Doing this way makes me happy, so I decided to keep doing whatever I have been doing.

 

 

          วันนี้เป็นวันครบรอบ 11 เดือน ของการเป็นสมาชิก GotoKnow ของผู้เขียน  ผู้เขียนบอกกับตนเองอย่างเต็มปากเต็มคำว่า "11 เดือนกับการเป็นสมาชิก GotoKnow ทำให้ผู้เขียนได้ให้และได้รับในสิ่งที่เป็นการเติมเต็มให้กับชีวิต (Self-fulfillment) และเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขมากที่สุด เมื่อเทียบกับทุกช่วงชีวิตที่ผ่านมาการเติมเต็มให้กับชีวิต คงจะกล่าวลอยๆ ไม่ได้ จึงขอใช้ลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ตามทฤษฎีของมาสโลว์ (Maslow's Hierachy of Needs) ดังภาพข้างล่าง ประกอบคำอธิบาย ดังนี้  

(http://www.consciousaging.com/Transpersonal%20Psychology/Conscious%20Aging%20-%20Maslow's%20Hierarchy%20of%20Needs.aspx) 

     

             ตามแนวคิดของมาสโลว์นั้น มนุษย์จะสนองความต้องการของตนไปตามลำดับ จากขั้นที่ 1 ซึ่งเป็นขั้นต่ำสุดไปจนถึงขั้นที่ 8 ซึ่งเป็นขั้นสูงสุด ความต้องการขั้นที่ 1  เป็นความต้องการพื้นฐานทางชีววิทยาและสรีรวิทยาหรือทางกาย (Biological and Phisiological Needs) เช่น ต้องการอากาศหายใจ และปัจจัย 4 เป็นต้น ขั้นที่ 2 เป็นความต้องการความปลอดภัย (Safety Needs) เช่น การปกป้องคุ้มครอง และความปลอดภัย เป็นต้น  การเป็นสมาชิก GotoKnow ได้ตอบสนองความต้องการของผู้เขียนตั้งแต่ขั้นที่ 3 ขึ้นไป กล่าวคือ ทำให้ผู้เขียนได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ได้ให้และได้รับความรักจากกัลยาณมิตร (Belongingness and Love Needs : ความต้องการขั้นที่ 3) ทำให้รู้สึกว่า ตนเองมีค่า (Esteem Need) ที่ได้มอบคุณค่าด้านจิต (Mind) และ วิญญาณ (Spirit) ผ่านการเขียนบันทึก การให้กำลังใจ และให้ความเห็นต่อกัลยาณมิตร ซึ่งเป็นความต้องการในขั้นที่ 4 ได้รับความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นและมีทัศนะในการมองโลกกว้างขึ้น อันเป็นผลมาจากการศึกษาค้นคว้าประกอบการเขียนบันทึก การอ่านบันทึก และการแลกเเปลี่ยนเรียนรู้กับกัลยาณมิตร (Cognitive Needs : ความต้องการขั้นที่ 5) ได้ซาบซึ้งในความงามทั้งจากการอ่านบทร้อยแก้วร้อยกรอง ได้ชมภาพสวยงาม และได้ฟังเพลง-ดนตรีอันไพเราะ  (Aesthetic Needs : ความต้องการในขั้นที่ 6) จากที่กล่าวมา ก็เท่ากับเป็นการเติมเต็มให้กับชีวิตของตนเอง (Self-actualisation : ความต้องการขั้นที่ 7) และเป็นการช่วยเติมเต็มให้กับชีวิตของคนอื่น (Transcendence : ความต้องการขั้นที่ 8) ไปด้วยในขณะเดียวกัน

            ในเวลา 11 เดือนของการเป็นสมาชิก GotoKnow ผู้เขียนได้สร้าง Blogs สำหรับการเขียนบันทึกที่มีขอบข่ายเนื้อหาแตกต่างกันไป 5 Blogs ได้แก่ 1) Pridetoknow ใช้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านพฤกษานานาพันธุ์และการทำเกษตรแบบพอเพียง (7 บันทึก)  2) Learntoknow ใช้แลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวคิดและประสบการณ์ด้านการจัดการศึกษา (4 บันทึก) 3) GoaltoKnow ใช้เขียนบันทึกตามแรงบันดาลใจและเหตุการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา (8 บันทึก) 4) Mantoknow ใช้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ (3 บันทึก) และ 5) Let's Learn English by the Situation Together ใช้เป็นเวทีเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามสถานการณ์ทางธรรมชาติและสังคม (4 บันทึก) และได้สร้าง Plannets เพื่อรวบรวมบันทึกของสมาชิกใน 10 ด้าน         

           ตัวอย่างปฏิสัมพันธ์กับกัลยาณมิตร GotoKnow ในเดือนมีนาคม เดือนแห่งความรักของชาวพุทธ คือ ในวันแรกของเดือน ผู้เขียนได้อ่านบันทึกและได้เขียนความเห็นในบันทึกของพี่ใหญ่ นงนาท สนธิสุวรรณ (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/480496)  ไว้ดังนี้  

                     ย่างขวบปี...ที่ได้มา          เสริมปัญญากับ GotoKnow 

                ได้เรียนรู้ และเติบโต             (รู้ทั้ง) where to go (และ) what to be                           

                     มีหนึ่งมิตร ที่ชิดใกล้        คือ  "พี่ใหญ่Ico64" ผู้แสนดี                                      

                มี "ให้ปัน" เป็นวิถี                ให้น้อง-พี่ ได้เดินตาม

                    ขอชื่นชม และเชิดชู        ยอดพธู เมืองสยาม

               เกียรติประวัติ  อันงดงาม      ทุกเขตคาม จงยลยิน

            ในส่วนของการปฏิบัติงานวิชาชีพนั้น ผู้เขียนได้ให้ความทุ่มเททั้งเวลา (ปกติจะเตรียมการสอน ผลิตสื่อ ตรวจงาน แทบทุกวันที่บ้านในช่วงเวลาประมาณ 20.00-24.00 น., และ 04.30 -07.30 น. ซึ่งเป็นเวลาที่อนุญาตให้นักศึกษาโทรศัพท์ติดต่อได้ตามความจำเป็น) สละแรงกาย แรงใจ สติปัญญา และทรัพย์ เพื่อตอบสนองความต้องการของตนในขั้นที่ 8 คือ การสามารถช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้ถึงขีดสูงสุดของศักยภาพของตน โดยได้ตั้ง “อุดมการณ์ในการทำงานตามหลักอิทธิบาท 4” ไว้ว่า

                                     อุทิศตนเพื่อหน้าที่มี "ฉันทะ"     "วิริยะ" บากบั่นหมั่นฝึกฝน

                                 เอาใจใส่ "จิตตะ" ภาระตน             มุ่งคิดค้น "วิมังสา" พัฒนางาน

                                     อุปสรรคมากมีมิเคยท้อ              แค่ยังพอมีแรงกายไว้สืบสาน

                                  พลังจิตมั่นบ่มอุดมการณ์               งานและงาน... คือมาลีแห่งชีวิต

             ภาพข้างล่าง เป็นตัวอย่างของการจัดการเรียนรู้ในภาคเรียนนี้ (2/2554) ในรูแบบต่างๆ ซึ่งมีทั้งการเรียนรู้แบบร่วมมือในกลุ่มย่อย (Co-operative Learning) เพื่อพัฒนาการทำงานเป็นทีมที่เป็นจุดอ่อนของสังคมไทย การเรียนรู้แบบเพื่อนเรียน (Pair Learning) เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และการเรียนรู้เป็นรายบุคคล เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง (Self-directed Learning) โดยเน้นการพัฒนาสมรรถภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning Competencies) ได้แก่ การมีแรงจูงใจในการเรียนรู้ มีพฤติกรรมใฝ่รู้ใฝ่เรียน และมีทักษะในการเรียนรู้ มีการผลิต DVD เพื่อใช้เป็นสื่อในการจัดการเรียนรู้โดยใช้วัสดุอุปกรณ์ส่วนตัว และสละเวลาให้นักศึกษาที่ไม่ได้ร่วมกิจกรรมทำกิจกรรมนอกเวลานอกตึกเรียน ทำให้ต้องกลับบ้านค่ำบ่อยๆ  

 

           เมื่อพบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและการเรียนรู้้ ก็ได้หาทางเสริมพลังใจ ดังส่วนหนึ่งของบทประพันธ์ที่ได้ร้อยกรองขึ้น ให้นักศึกษาอ่าน และแสดงความรู้สึกนึกคิดอยางเสรีโดยไม่มีการชี้นำใดๆ ซึ่งได้ผลเป็นที่่น่าพอใจ เพราะนักศึกษาส่วนใหญ่จะเกิดพลังที่จะพัฒนาตนจากข้อความกระตุ้นและเสริมพลังใจ ดังตัวอย่าง

           ในด้านการดูแลสุขภาพกายนั้น ผู้เขียนใช้การทำงานบ้านแทนการออกกำลังกาย โดยทำเองทุกอย่าง รวมทั้งงานสวนซึ่งมีทั้งสวนหน้าบ้านหลังบ้านและไม้ประดับระเบียงชั้นสอง ตามประสาคนที่รักต้นไม้ ในที่ทำงานก็ได้ใช้การเดินขึ้นลงบันได ประมาณ 90 % แทนการใช้ลิฟท์ ดังคำอธิบายในภาพล่าง

             นอกจากการสอนแล้ว ผู้เขียนยังต้องทำหน้าที่เป็นอาจารย์นิเทศการสอนภาษาอังกฤษของนักศึกษา ซึ่งก็ทุ่มเทอีกเหมือนกัน โดยการขับรถส่วนตัวเติมน้ำมันเองไปนิเทศ ดูการสอนตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ และบันทึกภาพเคลื่อนไหว เพื่อให้นักศึกษาดูประกอบการวิจารณ์เสนอแนะหลังสอน  

           แม้จะทำงานหนัก แต่ผู้เขียนก็ไม่เครียดเพราะมีความสุขที่ได้ทำตามที่ใจต้องการ และได้หาทางส่งเสริมสุขภาพจิตของตนเอง อย่างเช่น ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้ทำงานที่คณะตั้งแต่เวลา 08.00-16.30 น. ดังกิจกรรมที่ระบุในภาพบน วันนั้นได้รับประทานนมกล่องเดียวเป็นอาหารกลางวัน แต่หลังเสร็จภารกิจ ผู้เขียนก็ยังมีแรงปีนสะพานลอยไปถ่ายภาพถนนสีม่วง และภาพศูนย์ศิลป์ฯ ต่อจากนั้นก็กลับบ้านไปรดน้ำต้นไม้ เตรียมของเข้าฟาร์ม (ที่อยู่ห่างจากบ้านพักในเมืองประมาณ 38 กม.) จ่ายตลาดและขับรถเข้าฟาร์ม ที่ฟาร์มก็ได้บริหารกายบริหารใจในเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ ส่วนภาคบ่ายและกลางคืนก็ทำงานหลวงที่หอบไปทำที่ฟาร์มด้วยเช่นเคย 

            ลูกกสาวถามผู้เขียนบ่อยๆ ว่า เมื่อไหร่แม่จะเลิกทำงานหนัก และเมื่อไหร่จะเลิกช่วยคนจนไม่มีเวลาทำงานของตนเอง ผู้เขียนไม่ตอบออกมาเป็นวาจา ได้แต่ตอบในใจว่า…"เมื่อแม่ไม่มีแรงที่จะทำมั้ง" ความมุ่งมั่นและทุ่มเทในการพัฒนางานของผู้เขียนนั้น น้องชายคนสุดท้อง ได้เขียนความเห็นในบันทึกแรกของผู้เขียน ว่า “ตลอดชีวิตที่ผ่านมา...พี่เป็นคนจริงจังกับงาน จนบางครั้งน้องรู้สึกว่า…มันเกินไป  เพราะทุกสิ่งอย่างมันมีเหตุผล มีบริบทที่หลากหลายที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพ คุณลักษณะของงาน  แต่ก็ภูมิใจที่เป็นน้องของพี่ ใครที่เป็นศิษย์คงซึมซับคุณลักษณะแม่พิมพ์ผู้ใฝ่เรียนรู้ มุ่งมั่นในการทำงาน เสียสละและทุ่มเทเวลาพัฒนาคุณภาพลูกศิษย์จากพี่ไปบ้าง สิ่งนั้นก็จะไปผลิดอกออกผลในตัวเยาวชนของชาติทั่วทั้งแดนไทย” พี่สาวของผู้เขียนซึ่ง Early Retired ในปี 2547 (ทั้งที่จะเกษียณจริงในปี 2553 แต่เพราะป็นคนเครียดและสุขภาพไม่ค่อยดี จึงขอออกก่อน เวลาใครถามเธอจะตอบทุกครั้งว่า “ขอคืนกำไรให้กับชีวิตโดยการออกไปหาความสุขความสบายให้กับตนเอง ไม่อยากเป็นเหมือนแม่ที่ทำงานจนเกษียณอายุราชการ เสร็จแล้วได้พักอยู่แค่ 4 เดือนเศษๆ ก็เสียชีวิต”) ได้แนะนำผู้เขียนกับครูผู้เข้ารับการอบรมที่เธอได้ไปร่วมเป็นวิทยากร ว่า

                                      ด้วยเห็นเธอมุ่งมั่นสู้ฟันฝ่า               พัฒนาครูไทยดังใฝ่ฝัน

                                 อุปสรรคนานาเธอฝ่าฟัน                       หวังแบ่งปันภูมิปัญญาเทิดค่าครู

                                      เธออุทิศกายใจไม่พักผ่อน               แม้เหนื่อยอ่อนกล้ำกลืนยืนหยัดสู้

                                 ด้วยสมองและสองมือฝึกปรือครู             ขอเชิดชูด้วยศรัทธาร่วมฝ่าฟัน

                                 ..............................................             ...............................................

          พี่ๆ ได้บอกให้ผู้เขียน Early Retired ทุกครั้งที่เห็นหน้า เพราะห็นว่าผู้เขียนทำงานหนักแต่กลับไม่ได้รับการเสริมแรงตามที่ทุ่มเทในการทำงานมาถึง 35 ปี มีตำแหน่งบริหารสารพัดริเริ่มงานใหม่ๆ ในทุกตำแหน่ง แต่ได้ความดีความชอบพิเศษ 2 ครั้ง ผู้เขียนก็บอกว่า ตนเองไม่ได้ทำงานหนักเพื่อให้ได้สิ่งเสริมแรงตามที่พี่ๆ กล่าวถึง และที่ยังทำงานอยู่ก็เพราะเห็นว่าคนที่ทุ่มเทพัฒนาวิชาชีพครูมีไม่มากนัก ก็อยากจะทำจนถึงเกษียณ เพื่อวางรากฐานให้กับอาจารย์รุ่นน้อง จะได้ไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง นักศึกษาปริญญาโทสาขาวิจัยและประเมินผลการศึกษา ที่ผู้เขียนเคยทำหน้าที่เป็นกรรมการ/ประธานกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ผู้เขียนได้สละเวลาให้คำปรึกษาทั้งในและนอกเวลางานครั้งละหลายๆ ชั่วโมง เป็นวันก็มี ที่ต้องใช้เวลามากเพราะผู้เขียนเน้นคุณภาพของงาน และมักจะให้นักศึกษาทำวิจัยเรื่องใหม่ๆ หรือใช้ทฤษฎีใหม่ๆ ซึ่งเป็นเรื่องยากจึงต้องให้เวลาทำความเข้าใจกับนักศึกษา มีอยู่รายหนึ่งมัวไปทำผลงานกลับมาอีกจวนหมดเวลา ผู้เขียนต้องให้เวลาช่วยเหลือหามรุ่งหามค่ำจนจบ เขาได้พูดในวันสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์ว่า ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผศ.วิไล ผมก็ไม่จบ เมื่อเสร็จจากช่วยนักศึกษาดังกล่าว ผู้เขียนก็เดินทางเข้ากทม.ไปพบอาจารย์เรื่องเรียนของตนเอง ปรากฏว่าอาจารย์บอกว่าติดต่อช้า จึงไม่ดำเนินเรื่องให้ ทั้งที่มีเวลาอีก 1 ปีการศึกษา (เรื่องในอดีต) เป็นเหตุให้ผู้เขียนหมดโอกาสในการเรียนให้จบหลักสูตรวิทยาศาสตรดุษฏีบัณฑิต สาขาการวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ประยุกต์ (เน้นวิจัย) ทั้งที่สอบภาษาอังกฤษ และ สอบ Qualifying ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจบหลักสูตรผ่านเรียบร้อยแล้ว    

            ก่อนนี้ ผู้เขียนไม่สามารถหาคำตอบที่ชัดเจนต่อคำถามของพี่ๆ น้อง และลูก ว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้ผุู้เขียนทุ่มเทให้กับงาน ให้กับการช่วยคนจนตนเองเสียโอกาสครั้งแล้วครั้งเล่า รวมทั้งโอกาสในการส่งผลงานขอ รศ. ที่ทำเสร็จตั้งแต่ปี 2548 เหลือเพียงการดำเนินการด้านงานธุรการ แต่ผู้เขียนก็ไม่ให้เวลาในการจัดการ พอได้อ่านบันทึกของของ ดร.จันทวรรณ ปิยวัฒน์ (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/480596) ก็ทำให้ได้คำตอบชัดขึ้นว่า "Doing this way makes me happy, so I decided to keep doing whatever I have been doing." (ดังภาพล่างขวา http://applechaz.com/faved isuals/are-you-happy/และคำตอบจากบันทึกของท่าน JJ (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/480596) ที่ว่า "เป้าหมายในการทำงาน คือ ความสุขใจ การเข้าใจชีวิต และเข้าถึงธรรม ไม่ใช่ลาภยศ" ก็ยิ่งช่วยให้ผู้เขียนมีภาพที่ชัดเจนขึ้น ว่า นั่นแหละคือแนวทางในการทำงานของตน (หวังว่ากัลยาณมิตรจะไม่มองว่าผู้เขียนเป็นพวกองุ่นเปรี้ยวนะคะ) ขอขอบพระคุณทั้งสองท่านที่ได้ช่วยชี้คำตอบ ให้ผู้เขียนนำไปตอบพี่ๆ น้องและลูก ได้ชัดถ้อยชัดคำขึ้น

         ขอขอบคุณกัลยาณมิตรชาว GotoKnow ทุกท่าน ที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นกำลังใจ และเติมเต็มคุณค่าและความสุขให้กันและกัน และขอบคุณหน่วยงานที่ได้ให้การสนับสนุนให้มี GotoKnow.org ตลอดจนทีมงานผู้ดูแลและพัฒนาระบบ ที่ได้จัดเวทีเพื่อให้สมาชิกได้มีสังคมแห่งคุณค่าและสุขภาวะ ทำให้สมาชิกได้รับโอกาสอันดีในการเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำไปสู่การพัฒนางานบูรณาการกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต เยี่ยงนี้