ไม่คาดคิดว่าผมกำลังจะอำลากระทรวงการพัฒนาสังคมฯไปพร้อมกับความรู้สึกเศร้าและเสียใจ แทรกอยู่ในความรู้สึกดีๆ
อีกประมาณ 1 เดือน คงเป็นเวลาที่ผมจะต้องอำลากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะรัฐมนตรีว่าการ ที่ได้ทำหน้าที่มาปีเศษ
ผมมีความรู้สึกดีๆสะสมอยู่เป็นอันมากเกี่ยวกับการทำงานกับกระทรวง พม.
แต่ที่ไม่เคยคาดคิด คือ เมื่อวันอำลามาถึงผมจะมีความรู้สึกเศร้าและเสียใจ แทรกอยู่ด้วยในความรู้สึกดีๆเหล่านั้น
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีฐานมาจาก “กรมประชาสงเคราะห์” ซึ่งเคยสังกัดกระทรวงมหาดไทย ก่อนย้ายมาสังกัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม จนในที่สุดเปลี่ยนชื่อเป็น “กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ” สังกัดกระทรวง พม.
ผมรู้จักและคุ้นเคยกับ “กรมประชาสงเคราะห์” ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2529 รู้จักคุ้นเคยกับอธิบดีของกรมนี้เป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ คุณหญิงสมศรี กันธมาลา คุณไสว พราหมณี เป็นต้น และยังรู้จักคุ้นเคยกับข้าราชการอีกหลายคน
ได้ช่วยงานและร่วมงานกับกรมนี้มาเป็นอันมากและตลอดมา จนกระทั่ง “กรมประชาสงเคราะห์” เปลี่ยนชื่อและมาเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวง พม. ผมก็ยังตามมาช่วยงานต่อ
สำหรับกระทรวง พม. ในฐานะเป็นกระทรวงใหม่นั้น ผมเกี่ยวข้องตั้งแต่การตั้งชื่อกระทรวงและการกำหนดวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ ฯลฯ ในช่วงการพิจารณาจัดตั้งและต่อมาถึงระยะแรกหลังการจัดตั้ง
เมื่อกระทรวงฯดำเนินงานเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว ผมก็ได้ช่วยงานและร่วมงานกับกระทรวงฯมากขึ้นและอย่างใกล้ชิด
ผมจึงรู้สึกเหมือนเป็น “ญาติสนิท” หรือ “เพื่อนสนิท” ของกระทรวงฯมาเป็นเวลานาน
เมื่อพลเอกสุรยุทธ์มาทาบทามให้ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ในรัฐบาลของท่าน (เดือนตุลาคม 2549) ผมจึงรับเป็นรัฐมนตรีโดยไม่รู้สึกลำบากใจเท่าใด เนื่องจากรู้สึกคุ้นเคยกับกระทรวงนี้ดี
หลังจากที่ผมเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรี พม. แล้ว ผมเห็นว่างานของกระทรวงฯเดินหน้าไปได้ดีและเร็ว ทั้งนี้โดยความร่วมแรงร่วมใจพากเพียรพยายามของผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานของกระทรวงฯ ซึ่งผมชื่นชมและขอบคุณมาตลอด
ผู้บริหารตั้งแต่ปลัดกระทรวง อธิบดีหรือเทียบเท่า และคนอื่นๆ ล้วนมีความสามารถและความตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน
เราทำงานอย่างเป็นทีม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ร่วมมือสนับสนุนกันด้วยความเป็นมิตรไมตรีต่อกัน ทำให้งานของกระทรวงฯลุล่วงก้าวหน้าไปด้วยดี เป็นที่พอใจของผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย
โดยเฉพาะปลัดกระทรวง ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของข้าราชการประจำ มีประสบการณ์และความสามารถสูง ผมให้ความชื่นชม ให้ความนับถือ และให้การสนับสนุนมาตลอด เช่น แต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงฯ มอบอำนาจในการสั่งการและดำเนินงานของกระทรวงฯอย่างเต็มที่ ให้ความไว้วางใจในการช่วยแก้ปัญหาและจัดการงานยากๆหลายเรื่อง เป็นต้น
ส่วนอธิบดีและผู้บริหารอื่นๆ ผมก็ชื่นชมในความสามารถและความตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ จึงให้ความไว้วางใจและให้การสนับสนุนในทางต่างๆมาโดยตลอดเช่นกัน
มีคำกล่าวหา มีบัตรสนเท่ห์ร้องเรียน เกี่ยวกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ อยู่เป็นระยะๆตั้งแต่ในช่วงแรกที่ผมเข้ารับตำแหน่ง แต่ในเมื่อไม่ปรากฏชื่อผู้ร้องเรียน และไม่มีเหตุหลักฐานชัดเจนพอที่จะทำให้คำร้องเรียนมีน้ำหนัก ผมจึงไม่ได้ลงมือทำอะไร เพียงแต่เก็บเรื่องไว้เฉยๆ
จนกระทั่งคำกล่าวหาร้องเรียนสะสมบานปลายปรากฏในสื่อมวลชนจำนวนมาก (เมื่อเดือน ต.ค. 50) ผมและรมช. (พลเดช) จึงต้องตัดสินใจเสนอท่านนายกฯให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยพยายามสรรหาประธานและกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่เชื่อว่าได้รับการยอมรับสูงในความเที่ยงธรรมและความสามารถ
คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้ทำหน้าที่อย่างแข็งขัน สามารถสรุปผลการสอบข้อเท็จจริงเสนอท่านนายกฯได้ในเดือนธันวาคม 2550
ผลของการสอบข้อเท็จจริงแสดงว่า ข้อร้องเรียนต่างๆต่อผู้บริหารระดับสูงนั้น มีมูลเหตุอยู่จริง ซึ่งจะต้องมีการดำเนินการต่อไปอีก และจะเป็นการสมควรหากจะย้ายผู้บริหารระดับสูงออกจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ไปดำรงตำแหน่งอีกตำแหน่งหนึ่ง
นี่คือที่มาของการที่ได้มีคำสั่งย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง พม. ดังเป็นที่ทราบกัน
ผมและรมช.พลเดช ได้ไตร่ตรองพร้อมทั้งปรึกษากับท่านนายกฯด้วยแล้ว เห็นว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด คือ ดีต่อประโยชน์ส่วนรวม อันได้แก่ ประโยชน์ของกระทรวง พม. ประโยชน์ของข้าราชการ พม.โดยรวม และประโยชน์ของสังคมและประชาชน
ไม่มีประโยชน์ของผม หรือของ รมช.พลเดช หรือของท่านนายกฯเข้ามาเกี่ยวข้องแต่ประการใด
พวกเราทั้งหมดที่มาเป็นรัฐบาล กำลังจะลาจากในเวลาอีกประมาณ 1 เดือนเท่านั้น เรามิได้ต้องการอำนาจต้องการประโยชน์ หรือต้องการอิทธิพลใดๆ เราขอเพียงที่จะอำลาจากกันด้วยความรักและความเป็นมิตรไมตรีต่อกันก็พอใจแล้ว
แต่ดูเหมือนว่า กรณีของผมและรมช.พลเดช กับกระทรวง พม. และข้าราชการกระทรวง พม. ทำท่าจะไม่เป็นดังที่ผมคาดหวังเสียแล้ว จากการที่มีข่าวลงในสื่อมวลชนว่า ผู้บริหารและข้าราชการจำนวนหนึ่ง ได้ทำหนังสือร้องเรียนท่านนายกฯ กล่าวหาผมกับ รมช.พลเดช ว่าปฏิบัติไม่เหมาะสมและทำความเสียหายให้กับกระทรวงฯและข้าราชการของกระทรวงฯนานาประการ
แม้ผมจะมีสติและปัญญาพอที่จะไม่หวั่นไหวกับข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าและเสียใจ
เหมือนพ่อแม่ที่รักลูก พยายามทำเพื่อลูกและเพื่อครอบครัวมาตลอด แล้วมาได้รับคำกล่าวหาจากลูกว่า พ่อแม่ เป็นผู้ทำร้ายลูก ทำร้ายครอบครัว
อดไม่ได้หรอกครับที่จะรู้สึกเศร้าและเสียใจไม่มากก็น้อย
สวัสดีครับ
ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม
เรียนท่านอาจารย์ฯ ที่เคารพ
ด้วยความเคารพ
ธนู
08-01-2551
http://matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01p0116060151&day=2008-01-06§ionid=0101
ผมขอต่ออีกหน่อยครับ เพราะสนใจเป็นพิเศษอีกว่า มาจนถึงวันนี้พลเอกพงษ์เทพและนายปรีชา ได้รับหนังสือหรือไม่ และหนังสือเป็นข้อความว่าอย่างไร เพราะอาจารย์ไม่ได้พูดถึง บอกแต่ไม่สบายใจ
ขอเรียนให้อาจารย์ทราบว่า การสื่อสารทางเดียวนั้น แม้มีอำนาจก็ดูกระไร ที่มีนักข่าวเอาสำเนาที่มีไปยัง นสพ.มติชน มาถามเลยกลายเป็นว่า สำเนานั้นมามีความชอบธรรมไปจนได้ ก็เลยกลายข่าวใหญ่ที่สนใจทั่วกัน แต่ผิดเวลาครับ เราเสียใจต่อกรณีสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ สิ้นพระชนม์ ผมเองยิ่งเป็นกังวลจนต้องเขียนข้อความห่วงใย ครับhttp://gotoknow.org/blog/varity/157639
เรียน อาจารย์ไพบูลย์
ติดตามข่าวด้วยความไม่สบายใจเช่นกันค่ะ แต่ก็รู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องผิดปกติของสังคมนี้ ที่ผู้คนไม่รู้จักคำว่า "สำนึกผิด" หรือ "ขอโทษ" แต่มักจะลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง ทำ"ถูก" ให้กลายเป็น "ผิด" และทำ "ผิด" ให้กลายเป็น "ถูก" ได้ทุกเมื่อ
ขอให้อาจารย์สุขภาพแข็งแรง เป็นกำลังใจให้อาจารย์ เพื่อเดินตามรอยอาจารย์ป๋วยต่อไปค่ะ
ขอแสดงความนับถือ
ขอเป็นกำลังใจให้กับอาจารย์
ขอให้อาจารย์อย่าหวั่นไหวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ขอเป็นกำลังใจ เพราะทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้วเพื่อส่วนรวมอย่างน้อยก็ฉุดรั้งผู้บริหารระดับสูงในฐานะผู้นำองค์กรเพราะเบื่อมากกับการประพฤติสอพอ ขอเรียนมาพฤติกรรมล่ารายชื่อเป็นดังนี้
1.การให้เขียนชื่อที่โรงอาหาร และสถานที่ทั่วไป โดยมีกลุ่มคนมายื่นกระดาษ โดยบอกว่าขอชื่อหน่อย โดยเป็นกระดาษที่มีการเซ็นชื่อต่อๆมา และอ่านหัวกระดาษเขียนว่า ขอความเป็นธรรมให้ท่าน ป. ขอเรียนมาทุกคนก็ต้องเซ็นเพราะเกรงใจคนที่เอามาให้เซ็น หากไม่เซ็นก็อาจหาว่าเราเกลียดท่าน ป. อาจไปฟ้องกับลูกน้องของท่าน ป. ที่เป็นหัวหน้าหน่วยงานที่มีมากมาย ทุกคนอยู่ในภาวะจำยอม ปฎิเสธไม่ได้
2. หน้าห้อง รอง อธิบดี พส. , ผอ.ส่วนกลางที่คุมหน่วยงานโทรไปขอให้หัวหน้าหน่วยงานต่างๆให้ล่ารายชื่อลูกน้องมา เป็นที่แน่นอนว่าทุกหน่วยงานต้องทำ หากไม่ทำจะมีผลกับหน้าที่การงานของตนและหน่วยงานได้ และที่สำคัญต้องการหยุดการตรวจสอบของท่านอาจารย์ ซึ่งส่งผลกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลกลุ่มนี้
… ขอเรียนมามีการคุกคามในสำนักงานโดยอาศัยอำนาจของผู้บังคับบัญชา หากนำรายชื่อนี้ไปใช้เป็นเอกสารแนบร้องเรียนอื่นๆขอเรียนว่ามันคนละประเด็นกัน และที่สำคัญควรมีการตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย เพื่อไม่ให้เป็นบรรทัดฐานการหยุดยั้งการตรวจสอบต่างๆ เพราะการกระทำแบบนี้เป็นพวกสิบแปดมงกุฎ หลอกลวง สุดท้ายขอเป็นกำลังใจ อย่าหวั่นไหวกับกระบวนการของหมู่โจร เพื่อต้องการสืบทอดอำนาจ สิ่งที่ท่านทำเป็นคุณประโยชน์ต่อสังคมภาพรวมอยู่แล้ว และให้หยุดได้แล้วกับการสอพอเจ้านาย หาผู้หญิงให้นาย ยอมเป็นนางบำเรอ เพื่อหน้าที่การงาน เงินทอง มีอำนาจสามารถข่มเพื่อนร่วมงานได้
อ่านบันทึกฉบับนี้แล้วเครียดมากๆครับ
เกิดอะไรขึ้นในประเทศไทยอีกแล้วครับนี่ หรือเกิดมานานแล้วแก้ไขไม่ได้ หรือแก้แล้วแต่กลับมาใหม่ หรืออีกมากมายความคิดที่ยิ่งคิดก็ยิ่งหนักใจครับ
กระผมขอกราบขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ข้อความที่เป็นจริงที่อาจกระทบกระเทือนต่อสวัสดิภาพของตนแต่มีประโยชน์ต่อส่วนรวม
ขอเป็นกำลังใจให้ท่าน
ครับ
หากได้มั่นใจว่าตนเองทำถูกต้องและยุติธรรมอย่างแท้จริงแล้ว
ก็ไม่ควรต้องมีความรู้สึกเศร้าและเสียใจ
แต่หากกระบวนการไม่โปร่งใส มีอคติ ไม่แยกแยะ
ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่ผลกรรมจะส่งผลต่อคนที่กระทำสิ่งนั้นลงไป
พวกเราต่างหากที่รู้สึกเศร้าเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ข่าวลือหรือบัตรสนเทห์ที่ส่งมาทำร้ายคน
อันเกิดด้วยจิตที่ไม่เป็นกุศล ขุ่นมัวด้วยความอิจฉาริษยา
ถึงไม่กล้าเปิดเผยตัว พวกเราก็ไม่หวั่นไหวหรือบ้าจี้เชื่อตามโดยไม่ไต่ถามตรวจสอบเสียให้ดีก่อน
เมื่อมีการตรวจสอบ เราก็ไม่หวั่นไหว ด้วยเราเชื่อมั่นว่า
กระบวนการตรวจสอบจะโปร่งใสและเป็นธรรม
สมคำอ้างในความเป็นคนดี มีศีลธรรมอันสูงส่งของคนสั่ง
เราเชื่อมั่นว่า อย่างไรเสียคนทำความดี รับใช้พระเจ้าอยู่หัวมาโดยตลอด พระย่อมคุ้มครอง
แต่ตอนนี้ กลับเกิดความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น
ความระส่ำระสายแตกแยกเกิดขึ้นในองค์กรนี้
ผลการตรวจสอบก็ขัดแย้ง เดี๋ยวตอนแรกออกข่าวว่าไม่มีมูล
ตอนหลังกลับมามีมูล มันคืออะไรกันแน่
เมื่อไม่มีความชัดเจน โปร่งใส ก็เป็นที่แน่นอนว่า
ย่อมต้องเกิดกระแสความไม่พอใจเกิดขึ้น
และกระแสนี้ คงต้องเรียนว่า ไม่อาจเกิดขึ้นได้ถ้าท่าน
ได้กระทำต่อคนไม่ดี
เรียน คุณคนความเห็นที่แล้วด้วยว่า
ไม่มีใครสามารถบังคับจับมือใครเซ็นต์ได้หรอกในยุคนี้
หากท่านไม่เกิดความยินยอมพร้อมใจ
และหากหนังสือร้องเรียนจะนำเภทภัยต่อตัวเองแล้ว
คงไม่มีใครกล้าทำ หากรู้ว่าตนเองจะต้องเดือดร้อนในภายหลัง
หากแน่จริง กรุณานำคนที่เขียนบัตรสนเท่ห์มาบอกสิว่าเป็นใคร
จะได้บอกว่าคนๆ นั้นมีพฤติกรรมเป็นมาอย่างไร
กรุณาอย่าฟังความข้างเดียว
และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งหากจะกล่าวอ้างว่าเซ็นต์ไปด้วยความเกรงใจ หรือกลัวว่าจะถูกฟ้อง เพราะนั่นก็เท่ากับว่า
ท่านไม่บริสุทธิ์ใจที่จะยืนยันหลักการของท่าน
ท่านทำงานบนพื้นฐานของการเห็แก่พวกพ้อง ตกอยู่ใต้อิทธิพลระบบอุปถัมภ์
ท่านมาทำงานในกระทรวงไม่ได้หรอก
หรือหากท่านทำอยู่ ก็ขอให้ลาออกไปซะ
คนอย่างท่านมีแต่จะทำให้กระทรวงตกต่ำลง
ขอยืนยันว่า เราทำทุกอย่างอย่างมีสติรู้ผิดชอบชั่วดี
ไม่มีใครมาจูงจมูกของเราได้
ระบบสอพลอมีหรือไม่ อ่านในบล๊อคนี้ ก็พอเห็นได้ว่ามันเป็นอย่างไร
และขอยืนยัน ไม่มีลูกคนไหนที่จะทำร้ายพ่อแม่ได้หรอก
หากรับรู้ว่า พ่อแม่นั้นมีความห่วงใยรักใคร่ตนอย่างแท้จริง
หากท่านมั่นใจว่าตนเองเป็นคนดี ทำความดีอย่างแท้จริง
ก็ไม่เห็นความจำเป็นจะต้องมาเศร้าโศกเสียใจทำไม
กลับอยากเห็นท่านใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ
ท่านก็เหนื่อยมามากแล้ว แต่อย่าให้เรานึกถึงท่านในแง่ลบเลย
เคยเคารพนับถือท่านมาก แต่ตอนนี้ เสียใจที่ต้องบอกว่า
ภาพในอดีตของท่านมันลางเลือนจริงๆ
เรียน ท่านรองนายก ที่เคารพค่ะ
ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับคนดีของแผ่นดินแบบท่านคะ และอยากเรียนว่าอย่าเสียเวลา อย่าไหวหวั่นหรือเสียใจกับการกระทำของกลุ่มคนที่เห็นผิดเป็นชอบเห็นกงจักรเป็นดอกบัวไปเลยคะ
ตลอดเวลา๑ปีที่ท่านดูแลกระทรวงนี้มาท่านสร้างความก้าวหน้าและทำประโยชน์อย่างมากมายให้กับกระทรวงนี้มากมาย โดยผู้คนในสังคมได้รับรู้มาโดยตลอด และสิ่งที่ท่านทำนั้นถือว่าเป็นคุณูประการกับเด็กเยาวชนและประเทศชาติอย่างยิ่ง
ในทางตรงกันข้ามบรรดาพวกข้าราชการแย่ๆที่คอยหาเรื่องท่าน หากตรวจสอบพฤติกรรมกันจริงๆคงหนีไม่พ้นพวกทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม หายใจลดทิ้งไปวันๆ มองความเป็นปัจเจกมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ แม้กระทั่งคนพาลคนผิดกับแผ่นดินและประเทศชาติก็ยังดูไม่ออก กลับไปเข้าพรรคเข้าพวก
ชื่อกระทรวงดูเหมือนว่าจะเป็นกระทรวงที่ทำหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่..ตั้งมาหลายปีแล้วทำไมสังคมถึงไม่พัฒนา ผู้คนกลับมีแต่ปัญหาจนน่ากลัว เพียงแค่เด็กขายพวงมาลัย และปัญหาค้าเนื้อสด ค้าแรงงานเด็ก แค่นี้ยังแก้ไขไม่ได้เลย คำตอบก็คือ ข้าราชการไม่เอาถ่าน เอาแต่คอรัปชั่น และมีกิ๊ก
ท่านไพบูลย์อย่าไปสนใจเลย เอาไว้ให้นักการเมืองเขี้ยวรากดินมาปราบจะดีกว่ามั๊ย
พวกเราชาวพม.ส่วนหนึ่งที่อยู่ในชนบทที่ทำงานกับชาวบ้านไม่เคยเดินทางไปกระทรวงเพราะเราเป็นแค่ชั้นผู้น้อยผู้ปฏิบัติงานในท้องถิ่นแต่ก็ทราบข่าวของกระทรวงมาตลอด ขอเรียนท่านไพบูลย์ว่าเราภูมิใจ ยุกที่ท่านนำพาองค์กรของเราอยู่ในสังคมได้อย่างมีเกียรติ คุณความดีของท่านจะยังคงอยู่ตลอดไป
ขอให้กำลังใจ
ขอท่านอย่าเหมารวม คนดีในกระทรวงนี้ที่ดีและตั้งใจทำงานยังมีอีกมากครับขออย่าเหมารวมครับ
ขอบคุณครับ
เราเป็นข้าราชการ แต่ไม่เคยเช้าชามเย็นชาม
กว่าจะได้กินข้าวสักชามก็สาย บ่ายแก่แล้ว
อย่ามาว่าข้าราชการอย่างนี้นะดูหมิ่นกันชัด ๆ
แต่ก่อนตอนอยู่ห่าง คุณไพบูลย์ก็ศรัทธาอยู่หรอก
แต่พอมาเป็น รมว.พม. ไม่ได้เรื่อง ความศรัทธาก็หมดไปด้วยยิ่งมาได้คู่ดูโอ้คุณพลเดช วงแตกเลย เพราะเอาดีเข้าตัวแท้ เชียว
อะไรนะที่ทำให้กระทรวงก้าวหน้า โถ โถ โถ นามธรรมลอยไปลอยมา ไม่เชื่อก็ลองมาทำงานกับคู่ดูโอ้คู่นี้ดูดิ
อย่าข่มขู่กันอีกเลย เหตุที่เกิดขึ้นเพราะท่านผู้ใหญ่คนนั้นมั่วเมากับกิเลศตัณหาจนหน้ามืด สร้างความอัปยศให้กับองค์กร เหตุเกิดจากการประชุมสัมมนาของหน่วยงานภายในของ พส. ที่เกาะช้าง จังหวัดตราด ท่านผู้บริหารระดับสูง(ป.) ไปทำไม ผมอยู่ สท .ไม่เห็นท่านเมตตาไปเลย สค.ก็ไม่ไป เหตุที่ไปของ พส. เพราะมีแฟนที่กำลังคบหาดูใจกัน แต่ต้องการประกาศให้สังคม ลูกน้อง รับรู้ ว่าผู้หญิงของข้าใครอย่าแตะ จึงต้องมีการหยุดรถรับระหว่างทาง นอกจากเรื่องนี้แล้ว ได้ข่าวว่าในช่วงเวลา 3 เดือน
มิย. - สค. 50 ท่านผู้บริหารระดับสูงท่านนี้ พาแฟนสาวที่เป็น ข้าราชการในกองกลาง พส. (งานการเจ้าหน้าที่)ตระเวนไปต่าง ประเทศ 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 .แคนาดา ครั้งที่ 2 . อเมริกา ทั้งที่เป็นทวีปเดียวกัน ใช้งบทางราชการนอกจากนี้ ยังมีในประเทศอีกหลายจังหวัด เช่น อุบล, สกลนคร ,สงขลา โดยใช้งบราชการเป็นล้านๆ เวลาราชการ กลุ่มคนที่ไปก็พวกเดียวกัน เป็นเพื่อนอนาคตเจ้าสาว , แม่สื่อ เรียกว่าตระเวนทัวร์เลย ทั้งนอกประเทศและในประเทศ (หากฮันนีมูนจะแค่ไหน) ทำไมข้าราชการผู้อื่นไม่ได้สิทธิเล่านี้
ถึงเวลาแล้วที่ท่านอาจารย์ต้องสะส้างปัญหานี้กลุ่มคนอิทธิพลที่ถูกสั่งสอนสิ่งเลวๆเหล่านี้ ไม่ควรมาเป็นผู้บริหารนำพาองค์กรได้ ขอให้อาจารย์สู้นะครับ ขอให้สิ่งศักดิ์ในกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คุ้มครองอาจารย์ และกระผมคิดว่าสิ่งศักดิ์มีจริง ทำให้อาจารย์หายจากโรคภัย ไข้เจ็บ สามารถทำงานให้กับประเทศชาติ เสริมสร้างสังคมต่อไป
อย่าเสียใจเลยค่ะอาจารย์ เคยเข้าฟังการเสวนาขององค์กรสตรีที่จัดขึ้น เรื่องของผู้บริหารของบิ้ก พม. แต่ไม่รู้รายละเอียดพฤติกรรมมากนัก หากกระทู้ท่านที่ 16 เป็นจริง ถือว่าท่านได้ดำเนินการสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
เป็นที่แน่นอนที่กลุ่มคนชั่วที่สูญเสียผลประโยชน์ ย่อมออกมาตอบโต้ท่าน โปรดอย่าเสียใจกับรายชื่อที่ตอบโต้ท่าน เพราะสิ่งเลวๆยังประพฤติได้นับประสาอะไรกับการหลอกลวงล่ารายชื่อ และที่สำคัญรายละเอียดลึกๆรู้มากน้อยแค่ไหน หากดิฉันเป็นข้าราชการกระทรวงฯนี้ คงไม่พอใจ ทุกคนทำงานโดยเป็นเงินเดือนของภาษีประชาชน มีระเบียบ แต่มีบางกลุ่มได้รับอภิสิทธิ์
ดิฉันอ่านกระทู้ต่างๆแล้ว รู้สึกเห็นใจกับข้าราชการกระทรวงนี้เหลือเกิน และเมื่อไรจะหมดไปกับวัฒนธรรมส่งส่วยให้นาย การเอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน การก้าวหน้าโดยอาศัยร่างกายเข้าแลก และเรื่องนี้ดิฉันจะแจ้งไปยังองค์กรสตรีตรวจสอบต่อไป
อ่านอย่างไรจึงมองว่าข่มขู่
กรุณาอย่าใช้พฤติกรรมที่เคยกระทำต่อคนอื่นมาวัด
หายใจลึกๆ แล้วตั้งสติดีๆ อ่านอย่างคนมีปัญญาเขาอ่านกัน
ในที่สุด ก็เผยตัวออกมาแล้วสิว่าอยู่ สท.
เวลาคงว่างมากจริงๆ ถึงได้รู้เรื่องคนอื่นเขาเสียละเอียดถึงขนาดนั้น
ก็ไม่แปลกใจ ถ้าจะไม่ได้รับความสนใจ หรืออยากจะเรียกร้องสิทธิ
น่าสงสารนะ วันๆ คงไม่ได้ทำงาน เอาแต่จะคอยจ้องจับผิดเรื่องคนอื่น แล้วเอาแต่สิทธิประโยชน์เข้าตัวเอง
ขอร้องเถอะ ไม่รู้จริง อย่าตกเป็นทาสของสื่อ ของกระแส
คนอย่างพวกคุณ ทำให้คนดีๆ เขาถอดใจทำงาน
ขอภาวนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองด้วยเช่นกัน
คนทำไม่ดี ไม่บริสุทธิ์ใจ ขอให้มีอันเป็นไป
ทำกรรมอะไรไว้ ก็ขอให้ได้รับผลกรรมตอบแทน
อนิจจา คน พม. ทำไมไม่รักกันนะ ขณะนี้ต้องหันกลับรักและสามัคคีกันนะครับ อย่างให้คนนอกมายุยุงให้เราแตกเป็นฝ่าย ๆ เลย นักการเมืองมาแล้วก็ไป ก่อนไปก็พุงกางแล้ว คุณไพบูลย์อาจดี แต่ถ้าดีจริงก็ต้องปรามคนของตัวมิให้อยากมี อยากเป็นในสิ่งที่ไม่เคยมี ไม่เคยเป็น อย่าทำเป็นรู้ไม่เห็นด้วยเกรงภาพพจน์ของตัวมัวหมอง ใครทำอะไรก็รู้อยู่ใจ อย่าให้ พม. บอบช้ำไปมากกว่านี้เลย คน พม.ต้องมีจุดยืนที่หนักแน่น นะ
เรียน อาจารย์ไพบูลย์
ดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ติดตามข่าวเรื่องนี้มาพอสมควร แต่ดิฉันมั่นใจในตัวท่านอาจารย์มากคะ คิดว่าท่านทำดีที่สุดแล้ว ใครที่ไม่เห็นความดีขอเราและคอยใส่ร้ายเรา ดิฉันเชื่อว่าสักวันผลร้ายอันนั้นก็คงจะกลับไปถึงตัวเขาเองคะ สู้ๆๆ นะคะ ดิฉันภูมิใจที่ได้ทำงานร่วมกับท่านอาจารย์คะ