อนุทิน #112013

เบาหวานในรพ น่าจะได้แถลงการณ์เรื่อง clinical pratice guideline ของรพ.มาแชร์กันระหว่างผู้เกี่ยวข้องกับการรักษา และผู้ป่วยก็น่าจะได้รับทราบแนวทางนี้ด้วย เพื่อว่าผู้ป่วยเองจะได้รู้ได้เข้าใจได้พิจารณาว่าตัวเองควร หรือมีขั้นตอนของตัวเองอย่างไรที่จะดูแลสุขภาพของตัวเองให้เกิดผลดีแบบคู่ขนาน ให้ผู้ป่วยได้เขียนบันทึกการทำ 3 อ. ของตัวเองเป็นรายวันอย่างไรบ้าง มีปัญหาอุปสรคคใดบ้างหรือมีความดีงามอะไรเกิดขึ้นมบ้างในระหว่างปฏิบัติ รวมทั้งการทดสอบน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง ติดต่อกัน 3 วัน หลังและก่อนอาหาร และก่อนนอน เพราะ การปฏิบัติตอตนเองเยี่ยงนี้จะทำให้เกิดความเข้าใจตนเอง และจับได้มั่นว่าความผิดพลาดของการดูแลสุขภาพตนเองนั้นมันอยู่ตรงจุดไหนกันแน่ แล้วค่อยมาคุยหาหนทางว่าจะทำอย่างไรให้ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยไม่ใช้ไม่ใช้เอาดีที่สุดสำหรับผู้ทำงาน หรือผู้ให้การรักษา เพราะถ้าผู้ป่วยสามารถเข้าถึงสาเหตุอุบัติการณ์แล้วจะมีความมุ่งมั่นเพื่อการแก้ไขได้ดีกว่าคำพูดเมื่อออกจากห้องที่จนท.ให้ความรู้ว่า แล้วพากันบ่นไม่รู้ให้มานั่งฟังอะไร ไม่เห็นรู้เรื่องเลย ใช้ภาษาอะไรพูดกันสอนกันไม่เข้าใจ กลับไปกินยาดีกว่า ง่ายกว่า ...นี่เป็นความล้มเหลวของหน่วยงานที่พยายามทำโดยไม่ฟังเสียงผู้ป่วย และไม่เข้าใจกระบวนการให้ความรู้ อีกทั้งยังไม่เข้าใจจิตวิทยาผู้ป่วยตามอายุด้วย จึงเพียงหวังประโยชน์เพื่องานเท่านั้น ..

การวิเคราะห์ผู้ป่วยเบาหวานเรื้อรังใช้ว่าจะวิเคราะห์กันตามหลักการแพทย์ก็พอแล้วนั้น ฉันไม่เห็นด้วยเลย ผู้ให้ความรู้หากเป็นผู้เรียนมาสูงและอัตตาตัวตนมันเจริญมากไป ก็ใช่ว่าจะทำงานดูแลผู้ป่วยเบาหวานได้ผลดีที่ไหน เว้นแต่การแต่งตัวเลข และปลูกผักชีกัน น่าเสียดายการทำงานก็ไม่มีการตรวจสอบผลการจัดแต่ละครั้ง ประเมิน ติดตามไปเลย ถ้าไม่ดีจริงไม่แก้ไข ก็ไม่ต้องมาใช้งบหลวง หรือประเมินว่าผู้ป่วยได้รับผลดีจริง

การทบทวนระบบการสังเคราะห์กระบวนการทำงานของหน่วยงานน่าจะเป็นประโยชน์ และนำมาใช้ในการวางแผนจัดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ป่วย มากกว่าคิดว่าว่าน่าจะให้ไอ้นั่นผู้ป่วย ให้ไอ้นี่ปผู้ป่วย ดังนั้นกระบวนการรวยบรวมข้อมูลพื้นฐานก็ใช่ว่าจะนั่งมองแต่ตัวเลขหน้าจอคอมพิวเตอร์ และรายงานประจำปีว่าขณะนี้มีผู้ป่วยเบาหวานเข้ามารับบริการแล้วกี่คน จ่ายยาบ้าบออะไรต่ออะไรไปแล้วกี่ร้อยกี่หมื่นกี่เปอร์เซ็นต์ อินซูลินต้องเบิกเท่านั้นเท่านี้กี่เปอร์เว็นต์ เบิกเยอะแล้วเป็นไง นี่ไม่ใช้ความล้มเหลวหรือ มันต้องเบิกน้อยไอ้ยากินแล้วตับไตแย่นี่ เบิกให้ผู้ป่วยน้อยๆแล้วไปใช้งบสร้างความตระหนัก ให้ผู้ป่วยเห็นคุณค่าในตนเอง เห็นและเข้าสใจว่านี่ปัญหาของตัวเธอนะ ไม่ใช่ของรัฐ เธอกินไม่เลือก ไม่ออกกำลังกาย ไม่เข้าใจ ขาดความรู้ก็ไปหาเรียนเอาเองบ้าง ให้ได้ตระหนักในการให้ และละอายใจที่ไม่ดูแลสุขภาพตนเอง อย่างนี้มันน่าจะดีกว่าทั้งครอบครัวเลย ไม่ใช่เบิกยา เบิกอินซูลิน เบิก..ยอดสูง ดีกว่า.ใช่ไหมเธอ บางคนก็ติดว่าไอ้คนพูดนะมันไม่ใช่หมอไม่ใช่เภสัช มันจะมารู้ดีกว่าได้อย่างไร นี่ก็พูดคนละประเด็นแล้วทูนหัว ประเด็นที่พูดนี่พูดในเรื่อง WHy How to change และprocessแบบบ้านๆแบบวิถีไทย แบบชีวิตประจำวันที่มันเป็นนี่จะปรับอย่างไร แก้อย่างไร แก้ได้แล้วที่ว่าวันนี้มาตามนัดน้ำตาลลงกี่เท่าไหร่ ตั้งเป้าครั้งต่อไปลดเท่าไหร่ พอเลิกกินยามันก็เท่าเดิม และแย่กว่าเดิมทุกที แล้วภาพความไม่สำเร็จก็สะท้อนออกมาทางโรคหัวใจ ความดัน โรคไต ตีน ตามากขึ้นๆทุกปี หรือโรคมันไม่ลิงค์กัน

มันน่าจะมองนอกกรอบได้แล้ว วิธีการจัดการที่พากันทำออกมาโดยไม่มองปัญหาที่แท้จริงของผู้ป่วยก็จะแก้ได้แค่น้ำตาลในเลือดผู้ป่วยอย฿ในระดับพึงพอใจ แต่คุณภาพจิตใจคุณไม่มีโอกาสรู้เลย ตราบใดที่ยังทำงานเพียงนับเม็ดยาว่าจะต้องออเด้อเท่าไหร่ เครื่องเจาะอีกเท่าไร ค่าจัดอบรมอีกเท่าไร .. ตั้งต้นใหม่เถิดที่รักทั้งหลาย เปิดใจผู้ป่วย ให้เขาตระหนักรู้ในตนเอง ทำไหม ไม่ทำ ไม่เชื่อว่าทำแล้วจะดีขึ้น ก็ยังไม่เคยทำเลย ไม่ทดทองแล้วจะรู้หรือว่าผู้ป่วยทำได้หรือไม่ ได้แต่พูดว่าขนาดกินยายังเอาไม่อยู่ บ๊ะ ก็ติดที่ความคิดแคบๆๆนี่แหละ ผู้ป่วยเบาหวานมันจึงล้นเมือง สภาพปัญหานะมันไม่ต่างกันมันต่างกันที่ดีกรีความมากน้อย และพฤติกรรมผู้ป่วย หากได้รับการแนะแนวที่ถูกต้อง การให้สุขศึกษาที่ถูกวิธี การเอาใจใส่ความห่วงใยที่จริงใจแท้จริง การรับฟังเสียงผู้ป่วย และที่สำคัญเปิดใจตัวเองให้กว้างและสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนอย่างบริสุทธิ์ใจ ก็เท่านี้ แหละ เสร็จแล้วจะรักษาจะดูแลกันอย่างไรก็มีข้อมูลช่วยแล้วในมือก็ทำไป ทำไปแก้ไขไปไม่นานก็เกิดระบบที่ดี ดีไม่ดีใครที่เพิ่งเจอเบาหวานเห็นเข้าจะได้ชักเท้าออกไปก่อนสะกัดไม่ให้มันเป็น มีดาบแต่ไม่ใช้ดาบไปใช้ฆ้อนทุบๆๆๆจนน่วมจนหนีหมด ก็ยังจะเชื่อว่าใช้ฆ้อนแล้วดี

เขียน:
แก้ไข:

ความเห็น (1)

ชอบการเปรียบเทียบประโยคสุดท้ายของพี่ Blankมากเลยค่ะ เห็นภาพจริงๆ