รายละเอียด เนื้อหาคำวินิจฉัย คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยที่ 3 - 5 / 2550 คดีคำสั่งยุบพรรคไทยรักไทย
นำเสนอรายละเอียด
ฐานข้อมูล และเนื้อหาคำวินิจฉัย คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
30 พฤษภาคม 2550
คำวินิจฉัยที่ 3 - 5 / 2550
http://files.thaiday.com/download/trt_party.pdf
เรื่องพิจารณาที่ 20 / 2549
เรื่องพิจารณาที่ 21 / 2549
เรื่องพิจารณาที่ 22 / 2549
อัยการสูงสุดยื่นคำร้องรวมสามคำร้อง ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2549
ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งยุบพรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย และพรรคไทยรักไทย เนื่องจากความปรากฎต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่า พรรคการเมืองทั้งสามกระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541
คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ได้ขึ้นนั่งบัลลังก์เพื่อพิจารณาคำร้อง “ยุบพรรคไทยรักไทย” พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย โดยเฉพาะพรรคไทยรักไทย ถูกอัยการสูงสุดร้องในข้อหาว่าจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง
พร้อมระบุความผิดให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง มาตรา 66(1) ที่ระบุว่า เป็นการกระทำการอันมีลักษณะเป็นการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และ (2) เป็นการกระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 66 (1) และ (3) ของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง
ศาลรัฐธรรมนูญได้เริ่มอ่านคำร้องรายละเอียดของคดีที่ให้ยุบ 3 พรรคดังกล่าว พร้อมทั้งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกร้องทั้ง 3 พรรค โดยตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดียุบพรรคไทยรักไทย พรรคพัฒนาชาติไทย และและพรรคแผ่นดินไทย โดยได้พิจารณาประเด็นโดยสรุปดังนี้
ตุลาการรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่
คำวินิจฉัย : ตุลาการรัฐธรรมนูญมีอำนาจ โดยอ้างรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 มาตรา 35 วรรค 1 และวรรค 4 คำโต้แย้งฟังไม่ขึ้น
การร้องเรียนของนายสุเทพชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะไม่ได้ส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้ง จึงไม่ถือเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย และนายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจสอบสวนกรณีหรือไม่ เนื่องจากไม่ได้เห็นการกระทำผิดด้วยตัวเอง
คำวินิจฉัย : ผู้เสียหายไม่จำเป็นต้องจำกัดเฉพาะผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการลงสมัครรับเลือกตั้งเท่านั้น และไม่ว่านายทะเบียนนักการเมืองจะเห็นเอง หรือผู้ใดแจ้งถึงการกระทำผิด ก็มีอำนาจในการสอบสวนทั้งนั้น คำโต้แย้งจึงฟังไม่ขึ้น
การสืบสวนสอบสวนของคณะกรรมการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะไม่เคยเรียกผู้ถูกร้องไปชี้แจงเลย
คำวินิจฉัย : เป็นไปตามระเบียบและวิธีการ คำร้องฟังไม่ขึ้น
ผู้ถูกร้องกระทำการดังต่อไปนี้หรือไม่
1.พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา และนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล ร่วมกับนายบุญทวีศักดิ์ อมรสินธุ์ หัวหน้าพรรคพัฒนาชาติไทย และนายสุขสันต์ ชัยเทศ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคพัฒนาชาติไทย แก้ไขฐานข้อมูลกลางของสมาชิกพรรคพัฒนาชาติไทยหรือไม่ และ พล.อ.ธรรมรักษ์ กับนายพงษ์ศักดิ์ ร่วมกันให้เงินพรรคพัฒนาชาติไทย หรือไม่
ศาลวินิฉัยว่า มีเหตุผลฟังได้ว่า พล.อ.ธรรมรักษ์ และนายพงษ์ศักดิ์ ได้ร่วมกันแก้ไขเปลี่ยนแปลงฐานข้อมูลจริง และทั้ง พล.อ.ธรรมรักษ์ และนายพงษ์ศักดิ์ ให้เงินสนับสนุนพรรคแผ่นดินไทยเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งจริง
2.นายบุนทวีศักดิ์ ออกหนังสือรับรองคุณสมบัติของผู้สมัครเป็นเท็จจริงหรือไม่
ศาลวินิจฉัยว่า จริง เป็นการออกทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าผู้สมัครมีคุณสมบัติไม่ครบ จึงถือเป็นการออกหนังสือรับรองอันเป็นเท็จ
3.พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต หรือ “เสธ.ไอซ์” เลขานุการ รมว.กลาโหม(ในขณะนั้น) ให้เงินพรรคจ้างแผ่นดินไทย และผู้สมัครพรรคแผ่นดินไทย ให้ลงสมัครเลือกตั้งจริงหรือไม่
ศาลวินิจฉัยว่า จากการให้ปากคำของพยาน ทั้งนางฐัตติมา ภาวะลี ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคแผ่นดินไทย ที่กลับคำให้การว่าสุเทพหักขังหน่วงเหนี่ยว รวมถึงผู้สมัครของพรรคแผ่นดินไทย เชื่อได้ว่าเสธ.ไอซ์ได้ให้เงินจริง แม้จะมีการกลับคำให้การในภายหลัง และผู้สมัครเห็นเสธ.ไอซ์ และ พล.ท.ผดุงศักดิ์ กลั่นเสนาะ อดีตผู้ช่วยฝ่ายเสนาธิการ(เสธ.) ประจำ รมว.กลาโหม ที่ที่ทำการพรรคแผ่นดินไทย
ส่วนที่นางฐัตติมา กลับคำให้การ อ้างว่าถูกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ข่มขู่จะดำเนินคดีปลอมแปลงเอกสารนั้น นางฐัตติมายืนยันมาตลอดว่าไม่เคยปลอมแปลงเอกสาร จึงเป็นการกล่าวอ้างที่ฟังไม่ขึ้น และไม่น่าเชื่อว่าถ้านางฐัตติมา ได้รับเงินจากสุเทพแล้วจริง จะกล้ากลับคำให้การ
นอกจากนี้ทั้งพล.ท.ผดุงศักดิ์ และพล.อ.ไตรรงค์ เป็นนายทหารนอกราชการ จึงไม่ผลประโยชน์ ในทางการเมือง จึงเชื่อได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นไปตามคำสั่งของ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา และคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเห็นว่า การที่พรรคไทยรักไทยสนับสนุนให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงฐานข้อมูลผู้สมัครรับเลือกตั้งย่อมฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และการที่พรรคไทยรักไทยจ้างบุคคลอื่นลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคการเมืองอื่น ถือได้ว่าเป็นการกระทำให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยศีลธรรมอันดีของประชาชน
นอกจากนี้การกระทำของ พล.อ.ธรรมรักษ์ และนายพงษ์ศักดิ์ เนื่องจากมีตำแหน่งใหญ่โตในพรรค จึงมีผลผูกพันกับพรรคไทยรักไทย การกระทำดังกล่าวเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ และเป็นปกรักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย
ส่วนพรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทยนั้น การที่รับเงินจากพรรคไทยรักไทยเพื่อจัดหาผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง และการเปลี่ยนแปลงฐานข้อมูลสมาชิกพรรคในฐานข้อมูลของกกต. จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งยังเป็นการกระทำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยศีลธรรมอันดีของประชาชนด้วย
ดังนั้น คณะตุลาการรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่า มีเหตุอันควร.....
“ยุบพรรคไทยรักไทย”
พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย
ส่วนประเด็นการตัดสิทธิ์การเลือกตั้งนั้น ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ว่ากรรมการบริหารพรรคลาออกไปแล้วก็ไม่มีผลหลีกเลี่ยงความผิด หรือเลี่ยงการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง และเนื่องจากพฤติกรรมความผิดร้ายแรง จึง “เพิกถอนสิทธิ์” การเมืองของ “กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย” ผู้ถูกร้องที่ 1 จำนวน 111 คน ส่วนพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 เพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง 19 คน ผู้ถูกร้องที่ 3 ตัดสิทธิ์การเมือง 3 คน
อ้างอิงจาก
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/news.asp?ID=61921
ท่องเวบไปพบ mindmap ที่สรุปคำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทยครับ
ที่มา http://www.oknation.net/blog/myplanet/2007/05/31/entry-2
(คลิกโหลดภาพใหญ่ไปดูได้นะครับ)
ขอบคุณครับ มีประโยชน์มาก
409 ซอย รัชดา 14 ห้วยขวาง กรุงเทพ 10320
โทรศัพท์ และ โทรสาร 02-6910574
Campaign for Popular Media Reform (CPMR)
409 Soi Ratchada 14, Huay kwang, Bangkok 10320 Thailand
Tel& Fax +662-6910574
ประชาธิปไตย สู่เสรีสื่อ เสรีประชาชน
Democracy for FreeMedia FreePeople
ข้อมูลในบล็อก คุณ Kati ดีเหลือเกิน
ด้วยการให้เกียรติ พร้อมฟัง และยอมรับความขัดแย้ง
ขอบคุณค่ะ
ประชาธิปัตย์พ้นผิด
ทำไมศาลต่างๆไม่หันมามองถึงประชาชนบ้างล่ะค่ะ ตำรวจที่คอยวางอำนาจกับประชาชน เช่น เรื่อง ยาบ้า ในคดี ยาเสพติด ในเมื่อที่ผู้ต้องได้พ้นโทษแล้วแต่ตำรวจก็ได้ออกหมายค้นบ้านแล้วมีการบอกว่าจะหาผลงานโดยใช้ยาบ้ายัด มันใช่เรื่องป่าวค่ะที่ต้องโดนอย่างนี้ ที่หนูนำเรื่องมาเล่านี้ เพราะหนูอย่างรู้ว่าตำรวจที่อยู่เรือนจำนครราชสีมาหรือศาลจังหวัดนครราชสีมา ต้องทำอย่างนี้ หนูอยากรู้ว่าตำรวจมีหัวใจบ้างป่าวค่ะ ถ้าครอบครัวของคุนโดนอย่างนี้ตำรวจจะเสียใจป่าวค่ะ หนูขอบอกว่าถ้ามันเป็นอย่างนี้หนูจะต้องชำระด้วยตัวหนูเอง
ถึงแม้ว่าหนูจะเป็นเด็กเพียงอายุ13แต่หนูก็มีหัวใจ หนูว่าสุนัขมันยังดีกว่าตำรวจอีก( สุนัขมันยังซื่อสัตย์ หนูเกียจตำรวจ)
คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ได้ขึ้นนั่งบัลลังก์เพื่อพิจารณาคำร้อง “ยุบพรรคไทยรักไทย” พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย โดยเฉพาะพรรคไทยรักไทย ถูกอัยการสูงสุดร้องในข้อหาว่าจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง
พร้อมระบุความผิดให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง มาตรา 66(1) ที่ระบุว่า เป็นการกระทำการอันมีลักษณะเป็นการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และ (2) เป็นการกระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 66 (1) และ (3) ของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง
ศาลรัฐธรรมนูญได้เริ่มอ่านคำร้องรายละเอียดของคดีที่ให้ยุบ 3 พรรคดังกล่าว พร้อมทั้งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกร้องทั้ง 3 พรรค โดยตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดียุบพรรคไทยรักไทย พรรคพัฒนาชาติไทย และและพรรคแผ่นดินไทย โดยได้พิจารณาประเด็นโดยสรุปดังนี้
ตุลาการรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่
คำวินิจฉัย : ตุลาการรัฐธรรมนูญมีอำนาจ โดยอ้างรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 มาตรา 35 วรรค 1 และวรรค 4 คำโต้แย้งฟังไม่ขึ้น
การร้องเรียนของนายสุเทพชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะไม่ได้ส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้ง จึงไม่ถือเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย และนายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจสอบสวนกรณีหรือไม่ เนื่องจากไม่ได้เห็นการกระทำผิดด้วยตัวเอง
คำวินิจฉัย : ผู้เสียหายไม่จำเป็นต้องจำกัดเฉพาะผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการลงสมัครรับเลือกตั้งเท่านั้น และไม่ว่านายทะเบียนนักการเมืองจะเห็นเอง หรือผู้ใดแจ้งถึงการกระทำผิด ก็มีอำนาจในการสอบสวนทั้งนั้น คำโต้แย้งจึงฟังไม่ขึ้น
การสืบสวนสอบสวนของคณะกรรมการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะไม่เคยเรียกผู้ถูกร้องไปชี้แจงเลย
คำวินิจฉัย : เป็นไปตามระเบียบและวิธีการ คำร้องฟังไม่ขึ้น
ผู้ถูกร้องกระทำการดังต่อไปนี้หรือไม่
1.พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา และนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล ร่วมกับนายบุญทวีศักดิ์ อมรสินธุ์ หัวหน้าพรรคพัฒนาชาติไทย และนายสุขสันต์ ชัยเทศ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคพัฒนาชาติไทย แก้ไขฐานข้อมูลกลางของสมาชิกพรรคพัฒนาชาติไทยหรือไม่ และ พล.อ.ธรรมรักษ์ กับนายพงษ์ศักดิ์ ร่วมกันให้เงินพรรคพัฒนาชาติไทย หรือไม่
ศาลวินิฉัยว่า มีเหตุผลฟังได้ว่า พล.อ.ธรรมรักษ์ และนายพงษ์ศักดิ์ ได้ร่วมกันแก้ไขเปลี่ยนแปลงฐานข้อมูลจริง และทั้ง พล.อ.ธรรมรักษ์ และนายพงษ์ศักดิ์ ให้เงินสนับสนุนพรรคแผ่นดินไทยเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งจริง
2.นายบุนทวีศักดิ์ ออกหนังสือรับรองคุณสมบัติของผู้สมัครเป็นเท็จจริงหรือไม่
ศาลวินิจฉัยว่า จริง เป็นการออกทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าผู้สมัครมีคุณสมบัติไม่ครบ จึงถือเป็นการออกหนังสือรับรองอันเป็นเท็จ
3.พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต หรือ “เสธ.ไอซ์” เลขานุการ รมว.กลาโหม(ในขณะนั้น) ให้เงินพรรคจ้างแผ่นดินไทย และผู้สมัครพรรคแผ่นดินไทย ให้ลงสมัครเลือกตั้งจริงหรือไม่
ศาลวินิจฉัยว่า จากการให้ปากคำของพยาน ทั้งนางฐัตติมา ภาวะลี ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคแผ่นดินไทย ที่กลับคำให้การว่าสุเทพหักขังหน่วงเหนี่ยว รวมถึงผู้สมัครของพรรคแผ่นดินไทย เชื่อได้ว่าเสธ.ไอซ์ได้ให้เงินจริง แม้จะมีการกลับคำให้การในภายหลัง และผู้สมัครเห็นเสธ.ไอซ์ และ พล.ท.ผดุงศักดิ์ กลั่นเสนาะ อดีตผู้ช่วยฝ่ายเสนาธิการ(เสธ.) ประจำ รมว.กลาโหม ที่ที่ทำการพรรคแผ่นดินไทย
ส่วนที่นางฐัตติมา กลับคำให้การ อ้างว่าถูกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ข่มขู่จะดำเนินคดีปลอมแปลงเอกสารนั้น นางฐัตติมายืนยันมาตลอดว่าไม่เคยปลอมแปลงเอกสาร จึงเป็นการกล่าวอ้างที่ฟังไม่ขึ้น และไม่น่าเชื่อว่าถ้านางฐัตติมา ได้รับเงินจากสุเทพแล้วจริง จะกล้ากลับคำให้การ
นอกจากนี้ทั้งพล.ท.ผดุงศักดิ์ และพล.อ.ไตรรงค์ เป็นนายทหารนอกราชการ จึงไม่ผลประโยชน์ ในทางการเมือง จึงเชื่อได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นไปตามคำสั่งของ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา และคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเห็นว่า การที่พรรคไทยรักไทยสนับสนุนให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงฐานข้อมูลผู้สมัครรับเลือกตั้งย่อมฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และการที่พรรคไทยรักไทยจ้างบุคคลอื่นลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคการเมืองอื่น ถือได้ว่าเป็นการกระทำให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยศีลธรรมอันดีของประชาชน
นอกจากนี้การกระทำของ พล.อ.ธรรมรักษ์ และนายพงษ์ศักดิ์ เนื่องจากมีตำแหน่งใหญ่โตในพรรค จึงมีผลผูกพันกับพรรคไทยรักไทย การกระทำดังกล่าวเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ และเป็นปกรักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย
ส่วนพรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทยนั้น การที่รับเงินจากพรรคไทยรักไทยเพื่อจัดหาผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง และการเปลี่ยนแปลงฐานข้อมูลสมาชิกพรรคในฐานข้อมูลของกกต. จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งยังเป็นการกระทำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยศีลธรรมอันดีของประชาชนด้วย
ดังนั้น คณะตุลาการรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่า มีเหตุอันควร.....
“ยุบพรรคไทยรักไทย”
พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย
ส่วนประเด็นการตัดสิทธิ์การเลือกตั้งนั้น ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ว่ากรรมการบริหารพรรคลาออกไปแล้วก็ไม่มีผลหลีกเลี่ยงความผิด หรือเลี่ยงการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง และเนื่องจากพฤติกรรมความผิดร้ายแรง จึง “เพิกถอนสิทธิ์” การเมืองของ “กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย” ผู้ถูกร้องที่ 1 จำนวน 111 คน ส่วนพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 เพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง 19 คน ผู้ถูกร้องที่ 3 ตัดสิทธิ์การเมือง 3 คน
อ้างอิงจาก
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/news.asp?ID=61921