บรมครูเหล่านี้ไม่เพียงมีความเข้าใจในเรื่องต้นไม้และป่าอย่างลึกซึ้ง แต่ยังเชื่อมโยงไปสู่ "สภาวะที่เหนือขึ้นไป" ซึ่งก็คือความยิ่งใหญ่ของธรรมชาตินั้นเอง

  หากจะเปรียบ CV เป็นบันทึกเกียรติประวัติและผลงานของนักวิชาการแล้วล่ะก็ "สวน" คงเป็นบันทึกเกียรติประวัติและผลงานของคนที่อินแปงโดยแท้เทียว

   "สวน" ในที่นี้คือพื้นที่เกษตรที่คนที่รับเอาแนวคิดแบบอินแปงหรือแบบวนเกษตร คือ การปลูกทุกอย่างที่กินใช้ และ กินใช้ทุกอย่างที่ปลูก ดังนั้น สวนของแต่ละคนจึงเปรียบเสมือนเกียรติภูมิของคนผู้นั้น เป็นสนามในการลองผิดลองถูก, เป็นแหล่งเรียนรู้และเป็นพื้นที่ในการหล่อเลี้ยงชีวิต

    ไม่ต่างกับ CV ของนักวิจัย, สวนของคนอินแปงหรือคนวนเกษตรก็มีหลายระดับ ตั้งแต่ประเภทเพิ่งเริ่มต้น, ประเภทขั้นกลาง, ขั้นครู และขั้นบรมครู

    ผมโชคดีที่ได้ไปเห็นสวนของคนในหลากหลายระดับ มีโอกาสได้สัมภาษณ์พูดคุย และได้เห็นถึงความภูมิใจในการมีวิถีชีวิตแบบพึ่งพาตัวเองผ่านการทำสวนแบบนี้

     ได้ไปดูสวนของคุณสุก, คุณเปี๊ยก ซึ่งอยู่ในระดับเริ่มต้น เพิ่งรับเอาแนวคิดนี้มาทำได้ไม่เกินสองสามปี สวนจึงเป็นลักษณะที่ต้นไม่ยังไม่ทึบ ไม่ร่มรื่น และพันธุ์ไม้ยังไม่หลากหลาย ไม้หลายชนิดที่ปลูกยาก เช่นผักหวาน ก็ยังมีปัญหาปลูกกล้าแล้วตาย, ปัญหาการปรับปรุงดิน, ปัญหาการป้องกันวัวไม่ให้เข้ามากินพืชพันธุ์ในสวน การจัดเรียงประเภทของต้นไม้ในสวน ปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาของ"มือใหม่"ที่ต้องประสบพบเจอทั้งสิ้น

    ระดับสวนที่เป็นขั้นกลางก็ได้แก่ประเภทที่มีความรู้ว่าจะเลี้ยงต้นไม้ประเภทที่ตัวเองต้องกินใช้ อย่างไรบ้าง ต้นไม้จึงจะเติบโต อยู่รอดและเก็บกินในส่วนของตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งผักตลาดมากมายนัก

    ส่วนขั้นครูนั้นเป็นสวนที่มีระบบอันซับซ้อน มีพันธุ์ไม้หลากหลายมีความทึบ ความครึ้ม ความร่มเย็น มีสัตว์หลายประเภทเข้ามาอาศัยอยู่ในสวน เช่น นก งู แมลงประเภทต่างๆ ดินในสวนประเภทนี้จะไม่แห้งเลยเพราะมีเงาไม้คลุมตลอดเวลา รวมทั้งมีใบไม้ตกลงมาทับทบกันชั้นแล้วชั้นเล่า มีมดแมลงไส้เดือนช่วยย่อยสลายให้ใบไม้กลายเป็นดินอีกที เจ้าของก็มีความรู้ไม่ใช่แค่เรื่องต้นไม้เดี่ยวๆ แต่ละประเภทเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงความรู้เรื่อง "ความสัมพันธ์ระหว่างต้นไม้" ว่าต้องปลูกต้นนี้ใกล้กับต้นนั้น มันจึงจะเกื้อกูลกัน จะมีสัตว์ประเภทนี้มาอาศัย จะมีแมลงประเภทนั้นมาให้เก็บกินในฤดูนี้ ฯลฯ

    ส่วน CV ของศาสตราจารย์ในวิธีคิดแบบปลูกกินปลูกใช้นี้ ได้แก่สวนระดับบรมครูครับ

    สวนบรมครูทำให้เรานึกถึงคนปลูกต้นไม้ในหนังสือของ ฌ็อง ฌิโอโน (มูลนิธิโกมลคีมทองพิมพ์ให้เราอ่านเมื่อหลายปีก่อน) บรมครูเหล่านี้ปลูกต้นไม้ถึงขั้นที่เราไม่รู้เลยว่ามันเคยเป็นพื้นที่ว่างเปล่ามาก่อน เมื่อเข้าไปในสวนเราจะเข้าใจว่ากำลังอยู่ในป่า (ผมรู้สึกว่ามันเป็นป่ามากกว่าป่าจริงๆ ที่ได้ไปเดินสำรวจกับคณะตรวจไฟป่ามาเสียอีก) ป่าทึบที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมบูรณ์แบบมีสัตว์ใหญ่และแปลกตากว่าที่พบเห็นทั่วๆไป เช่นนกขนาดใหญ่ แมงมุมตัวยักษ์ ตั๊กแตนใบไม้กิ่งไม้ ตัวเงินตัวทองขนาดน้องๆ จระเข้ ฯลฯ บรมครูเหล่านี้ไม่เพียงมีความเข้าใจในเรื่องต้นไม้และป่าอย่างลึกซึ้ง แต่ยังเชื่อมโยงไปสู่ "สภาวะที่เหนือขึ้นไป" ซึ่งก็คือความยิ่งใหญ่ของธรรมชาตินั้นเอง (อย่างลืมว่าการ "รู้แจ้ง"ของอริยบุคคลทั้งหลายล้วนเกิดขึ้นในสภาวะที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติอันสมบูรณ์)

    คิดไปคิดมาก็คงเหมือนกับนักวิจัยและนักวิชาการทั้งหลายที่เริ่มแรกก็ล้มลุกคลุกคลาน ไต่มาถึงขั้นพอพึ่งตัวเองได้ แล้วก็ถึงขั้นเชี่ยวชาญในสาขาที่ตัวเองสังกัด แต่พอก้าวข้ามมาถึงระดับบรมครูแล้วย่อมเห็นถึงความเชื่อมโยงของเรื่องที่ตนเองเชี่ยวชาญกับเรื่องที่เป็นสภาวะธรรมชาติ จึงไม่แปลกที่เราจะมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องกล้วยไม้ที่เข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ เรามีหมอผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยาแต่ได้รับรางวัลแมกไซไซด้านบริการสังคม เพราะท่านเหล่านี้ก้าวข้ามขั้นของข้อจำกัดความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมาสู่ขั้นหลอมรวมกับธรรมชาติแล้วนั้นเอง