อนุทิน #112288

การอบรมที่ตึกภปร.ชั้น 18 วันนี้ ได้ดูวิดีทัศน์ของผู้ป่วยคนหนึ่ง ฉํนชื่นชมเธอมากเธอจากไปอย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่สมบรูณ์ที่สุดคนหนึ่ง จิตใจของเธอช่างงดงามเหลือเกิน  หลายคนในที่ประชุมบอกว่า กว่าเธอจะมีวันนั้น วันที่เธอทำให้หัวใจรักของคนที่เธอรู้จักและได้รู้จักเธอ ในฐานะวิทยากรผู้เชี่ยวชาญการดูแลผู้ป่วยมะเร็งด้วยกัน เธอได้แสดงพลังของคำว่าเพื่อนที่สมบรูณ์ที่สุดปรากฏออกมา...ฉํนรู้สึกถึงจิตใจที่เพียบพร้อมด้วยพรหมวิหาร 4 ของเธอนั้นสูงค่ายิ่งนัก  ยังคิดต่อไปอีกหลายอย่าง แต่จะมีสักคนไหมที่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจฉันในขณะที่วิดีทัศน์กำลังฉายไป

ดร.John มีความคิดที่ดี และถ่ายทอดออกมาจากประสบการณ์ตรงอย่างตรงไปตรงมา ฉํนรู้สึกว่าสิ่งที่ท่านพูดนั้นมันคิอความจริง และรู้สึกว่าศาสนาในโลกนี้ต่างสอนให้มนุษย์มีจิตวิญญาณของความรักที่แท้จริง

การเข้าถึงธรรมชาติจะช่วยสานพลังรักให้กับมนุษย์ได้อิ่มเอม และเบิกบาน เมื่อความเบิกบานมาเยือน สติที่กำกับอยู่จะนำพาให้เรารู้จักคำว่าวางลง และความรู้สึกสบายๆๆๆ เบาๆๆๆ โล่งๆๆ จึงเกิดขึ้น หากเมื่อเรารู้สึกเช่นนี้แล้ว จิตยังสอนให้เรารู้จักให้และดูเหมือนว่ายิ่งให้ยิ่งให้ เรายิ่งเข้าถึงมันได้เร็ว มีสิ่งหนึ่งในพรหมวิหาร 4 ที่ยากเย็นมากสำหรับฉัน....นี่ฉันไม่ได้ไปถึงไหนอย่างที่ฉันตั้งใจเลย ตราบใดที่ฉันยังอุเบกขาไม่ได้ แต่ฉํนก็รู้สึกเข้าข้างตัวเองนะว่าฉันยังมีสติที่สามารถวางมันลงได้ทันทีเมื่อความสงสารเกิดขึ้น ความเห็นใจ ความรู้สึกเวทนายังช่วยให้ฉันเดินข้ามความคิดไม่ดีได้เร็วและไม่น่ารังเกียจนัก

...........ฉันพูดว่าเมื่อฉันต้องหยิบเม็ดทรายเพียงน้อยนิดแม้มันไม่หนักแต่ก็ลำบาก และเมื่อฉันหยิบทุกวันๆๆพร้อมเพิ่มปริมาณเม็ดทรายขึ้นทุกวันๆๆและนำเม็ดทรายนั้นก้าวเดินไปกยังจุดหมายเพื่ออะไรสักอย่าง ...หนทางที่ยาวไกล และเม็ดทรายที่มากขึ้นๆ แต่ฉันก็จะทำได้ไม่ยาก จากเม็ดทรายเม็ดเดียวที่หยิบขึ้นมาเล่น จนกลายเป็นเม็ดทรายบุ้งกี๋ใหญ่

..เมื่อมองย้อนไป ฉันไม่รู้สึกว่ามันหนักขึ้นเพราะแขนทั้งสองของฉันก็ได้รับการเอาใจใส่ดฤแลให้แข็งแรงจากการเพิ่มปริมาณเม็ดทรายเพื่อไปยังจุดหมายเดิมนั้น ฉันกลับได้ความเข้มแข็งคืนมา กล้ามเนื้อและความแข็งแรง และทุกวันฉันก็ยังทำเช่นนั้นจนสามารถทำสิ่งที่ฉันตั้งใจไว้ได้สำเร็จ มันมหัศจรรย์มิใช่หรือที่เราสามารถก้าวผ่านความจำเจ ๆๆๆเช่นนั้นมาได้ จนถึงเป้าหมายด้วยวิธีการเดิม แต่เพิ่มน้ำหนักคือความยากจนเรามองเห็นทาง และเรากลับไม่รู้สึกว่ามันหนัก ฉันยังคงรับรู้ว่าน้ำหนักของเม็ดทราย 1 ปุ้งกี๋นั้นไม่แตกต่างกับเม็ดทรายเพียงเม็ดเดียว...หลังจากฉันได้ผ่านการบแกหามมันผ่านไปยังเป้าหมายแล้ว มันเกิดขึ้นได้อย่างไร

.............ในวิดีทัศน์มีคนที่ฉันคิดว่ารู้จักเขาเพียงฝ่ายเดียวอยู่สามท่าน ฉันได้เคยอ่าน และติดตามงานเขียนของทั้งสามท่านนี้จากบันทึกในg2k ฉันรู้สึกว่าความศรัทธาที่มีต่อคนทั้งสามท่านที่ปรากฏในเรื่องราววันนี้ทำให้ฉันมั่นใจจิตใจของผู้ให้อันยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงของเขาทั้งสาม และฉันรับรู้ว่าศรัทธาที่ฉํนมีนั้นมันแรงกล้ามากพอที่จะช่วยส่งให้ฉันได้เรียนรู้ต่อไปและเพื่อประโยชน์บนเส้นทางบุญสายนี้มากยิ่งขึ้น

ฉันตัดสินใจแจ้งความประสงค์เข้าร่วมเป็นเครือข่าย โดยไม่ต้องคิดและไม่ต้องแจ้งขอความคิดเห็นจากใคร  และยังได้ขอให้วิทยากร  ไปเป็นพี่เลี้ยงในการจัดระบบงานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายของศูนย์ส่งเสริมมิตรภาพบำบัดที่ฉันทำหน้าที่เป็นประธานฝ่ายจิตอาสา ตลกจัง แม้แต่งานอาสายังมีตำแหน่งสมมติที่เขามอบให้.....งานจิตอาสามิตรภาพบำบัด ฉันเองก็อยากทำงานแบบนี้

พระ3 รูปมาร่วมอบรมด้วย ทราบว่าท่านมาจากวัดที่อยู่ใกล้หัวลำโพง พระรูปหนึ่งได้เมตตาร่วมวงสุนทรียสนทนากับกลุ่มฉัน และวิทยากรให้เราพูดเรื่อ่งคำพูดที่อยากได้ยิน และคำพูดที่ไม่อยากได้ยิน พร้อมให้เหตุผล และอีกเรื่องสิ่งที่ฟังจากเพื่อนนั้นให้ข้อคิดอะไร และชมวิดีทัศน์แล้วคิดอะไร ให้แลกเปลี่ยนกัน

มุมที่ฉันถามพระอาจารย์ในกลุ่มคือฉันไม่เข้าใจว่าทำไมร่างกายของฉันจึงสามารถผลิตน้ำตาได้เร็วมากเกินไป และทุกครั้งฉันมักใจอ่อนจนน้ำตาไหลเมื่อรู้สึกยินดี หรือแม้รู้สึกสงสารผู้อื่น ฉันไม่อยากเป็นเช่นนี้เลย และในขณะที่ฉันต้องอยู่ในสภาวะของจิตใจที่อ่อนแอเช่นนี้ ฉันก็ยังทำงานได้ ฉันอยากหยุดตัวเอง เพื่อจะได้ไม่มีใครเห็นความรู้สึกของฉัน พระท่านเมตาสอนว่าให้ทำความรู้สึกก่อนว่าหน้าที่ เรากำลังทำหน้าที่ให้ตระหนักในบทบาท และหน้าที่  แล้วท่านก็ยกคำว่าหน้าที่ตามที่พระพุทธองค์สอนไว้ เมื่อเราทุกคนทำตามหน้าที่ ความคิดอื่นๆไม่ว่าจะเกิดเวทนา หรืออะไรก็ตามแต่ มันจะค่อยๆหายไป หากจะต้องเข้าไปอยู่ในสถานการณ์คับขันของการเปลี่ยนแปลงโลกส่วนตัวของใครหรือแม้แต่ตัวเอง ฉันต้องฝึกเตือนสติ ระลึกรู้ว่า ฉันกำลังทำหน้าที่ และหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง เอาใจไปจดจ่ออยู่กับคำว่าหน้าที่ และระลึกรู้บทบาทของตนเอง ประคับประคองจิตให้อยู่ในบทบาทหน้าที่ ที่ได้รับ ฉันจะพยายามทำ วิทยากรอีกท่านมาจากรพ.ศรีนครินทร์ ท่านบอกว่าเมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับสภาวะนั้น เราไม่อาจหลีกเลี่ยงภาพต่างๆที่เกิดขึ้นได้ มันอาจติดตาติดใจเราไปนาน และเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน และหรือขจัดออกไป ตรงนี้ฉันเข้าใจเพียงตื้นๆเพราะฉันเองก็ไม่อาจลืมภาพใบหน้าของผู้ป่วยที่กำลังจากไป และฉันไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าฉันจะทำอย่างไร สิ่งที่ฉันรู้และเข้าถึงมันมีเพียงความปรารถนาให้เขาและญาติๆพ้นทุกข์ในเร็วที่สุดและมีสติกลับมาทำภารกิจจัดการสิ่งต่างๆได้อย่างเข้าใจ และโอ๊ะ......มันยากจริงหนอ

เขียน:
แก้ไข:

ความเห็น (0)