ประเพณีกินดอง
โดย อ้อย : น.ส.สุภาเพ็ญ นุชเฉย
ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๕ วัฒนธรรมการกินดองเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในหนองบัวการกินดองยุคแรก ๆ นั้น มีขั้นตอนที่พอจะสรุปได้ดังนี้
๑. พูดทาบทาม
การพูดทาบทามนั้นฝ่ายชายจะจัดให้ผู้ใหญ่ ๓-๔ คนส่วนใหญ่จะเป็นผู้ใหญ่ที่มีคนนับหน้าถือตาในสังคม มีชีวิตครอบครัวที่ดี ไปทาบทามกับผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง และส่วนมากจะมีการตกลงระยะการดอง ว่าจะดองกันกี่ปี จึงจะแต่งงาน
๒. เป็น “คู่ดอง”
การเป็น “คู่ดอง” กัน มีข้อปฏิบัติ หลายประการอาทิ คู่ดองจะเข้าใกล้กันได้ไม่เกิน ๒ เมตร ซึ่งในการนี้จะเป็นการดูใจกันของทั้ง ๒ ฝ่าย ว่าฝ่ายชายจะให้เกียรติฝ่ายหญิงอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาการดองหรือไม่ และเป็นการพิจารณาการวางตัวของฝ่ายหญิงว่าวางตัวเหมาะสมที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีของลูกต่อไปในอนาคตได้หรือไม่ หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดประพฤติตนไม่เหมาะสม การแต่งงานจะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าหากตลอดระยะเวลาที่ดองกัน ทั้ง ๒ ฝ่าย ประพฤติตนเหมาะสม จะนำไปสู่ขั้นตอนต่อไป เป็นต้น
๓. ปลูกเรือน
การปลูกเรือน ส่วนใหญ่จะดำเนินการโดยฝ่ายชาย ซึ่งจะต้องตัดไม้ในป่า มีความเชื่อ เกี่ยวกับการเลือกตัดไม้ที่จะใช้ปลูกเรือน กล่าวคือ ฝ่ายชายจะนำไก่เป็นเข้าป่าไปด้วย ๑ ตัว เมื่อเห็นต้นไม้ที่จะใช้ปลูกเรือนได้ ต้องมองหาตาของต้นไม้นั้นที่อยู่ต่ำที่สุด จากนั้นแปะอาหารไก่ไว้ที่ตานั้น ถ้าไก่จิกกินอาหารได้ ห้ามทำการตัดต้นไม้ต้นนั้นเป็นอันขาด
เมื่อฝ่ายชายตัดต้นไม้เสร็จ จะเข็นมาไว้ที่บ้าน เตรียมทำการแปรรูปไปเป็น เสา ฝาเรือน ฯลฯ
บางบ้านจะมีการทำขวัญไม้โดยจะเชิญหมอมาทำขวัญให้ไม้ที่ตัดมาจากป่า ก่อนทำการแปรรูป
จากนั้น ทำการหาทำเลขุดหลุมเสา โดยจะทำการซ่อนเงิน-ทอง ไว้ในที่ที่คาดว่าจะขุดหลุมจากนั้น ให้ “ผัวคู่เมียคู่” (หมายถึง คู่สามีภรรยาคู่หนึ่งที่ครองเรือนกันมานาน และชีวิตครอบครัวมีความสุขดี) หาเงิน-ทองที่ซ่อนอยู่จนพบ (โดยถือเคล็ดที่ว่า ทำเลนี้มีแต่เงินแต่ทอง จะทำมาค้าขึ้น)
จากนั้น จะทำการขุดหลุมเสาและทำขวัญเสาโดยหมอทำขวัญ

ภาพบน :
โยมป้าลึ้ม
นุชเฉย(๒๔๖๓-๒๕๔๙)ผู้ให้ข้อมูลเรื่องกินดอง ถ่ายเมื่ออายุ ๗๗
ปี(๒๕๔๐) ภาพล่าง :
ภาพหมู่เด็กบ้านเนินตาโพบุคคลที่ศรชี้คือผู้สัมภาษณ์เก็บข้อมูล(สมัยเด็ก)
อ้อย : สุภาเพ็ญ นุชเฉย นิสิตปี ๔ คณะเกษตศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
โดยเธอสัมภาษณ์ปี (๒๕๔๗) อยู่บ้านเลขที่ ๑๕๒/๑ หมู่ที่ ๑
บ้านเนินตาโพ(บ้านไร่โพทอง) ตำบลหนองกลับ อำเภอหนองบั
จังหวัดนครสรรค์
ก่อนทำการยกเสา(เอาเสาลงหลุม) เวลาตี ๕ ของวันยกเสาจะนิมนต์พระมาสวดชยันโตฯ แล้วยกเสาลงหลุมได้ จากนั้นจะให้ฝ่ายชายและหญิงปลูกกล้วยและอ้อยคนละต้น เพื่อเสี่ยงทายชีวิดคู่ หากต้นไม้ที่ปลูกมีอาการผิดปรกติไป แสดงว่า ชาย-หญิงคู่นั้นต้องระมัดระวังในการใช้ชีวิตคู่ให้มากขึ้นเป็นพิเศษ
เมื่อยกเสาเรียบร้อยแล้ว จะทำการปลูกเรือนต่อ โดยแรงงานที่ปลูกเรือนนั้นได้จาการไหว้วานเครือญาติของทั้งสองฝ่ายจนเรือนเสร็จ
จากนั้นจะเป็นการหาฤกษ์แต่งงาน ส่วนใหญ่จะได้ฤกษ์จากพระที่ผู้คนส่วนใหญ่นับถือ เมื่อได้ฤกษ์แล้ว จะทำการเตรียมการจัดงานแต่งงานต่อไป
พิธีการแต่งงาน
พิธีการแต่งงานเป็นผลต่อเนื่องมาจากวัฒนธรรมการกินดอง โดยพิธีแต่งงานของชาวหนองบัวในสมัยก่อน จะมีขั้นตอนดังนี้
๑. กินเลี้ยง
การกินเลี้ยงส่วนใหญ่จะทำตอนเย็นก่อนวันผูกข้อมือ โดยจะเชิญผู้ที่ช่วยปลูกเรือน ทั้งหมดมาเลี้ยงอาหารเป็นการขอบคุณ รวมทั้งร่วมเป็นพยานในงานแต่งงานของเจ้าภาพอีกด้วย
๒. ทำบุญ รดน้ำสังข์
เวลาประมาณ ๗.๐๐ น. ของวันผูกข้อมือจะทำบุญเลี้ยงพระ จากนั้นพระสงฆ์จะรดน้ำสังข์ ให้คู่บ่าว - สาว ตามด้วยญาติผู้ใหญ่ของทั้ง ๒ ฝ่าย
๓. ยกขันหมาก
เมื่อทำบุญรดน้ำสังข์แล้ว ฝ่ายชายจะไปตั้งขบวนขันหมากนอกบริเวณบ้านฝ่ายหญิง ซึ่งขันหมากจะประกอบด้วย ขนนต้ม ข้าวเหนียวห่อ (แป้งข้าวเหนียวห่อไส้มะพร้าว)ข้าวเหนียวหัวหงอก(ข้าวเหนียวโรยมะพร้าว) ไก่ตัวผู้ต้ม ๑ ตัว เหล้าขาว ๑ ขวด กล้วย ๒ หวี ขนมกงชะมุด ขนมสามเกลอ ขนมนางว่าว ขนมนางเล็ดหมาก พลู จำนวนลงท้ายด้วยเลข ๔ เช่น หมาก ๔ ผล พลู ๔ ใบ เป็นต้น
จากนั้น เจ้าบ่าวจะยกขบวนขันหมากมาที่หน้าประตูบ้านเจ้าสาว อาจมีการกั้นประตูหรือไม่มีก็ได้ แต่เจ้าบ่าวต้องทิ้งเหล้าในขันหมากไว้หน้าประตู แล้วขึ้นไปบนเรือนต่อไป
๔. เปิดขันหมาก
เมื่อเจ้าบ่าวมาถึงบนเรือนผู้ใหญ่ทั้ง ๒ ฝ่าย จะทำการเปิดขันหมาก และเปิดสินสอดว่าครบหรือไม่ ในสมัยนั้น เงินสินสอดจะเป็นเงินขวัญถุงสำหรับคู่บ่าว-สาว จำนวน ๔๔ บาท ๔๔ สตางค์ เงินขวัญถุงนี้ ห้ามนำไปซื้อสิ่งใดเป็นอันขาดคู่บ่าว-สาวจะ ต้องเก็บไว้เป็นเงินสินสอดไห้ลูกชายของตน (ถ้ามี) ไปสู่ขอเจ้าสาวในอนาคต
๕. ส่งตัว
การส่งตัวจะกระทำเมื่อถึงเวลาค่ำ ถือฤกษ์สะดวก หรือฤกษ์ที่คิดว่าตัวเลขเป็นมงคล เช่น ๑๙.0๙ น. เป็นต้น ผัวคู่เมียคู่จะพาคู่บ่าว-สาว เข้าห้องหอ แล้วสอนการใช้ชีวิตคู่ จากนั้นจะให้ เจ้าสาวล้างเท้าเจ้าบ่าว แล้วกราบเท้าเจ้าบ่าว ๓ ครั้ง หลังจากนั้นเจ้าบ่าวจะถอดเครื่องประดับทั้งหมด(ซึ่งส่วนใหญ่จะทำด้วยทอง)ให้เจ้าสาวเก็บไว้ ตลอดระยะเวลาที่แต่งงานกัน ภรรยาจะต้องกราบเท้าสามีก่อนนอนทุกคืน

พี่อร :
บังอร นุชเฉย ปัจจุบันอายุ ๕๖ ปี(๒๕๕๕)ผู้ให้ข้อมูลเรื่องกินดอง
เมื่่อปี ๒๕๔๗ อยู่บ้านเลขที่ ๑๕๒/๑ หมู่ที่ ๑
บ้านเนินตาโพ(บ้านไร่โพทอง) ตำบลหนองกลับ อำเภอหนองบัว
จังหวัดนครสวรรค์
ต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๕ วัฒนธรรมการกินดองของหนองบัวได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบไป จากที่เคยเรียกว่า “การกินดอง” จะเปลี่ยน เป็น"การหมั้น" รวมทั้งขั้นตอนและกิจกรรมก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังนี้
๑. พูดทาบทาม
ในวันศุกร์ตอนเย็นฝ่ายชายจะจัดผู้ใหญ่ ๗ คนไปบ้านของฝ่ายหญิงเพื่อทำการทาบทามและนัดหมายกำหนดวันหมั้นและตกลงค่าสินสอดด้วย
๒. หมั้น
หลังจากตกลงกำหนดวันและค่าสินสอดหมั้นแล้ว ในวันจันทร์ใด ๆ ของทุกปีก็ได้ฝ่ายชายจะยกขบวนขันหมากมาสู่ขอฝ่ายหญิง ซึ่งขันหมากจะประกอบด้วยสิ่งของคล้ายกับขันหมากแต่งงานสมัยก่อน แต่จะเพิ่มทองรูปพรรน โดยน้ำหนักทองจะลงจำนวนคู่ เช่น ทอง ๒ บาท เงิน ๒๐,๐๐๐ หมื่นบาท หรือทอง ๔ บาท เงิน ๔๐,๐๐๐ หมื่นบาท
๓. เป็น “คู่หมั้น”
การเป็น “คู่หมั้น” จะแตกต่างจากการเป็นคู่ดอง คือคู่หมั้นจะใกล้ชิดกันได้มากขึ้น แต่ต้องไม่น้อยกว่าครึ่งเมตร หากระหว่างหมั้นมีการเกิดสุริยุปราคา หรือจันทรุปราคา ฝ่ายหญิงจะต้องคืนทองให้ฝ่ายชาย แล้วฝ่ายชายจะยกขันหมากมาหมั้นมาอีกครั้ง ตอนเช้ามืด (ประมาณ ๕.๐๐ น.) ของวันผูกข้อมือ
๔. ปลูกเรือน
การตัดไม้จากป่าและการทำขวัญยังมีการยึดถือคล้ายสมัยก่อน(ยกเว้น กรณีที่ซื้อไม้สำเร็จรูป) จะแตกต่างกันตรงที่สมัยนี้มีการว่าจ้างปลูกเรือน เนื่องจากญาติอาจไม่มีเวลามาช่วยปลูกเรือน ซึ่งจะส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในพิธีการแต่งงานต่อไป
พิธีแต่การงงาน
โดยทั่วไป พิธีการแต่งงานสมัยนี้จะคล้ายกับสมัยก่อน แต่มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ดังนี้
- การกินเลี้ยง ซึ่งในสมัยก่อนนั้น จะเลี้ยงอาหารผู้ที่มาช่วยปลูกเรือน แต่เมื่อทำการว่าจ้างแทน การเลี้ยงอาหารจะกระทำโดยแจกบัตรเชิญให้เครือญาติมาร่วมงาน ซึ่งผู้ที่มาในงานจะนำเงินใส่ซองมาช่วยเจ้าภาพเป็นการเอาแรงตอนพิธีหมั้น
- สินสอดซึ่งในสมัยก่อนจะมีเพียงเงินขวัญถุงให้กันเท่านั้น แต่สมัยนี้ ค่าสินสอดจะเพิ่มจำนวนขึ้น คู่แต่งงานบางคู่จะเพิ่มค่าสินสอดแทนการปลูกเรือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างสองฝ่าย
- การส่งตัว ในการส่งตัวสมัยก่อนนั้น เจ้าบ่าวจะถอดเครื่องประดับให้เจ้าสาวเก็บไว้ แต่เมื่อมีการหมั้นด้วยทองรูปพรรนแล้วเจ้าบ่าวจึงไม่จำเป็นต้องถอดเครื่องประดับให้เจ้าสาวเก็บไว้อีก
การสืบทอด
พิธีการต่าง ๆ ถูกสืบทอดโดยการดูตัวอย่างและการบอกเล่าจากบรรพบุรุษ
วิธีการหาข้อมูลในชุมชน
สัมภาษณ์
นางลึ้ม นุชเฉย อายุ ๘๔ ปี อาศัยอยู่บ้าน เลขที่ ๑๕๒ ม.๑(บ้านเนินตาโพ) ต.หนองกลับ อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์
นางบังอร นุชเฉย อายุ ๔๘ ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ ๑๕๒/๑ ม.๑ ต.หนองกลับ อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์
น.ส.สุภาเพ็ญ(อ้อย) นุชเฉยนิสิตคณะเกษตรศาสตร์ปีที่ ๔ มหาวิทยาลัยนเรศวร จ. พิษณุโลก ผู้สัมภาษณ์ วันที่ ๑๗-๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗
|
|
อิงจันทร์ ณ เรือนปั้นหยา
2012-02-06 06:12:32 +0700
|
กราบนมัสการพระคุณเจ้า
|
|
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
2012-02-12 11:48:18 +0700
|
เจริญพรท่านวอญ่า
|
|
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
2012-02-12 12:05:15 +0700
|
เจริญพรคุณครูอิงจันทร์





นำภาพแห่นาคหมู่ : ชุมชนอำเภอหนองบัวมาฝากคุณครูอิงจันทร์(ภาพนี้ประมาณ๒๐กว่าปี)
|
|
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
2012-02-12 12:18:07 +0700
|
นาคหมู่ในอดีตนั้น นาคนั่งบนคานหามสามนาคบ้าง สองนาคบ้าง ในคานหามนอกนาคแล้ว ก็จะมีเด็กๆผู้ชายนั่งร่วมในคานหามคนสองคน ในขณะแห่รอบบ้านรอบอำเภอสองวัน นาคก็จะคอยพรมน้ำหอมไปรอบๆคานหาม คานหามนั้นใช้คนแบกหามทั้งหมด บางปีนาคเป็นร้อย
ประเพณีบวชนาคหมู่ีที่หนองบัวนี้เป็นประเพณีที่ใหญ่ที่สุดในนครสวรรค์หรือระดับเลยประเทศก็ว่าได้
ภาพชุดนี้เป็นงานบวชนาคหมู่ปีที่แล้ว(๒๕๕๔)
ได้มาจากดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ใน
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/432890
|
|
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
2012-02-12 12:25:27 +0700
|
ขอบคุณทุกท่านที่มอบดอกไม้เป็นกำลังใจ
Poo
K.Pually
นาย ธนา นนทพุทธ
หนูรี
วอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--
นาย ประทีป วัฒนสิทธิ์
ดร. พจนา แย้มนัยนา
อิงจันทร์ ณ กระท่อมอิงจันทร์
|
|
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
2012-02-12 13:16:02 +0700
|





|
|
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
2012-02-12 13:27:37 +0700
|






มีดเหน็บของชุมชนหนองบัว
|
|
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
2012-02-12 13:48:11 +0700
|
ไถอาสา : คือไถที่ชายหนุ่มคนหนองบัวหนองกลับ นำไปช่วยไถนาคู่ดองของตน ในหน้าทำนา(ดำนา) สามวันบ้า่ง เจ็ดวันบ้าง ถ้าไปช่วยแบบชนิดลงแขกดำนาซึ่งจะไปกันจำนวนหลายคน ก็ไปแค่วันเีดียว
ไถอาสานี้ เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์วัดหนองกลับ อำเิภอหนองบัว นครสวรรค์
นำภาพมาจากบันทึกดร.วิัรัตน์ คำศรีจันทร์
ใน http://www.gotoknow.org/blogs/posts/433625
|
|
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
2012-02-12 14:12:01 +0700
|

|
|
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
2012-02-12 15:21:47 +0700
|

ภาพจากhttp://www.gotoknow.org/blogs/posts/348467
เชิญอ่านบันทึกเต็มๆของเรื่องดังกล่าวได้ที่นี่
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/348467
|
|
ขจิต ฝอยทอง
2012-03-02 11:06:56 +0700
|
|
|
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
2012-03-02 21:20:06 +0700
|
เจริญพรอาจารย์ขจิต
ขจิต
ฝอยทอง
ชาวบ้านมีอาชีพก็อาชีพเดิม(ทำนา)
แต่อุปกรณ์เครื่องมือทำมาหากินที่เคยมีอยู่ทุกครัวเรือน
กลับหายากอีกทั้งบางอย่างก็สูญหายไปหมดเลย ทั้งไถ วัว ควาย เกวียน
kunrapee
ขอบคุณคุณโยมkunrapee
เรื่องนี้ต้องขอบคุณหลานสาวที่เธอเขียนบันทึกได้ดี
ไม่เหมือนอาตมาซึ่งเขียนแบบวิชาการอย่างนั้นไม่เป็นเลย
เป็นแต่เขียนแบบสะเปะสะปะไปเรื่อยเปื่อย
พูดแบบสำนวนภาษาพระๆเขาว่า
เปะปะถกา
ขอบคุณทั้งสองท่านที่แวะมาเยี่ยมให้กำลังใจ
กราบนมัสการพระคุณเจ้าฯ
การปลูกเรือนก่อนการแต่งงานนั้น ในอดีตแถวบ้านผมมีให้พบเจอบ่อยมาก เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการสร้างหลักปักฐานให้กับว่าที่คู่ชีวิตได้อุ่นใจกับการก้าวมาใช้ชีวิตร่วมกัน หากแต่ทุกวันนี้ สภาพเช่นนั้นพลวัตไปเกือบหมดแล้ว ...หากแต่การอาศัยในครัวเรือนใหญ่ด้วยกัน ก็ช่วยให้เกิดความรัก ความอบอุ่นเป็นพิเศษ ดูแลกัน-อบรมสั่งสอนกันไปตาม "ฮีตคอง" มีความพร้อมก็ค่อยออกเรือนกันไป
..
|
|
วศิน ชูมณี
2012-03-16 12:12:35 +0700
|
|
|
วอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--
2012-03-18 09:15:32 +0700
|
นมัสการพระคุณเจ้า พระมหาแล.....คุตักน้ำ คุหาบน้ำ ภาคใต้ สำเนียงเสียงเป็น โคระครับ โคระตักน้ำ ส่วนที่ทำด้วยกาบทางหมาก ทางหลาวโอน เรียก ติหมาตักน้ำครับท่าน
|
|
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
2012-03-19 00:08:30 +0700
|
ขอบคุณทั้งสามท่านที่มาเยี่ยมเยือน
แผ่นดิน
|
|
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
2012-03-20 08:05:33 +0700
|
Clip เวทีคนหนองบัว ๒๕๕๔(๑/๓) โดยอาจารย์ณัฐพัชร์ ทองคำ
<object width="420" height="315"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/C7q51oMnVcU?version=3&hl=en_US&rel=0"></param><paramname="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/C7q51oMnVcU?version=3&hl=en_US&rel=0" type="application/x-shockwave-flash" width="420" height="315" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object>
|
|
วิระศักดิ์ อารมณ์สวะ
2012-03-20 11:12:27 +0700
|
ชอบกระบุงครับ ครับ พระอาจารย์
|
|
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
2012-03-20 12:16:32 +0700
|
เจริญพรคุณวีระศักดิ์
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยม
คำพูดของคุณวีระศักดิ์ทำให้อาตมานึกถึง
คนเก่าๆในชุมชนที่เล่าขานสืบต่อกันมาแต่ยุคหลวงพ่อเดิม(๒๔๐๓-๒๔๙๔)
ท่านจาริกจากอำเภอตาคลี ซึ่งห่างจากอำเภอหนองบัวบ้านอาตมามาก
มาช่วยสร้างเสนาสนะให้วัดหนองกลับหลายอย่างด้วย
ท่านมาเห็นคนหนองบัว แล้วท่านประทับใจ ชาวบ้านพูดกันว่าท่านชอบคนหนองบัว ที่ชอบก็เพราะท่านเห็นชาวบ้านมีความสามัคคีกันมาก ขอแรงให้ช่วยทำอะไรทำได้ทุกอย่างไม่ขัด ยุคสมัยก่อนชาวบ้่านโดยทั่วไปก็คงจะมีวิถีชีวิตคล้ายๆกันหมด คือผู้ชายส่วนใหญ่จะมีความรู้ทางช่าง ทำงานเป็นกันเป็นส่วนใหญ่ หมายความว่าจับขวานก็ถากไม้เป็น จับกบก็ไสไม้ได้ จับเลื่อยก็ใช้เป็น เหล่านี้เป็นต้น
ท่านถูกใจคนหนองบัวเพราะชี้ให้อะไรทำกันไ้ด้ทุกอย่างไม่เกี่ยง ทำเป็นกันหมด ท่านพาชาวบ้านทำศาลาเสาเป็นร้อยต้น เสานั้นขนาดคนโอบไม่รอบทำแค่สามปีเสร็จ แล้วก็กุฏิ โบสถ์ ฯลฯ ท่านเห็นฝีมือทางช่าง ทำสวยงาม เครื่องจักสาน เครื่องทำนา อุปกรณ์อื่นๆ ก็มักทำกันแบบประณีต และที่สำคัญคือสามัคคี สิ่งนี้หลวงพ่อเดิมท่านชอบ
เล่ากันมาจนทุกวันนี้ว่า มีอยู่วัดหนึ่งท่านไปนำชาวบ้านสร้างวัด ชาวบ้านที่นั่นไม่สามัคคีกันเลย ทำศาลาหลังเีดียวไม่เสร็จ ท่านบอกว่าวัดทำอะไรก็ไม่สำเร็จ แล้ววัดนี้ต่อมาก็ทำอะไรมักจะไม่สำเร็จ คำพูดนี้ชาวบ้านมักตีความว่าคงเป็นไปตามคำพูดของท่าน ที่จริงไม่ใช่หรอก ที่จริงก็คือชาวบ้านขาดความสามัคคี ท่านพูดตามที่ท่านเห็น(ไม่ใช่ทำนาย)
กรุบุงหรือชาวบ้านเรียกกระเช้านี้ อาตมาก็ว่าสวยที่พูดนี้ไม่ใช่ชาตินิยมที่อะไรเป็นของบ้านตัวเองก็ว่าสวย สิ่งนี้เป็นการออกแบบของช่างพื้นบ้านที่คิดทำกันมาแต่เก่าก่อน ปัจจุบันคนที่ทำได้เิริ่มหายากแล้ว เหลือแต่คนแก่ที่เรี่ยวแรงก็อ่อนล้ามากแล้ว ทำเกือบไม่ไหว แม้แต่มีเหน็บที่ชาวบ้านทำใช้กันเอง คนต่างถิ่นมาเห็นว่าสวยดีซื้อไปเก็บไว้โชว์ ราคาเป็นพันก็ซื้อกัน ซึ่งชาวบ้านซื้อใช้กันไม่กี่ร้อย
ไปเยี่ยมบล็กคุณวีระศักดิ์ ได้เห็นพี่น้องภูไท ผลิตสิ่งของใช้เองก็สวยงามมาก มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีความเข้มแข็งด้านวัฒนธรรม มีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายงดงาม เห็นแล้วก็อดชื่นชมไม่ได้
|
|
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
2012-03-31 13:52:03 +0700
|
ขอบคุณคุณครูอ้อยที่แวะมาให้กำลังใจ
ครูอ้อย
แซ่เฮ
|
|
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
2012-04-04 15:26:01 +0700
|
|
|
ชัด บุญญา |
อนุโมทนาโยมชัด บุญญาที่มาให้กำลังใจ
นมัสการครับ...นับเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูล และองค์ความรู้ เพื่อสืบสานวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คน...ที่จะสร้างประวัติศาสตร์ความรู้ในอนาคตครับ
|
|
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
2012-04-19 20:02:00 +0700
|
นมัสการพระคุณเจ้าค่ะ สิ่งที่จะทำให้เกิดการสืบทอดความรู้ต่างๆ การทำข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ จำเป็นต้องฟื้นฟูให้ประเพณีมีชีวิต มีการร่วมใจที่จะมาลงแรงกันทำอะไรสักอย่างจึงจะนำไปสู่การรื้อฟื้นสิ่งดีๆอื่นๆตามมา
ประเพณีท้องถิ่นที่เลือนไปก็ให้เสียดายทั้งความรู้ทักษะในการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ของท้องถิ่นและสูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตนเองและพึ่งพากันได้ในชุมชนนะคะ
ได้ความรู้เรื่องประเพณีกินดองดีมากเลยค่ะ
วัฒนธรรม "กินดอง" แต่โบราณ วันนี้ ถูกแทนที่ด้วย "แดกด่วน" ครับ นมัสการมาด้วยเสียงหัวเราะ อิอิ
แล้วคำว่า "เป็นดองกัน" มันมาจากไหนครับ หรือว่ามาจากการกินดองนี่แหละ
วันนี้จะ "ปรองดอง" อีกแล้ว
เป็นดอง......ปรองดอง....มันคง เกี่ยวดองกันนะ โยมว่า
|
|
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
2012-04-26 00:55:40 +0700
|
เจริญพรโยมเขียวมรกต
วิธีที่จะให้คนรุ่นหลังจำเรื่องราวแต่เก่าก่อนได้
น่าจะอยู่ที่คนรุ่นเก่าด้วยนะ คือคนรุ่นเ่ก่าีที่ร่วมสมัย
กับเหตุการณ์นั้นๆ หาวิธีช่วยกันบันทึกเก็บข้อมูลไว้
ถ้าไม่ทำอย่างนั้น
ต่อไปเรื่องราวดีดี
ก็สูญหายไป
ชุมชนก็ว่างเปล่าไร้ตัวตน
|
|
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
2012-04-26 00:56:14 +0700
|
เจริญพรโยมนุช
ตอนนี้กำลังเริ่มเก็บรวบรวมข้อมูล
จากคนเฒ่าคนแก่ในชุมชน
เริ่มจากเรื่องเล็กๆ ที่คนในท้องถิ่น
เห็นเป็นเรื่องธรรมดาๆ
แต่เมื่อพูดคุยกันแล้ว ได้เรื่องราวอื่นๆ
ผุดขึ้นมาให้เห็นเพิ่มขึ้นอีกอย่างมากมาย
บอกโยมนุชนิดหนึ่งว่าตอนนี้ชุมชนหนองบัว
มีเรื่องราวต่างๆทั้งในอดีตปัจจุบัน
ที่หลายท่านได้ช่วยกันบันทึกคนละนิดคนละหน่อย
รวมกันแล้ว ได้เยอะอย่างเหลือเชื่อเลย
สิ่งนี้นำมาซึ่งความภูมิใจแก่ตนเองมาก
|
|
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
2012-04-26 00:55:38 +0700
|
เจริญพรคุณโยมคนถางทาง
เป็นดองกัน คำนี้ ที่เข้าใจกันโดยทั่วไป
น่าจะมาจาก ความเกี่ยวข้องกันในทางแต่งงาน
้เกี่ยวเืนื่องกันในทางเขยหรือสะใภ้
ถ้าใช้ในบริบทชุมชนหนองบัวที่เป็นเรื่องกินดองดั้งเดิมนั้น
จะหมายถึง ชายหนุ่ม หญิงสาว ที่พ่อแม่ทั้งสองฝ่าย
ชอบพอกัน เมื่อมีลูกชายลูกสาว
จึงอยากให้ดองกันจับจองเป็นคู่กันไว้
เพื่อที่ในอนาคต หากลูกสาวลูกชายได้แต่งงานกัน จะได้กลายเป็น
ครอบครัวเดียวกัน โบราณเลยก็ลูกไม่มีสิทธิ์เลือก พ่อแม่เลือกให้
กินดองหนองบัวยุคเก่า
ก็คล้ายๆสังคมไทยยุคก่อน
ที่พ่อแม่เลือกคู่ครองให้ลูก(คลุมถุงชน)
ปรองดองนี่ ถ้าทำโดยไม่เต็มใจทำ(ฝืนใจ)
ก็จะคล้ายคลุมถุงชนเลยนะเนี่ย จะบอกให้
|
|
ขจิต ฝอยทอง
2012-06-15 12:48:11 +0700
|
|
|
พระมหาวินัย ภูริปญฺโญ ..
2012-07-18 22:04:39 +0700
|
หลวงพ่อพระมหา สบายดีไหมครับ นานแล้วไม่ได้มานมัสการ สุขภาพร่างกายก็คงจะดีนะครับ ถ้ามีโอกาสไปนครสวรรค์จะแวะไปกราบนมัสการครับผม
นมัสการพระคุณเจ้า วันนี้ได้เข้ามาเยี่ยมชมบันทึกของท่าน ถือโอกาสขอบพระคุณท่านที่เมตตาให้กําลังใจผม ขอบคุณครับ
กราบนมัสการพระอาจารย์พระมหาแลค่ะ
นมัสการเจ้าค่ะ
ชอบหลายๆเรื่องในบันทึกนี้เจ้าค่ะ ทั้งในส่วนตัวการบันทึกเอง และ ในส่วนของความเห็นเจ้าค่ะ
นำลิ้งค์แฟ้มที่รวบรวม ภาพวาดการ์ตูน มาเรียนพระคุณเจ้าเจ้าค่ะ กำลังจะอัพโหลดภาพวาดการ์ตูนเก่าๆที่คิดว่าน่าจะใช้ประโยชน์ได้เพิ่มเติมเจ้าค่ะ
นมัสการลา
สืบทอด....โดยการดูตัวอย่าง...และการบอกเล่าจากบรรพบุรุษ...เป็นประเภณีที่งดงาม เจ้าค่ะ
|
|
อิงจันทร์ ณ เรือนปั้นหยา
2013-04-24 15:30:55 +0700
|
กราบนมัสการพระคุณเจ้า
|
|
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
2013-04-24 16:23:25 +0700
|
เจริญพรคุณครูอิงจันทร์
ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ใช้เวลาไปทำวิทยานิพนธ์ จนหมดเรี่ยวแรง มีคนบอกว่าผอมลง
ทำวิทยานิพนธ์ไป ดูไม่ค่อยจะมีอนาคตอีกด้วย จะไปรอดไหมหนอ
ขอบคุณครูอิงจันทร์
|
|
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
2013-04-29 21:42:23 +0700
|
http://www.gotoknow.org/posts/362168
|
|
ครูลักษณ์ กศน.ตำบลเกาะเรียน
2013-05-03 12:16:46 +0700
|
|
|
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
2013-05-04 10:54:31 +0700
|
เจริญพรขอบคุณคุณครูลักษณ์ที่แวะมาเียี่ยมเยียน
นมัสการพระคุณเจ้า โยมไม่ได้ยินคำนี้นานแล้ว ขอบคุณที่นำมาแบ่งปันค่ะ
|
|
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
2013-06-11 10:21:50 +0700
|
ขอบคุณคุณโยมtuknarak และคุณโยมมะเดื่อ
ที่แวะมาเยี่ยมให้กำลังใจ
GotoKnow เป็นบริการสังคมของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้รับการสนับสนุนโดย
GotoKnow ให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ภายใต้เงื่อนไขที่สมาชิกใช้บริการโดยไม่หวังผลทางการค้า
![]()
นมัสการพระคุณเจ้า
พูดจาทาบทาม คือการ แยบ(ภาคใต้)
หมัน = โต๊ะหนัง ตุหนัง ตุนาหงัน
กินเลี้ยง = กินเหนียว