ทุกขลาภ (มันทุกขลาภตรงไหน) การได้ไปเรียนต่อเพื่อกลับมาจะได้มาบริหารงานที่ตนทำให้มันดียิ่งๆ ขึ้นนี่มันเป็นทุกขลาภตรงไหน  ถ้าพี่สาวไปเรียนต่อ นั่นคงจะเป็น ทุกขลาภ สำหรับนายสถาปนิก มากกว่ามั้ง  (เพราะจริงๆ แล้วลูกของพี่สาวก็เรียนโรงเรียนประจำ) มันก็ไม่มีห่วงเรื่องการเลี้ยงดูอยู่แล้ว อยู่ทางนี้ สามีก็ดูแลลูกได้ เห้อ นี่ล่ะที่ชาญห่วงพี่สาว ชาญมองว่า พี่สาวเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี คิดว่าเราเป็นคนดี คิดดีทำดี โลกนี้สวยงาม (โถ่เอ้ย) ทำอย่างกะเป็นเด็กอายุ 14 มองโลกสวยงามจังนะ  นี่อายุจะ 44-45 แล้วนะ ยังไม่รู้จักมองคน หรือมองคนไม่เป็นอีกหรืองัย

ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ที่จะขอทุน (จะได้ไปไหมเนี่ย เพี้ยงขอให้ได้ไปเถอะ) คิดมุ่งมั่นจะทำอะไรๆ แล้วก็เลิก  เหมือนกับคนที่คิดจะบวชไม่สึก แต่แล้วก็สึก ออกไปเป็นฆราวาส พอเป็นฆราวาสก็เบื่อหน่ายทางโลกแล้วก็คิดบวชกลับมาเป็นพระใหม่

บวชๆ สึกๆ 3 ครั้ง 3 หน เช่นนี้ คนโบราณท่าน  ประเทียดเสียดแทง ไว้เป็นสำนวนว่า ชายสามโบสถ์ (คนที่มีความโลเลไม่น่าคบ)

แต่เราก็ไม่ควร ดูถูกชายสามโบสถ์ เพราะในสมัยก่อน พระจิตหัตถสารีบุตร ซึ่งเป็น ชาย 7 โบสถ์ ก็ยังสำเร็จเป็นพระอหันต์ได้ พระจิตหัตถสารีบุตร เป็นเด็กที่เกิดในตระกูล ผู้หนึ่งใน พระนครสาวัตถี อยู่มาวันหนึ่งไถนาแล้วขากลับ ได้เข้าไปสู่วิหาร ได้โภชนะประณีตอร่อย มีรสสนิทจากบาตรพระเถระองค์หนึ่ง คิดว่า ถึงแม้เราจะกระทำงานต่าง ๆ ด้วยมือของตน ตลอดคืนตลอดวัน ก็ยังไม่ได้อาหารอร่อยอย่างนี้ แม้เราก็สมควรจะเป็นสมณะ ดังนี้ เขาบวชแล้วอยู่มาได้ประมาณครึ่งเดือน เมื่อไม่ใส่ใจโดยแยบคาย ตกไปในอำนาจกิเลส จึงสึกไป พอลำบากด้วยเรื่องอาหารก็มาบวชอีก เรียนพระอภิธรรม ด้วยอุบายนี้ สึก แล้วบวชถึง 6 ครั้ง ในความเป็นภิกษุครั้งที่ 7 เป็นผู้ทรงพระอภิธรรม 7 พระคัมภีร์ ได้บอกธรรมแก่ภิกษุเป็นอันมาก บำเพ็ญวิปัสสนาได้บรรลุพระอรหัตถ์แล้ว ครั้งนั้นภิกษุผู้เป็นสหายของท่าน พากันเยาะเย้ยว่า "อาวุโส จิตหัตถ์ เดี๋ยวนี้กิเลสทั้งหลายของเธอไม่เจริญเหมือนเมื่อก่อนดอกหรือ?" ท่านตอบว่า "ผู้มีอายุ ตั้งแต่บัดนี้ไป ผมไม่เหมาะเพื่อความเป็นคฤหัสถ์"  (1)

ว่าแต่ว่าจะเขียนให้ พี่สาวของชาญจะเป็น ชายกี่โบสถ์ ดีนะ? กว่าที่พี่สาวจะบรรลุ อรหันต์ (คือพ้นทุกข์+พ้นวิบากกรรม)

อ้างอิง

(1) อรรถกถา กุททาลชาดก ว่าด้วย ความชนะที่ดี. เวปไซต์ 84000 พระธรรมขันธ์ . 2003 November [cited 2008 December 3]. 5 (70) ; (0 screens). Available from: URL;  http://84000.org/tipitaka/atita100/jataka500.php?s=70

เขียน:
แก้ไข:

ความเห็น (0)