บรัสเซลส์ เมืองหลวงแห่งยุโรปที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันซ่อนเร้น แม้จะเป็นเมืองเล็กๆ มีพลเมืองเพียง 1 ล้านคน แต่มีสถานที่ที่น่าสนใจมากมาย หาดูไม่ได้ที่ไหนในโลก ตั้งแต่ รูปปั้นเด็กฉี่เมนเกนปิสเลื่องชื่อ ที่ทุกวันสงกรานต์ (13 เมษายน) ของทุกปีจะแต่งชุดราชประแตนของไทยยืนอวดสายตานักท่องเที่ยวที่ผ่านไปผ่านมา อะโตเมี่ยม สถาปัตยกรรมโครงสร้างอะตอมที่ตั้งตระหง่านคงทนมาตั้งแต่งานมหกรรมโลกปี ค.ศ. 1958 มินิยุโรป เมืองย่อรวมสถาปัตยกรรมและอาคารสำคัญๆของยุโรปมาไว้ ณ ที่แห่งเดียว พาเลส เดอ จัสติส อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมอลังการและถือว่าเป็นอาคารศาลใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่ง มีตำนานเล่ากันว่าหากรื้อถอนอิฐของอาคารดังกล่าวมาเรียงต่อกันทีละก้อน ก็จะเรียงต่อได้จากบรัสเซลส์ไปเป็นระยะทางยาวไปจนถึงกรุงมอสโคว์ของรัสเซียทีเดียว จัตุรัสกรองพลาสกลางกรุงบรัสเซลส์ที่สวยงามที่สุดในยุโรป สถานที่ที่ในทุกๆ สองปี จะมีการจัดพรมดอกไม้ประดับด้วยดอกไม้กว่าเจ็ดแสนดอกเต็มจัตุรัส เพื่อให้คนได้ชื่นชมเพียง สามวัน พิพิธภัณฑ์การ์ตูนที่ยิ่งใหญ่ ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในยุโรป ………….และนอกเหนือไปจากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้แล้ว ยังมีสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด นั่นก็คือ พิพิธภัณฑ์ปกหนังสือ Wittockania
พิพิธภัณท์นี้สำคัญอย่างไร มีเอกลักษณ์อะไรที่ทำให้น่าสนใจและไม่เหมือนใคร ซึ่งตามปรกติ เมื่อเอ่ยถึงพิพิธภัณฑ์ คนส่วนมากจะเข้าใจว่าหมายถึงพิพิธภัณฑ์ภาพเขียนศิลปะหรือวัตถุโบราณต่างๆ แต่พิพิธภัณฑ์ปกหนังสือ เป็นสิ่งที่ไม่เคยได้ยินหรือไม่อยู่ในความคิดเลยว่าจะมีพิพิธภัณท์ประเภทนี้อยู่ในโลกด้วย แต่ก็มีแล้ว พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมปกหนังสือแบบต่างๆ เป็นจำนวนมาก ทั้งปกหนังสือเก่าโบราณและปกหนังสือใหม่ ศิลปะร่วมสมัย ซึ่งเจ้าของพิพิธภัณท์อ้างว่าการสร้างสรรค์ศิลปะปกหนังสือนี้นับเป็นศิลปะแขนงหนึ่งเทียบเท่างานสถาปัตยกรรมหรือปฎิมากรรมเลยทีเดียว
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีชื่อว่า พิพิธภัณฑ์ Wittockania
ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 21 ถนน เบเมล (Rue du
Bemel) ย่านสะแควร์มอนโกเมอรรี่ ชานกรุงบรัสเซลส์
ผู้ก่อตั้งและเจ้าของคือนาย Micheal Wittock
ชาวเบลเยี่ยมเชื้อสายอิตาเลี่ยน นาย Wittock
นี้เป็นลูกชายคนเล็กของ Valere Gille
กวีชาวอิตาเลียน
ที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการก่อตั้งสถาบันภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศสของเบลเยี่ยม
(L’Academie royal de langue et de litterature francaises de
Belgique)
เส้นทางชีวิตที่นำ Wittock
ให้เข้ามาสู่โลกของการสะสมปกหนังสือเริ่มจากการที่เขาได้รับมรดกเป็นหนังสือเก่าเขียนด้วยลายมือ
และจดหมายเก่าของนักเขียน ฝรั่งเศสและเบลเยี่ยมหลายคนจากปู่ของเขา
ซึ่งเป็น ผอ. ของวารสารทางวรรณคดี La Jeune
Belgique ถึง 8 ปี ตั้งแต่ปลายปี
ค.ศ. 1889
ความหลงใหลของ Wittock
ในการสะสมหนังสือเก่า
เริ่มจากหนังสือเก่าประเภท genealogied’ heraldique และ
ภาพวาดแผนที่เก่า topographie ของเบลเยี่ยม
ในเวลาไม่นานนักเขาก็มีหนังสือเก่าและเอกสารเก่า
เหล่านี้ประมาณ 300 ชิ้น
และด้วยความเชี่ยวชาญในด้านนี้เองทำให้เขาได้เป็นกำลังสำคัญของหน่วยงานต่าง
ๆ
ที่เกี่ยวข้องกับหนังสือเก่าของเบลเยี่ยมในเวลาต่อมา
Wittock ได้เป็นสมาชิก Societe Royale des bibliophiles
และ Iconophiles ของเบลเยี่ยม
และต่อมาได้เป็นถึงรองประธานของสมาคม
ในช่วงปี ค.ศ. 1970
เขาได้มีโอกาสชมงานเกี่ยวกับการทำปกหนังสือที่งดงามในพิพิธภัณฑ์ต่างๆทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจที่จะสร้างห้องสมุดเฉพาะในด้านประวัติศาสตร์การจัดทำปกหนังสือ
ซึ่งในปัจจุบันมีสะสมอยู่หลายพันเล่ม
เขาได้เริ่มสะสมปกหนังสือที่สวยงาม
รวมทั้งซื้อหามาจากการประมูล
ทั่วไปตามห้องสมุดต่างๆ โดยเฉพาะจากห้องสมุดของ Sir Robert
Abdy ที่ได้เลิกกิจการบางส่วนไปในปี ค.ศ.
1975
ความสนใจของ Wittock
มุ่งเน้นไปยังปกหนังสือเก่าโบราณที่ประดับด้วยลวดลายทอง
โดยเฉพาะหนังสือเก่าสมัยศตวรรษที่ 16
ซึ่งในอิตาลีและในฝรั่งเศสในสมัยนั้น
มีการทำปกหนังสือที่สวยงามมาก
รวมทั้งในเบลเยี่ยมเองก็มีการพัฒนาในเรื่องนี้เช่นกัน
จากการที่สะสมหนังสือเก่าต่างๆ เอกสารเก่าต่าง ๆ
เป็นเวลานานทำให้ Wittock
ตัดสินใจที่จะก่อตั้งสถานที่เก็บของสะสมเหล่านี้เป็นการเฉพาะ
ซึ่งก็คือที่มาของห้องสมุด Wittockiana
ที่เปิดดำเนินการเมื่อเดือน ก.ย.
ค.ศ.1983
นี้เอง
ในขณะที่สนใจหนังสือเก่าโบราณ Wittock
ก็เริ่มสนใจในงานศิลปะสมัยใหม่ด้วยเช่น Art nouveau Art
deco Art Figuratif และ Art abstrait
Wittock ได้คิดไปไกลกว่านักสะสมหนังสือเก่าทั่วไปในยุคเดียวกัน
โดยพิจารณาทำปกหนังสือ ให้สัมพันธ์กับข้อเขียน
เพื่อความสวยงามและความงามของภาพเขียนประกอบด้วย
ซึ่งทุกอย่างนี้เขาเชื่อว่าสามารถจะมีอยู่พร้อมกันได้
และถือว่าเป็นแนวความคิดใหม่
การทำปกหนังสือไม่เพียงแต่ทำปกให้มีค่าอย่างเดียว แต่
Wittock
ต้องการความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินผู้ที่มีจินตนาการด้วย
โดยเขาจะเป็นผู้เลือกหนังสือ
จากนั้นศิลปินมีหน้าที่คิดทำปกหนังสือให้มีภาพพจน์ที่เหมาะสมต่อไป
Wittock ได้กล่าวไว้ว่า.....
“ในเรื่องของงานศิลปะ
การเก็บหนังสือหรือของในห้องสมุดเอกชนส่วนตัวนั้นต่างจากการเก็บของพิพิธภัณฑ์ในแง่ของการมอง
ระหว่างความชื่นชม ในความงดงามกับกฎระเบียบทางวิทยาศาสตร์
(การเก็บของเก่า)
ที่เคร่งครัด”
“การสะสมหนังสือที่ข้าพเจ้าทำมากว่า 20
ปีไม่ได้มีความตั้งใจที่จะแสดงประวัติศาสตร์ของการตกแต่งและทำปกหนังสือในอดีตกาลที่ผ่านมากหรือของโลกแต่อย่างใด
และด้วยความที่สนใจในศิลปะของละตินมากกว่าของเยอรมัน
ข้าพเจ้าจึงเริ่มการสนใจการพัฒนาการศิลปะในอิตาลีก่อน
ของฝรั่งเศสต่อมา
โดยสนใจเป็นพิเศษกับหนังสือที่มีปกประดับด้วยทองหรือปนด้วยเงินในยุคเรอเนสซองส์
ซึ่งเมื่อเริ่มสนใจจากปกหนังสืออิตาเลียนในช่วงศตวรรษที่ 16
ที่ประดับด้วยทอง ทำให้ข้าพเจ้าคิดว่า
การทำปกหนังสือเป็นศิลปะแขนงหนึ่งเช่นเดียวกับศิลปะตกแต่งอื่น ๆ
คือจิตรกรรม และปฏิมากรรมเช่นกัน
และน่าจะเปรียบเทียบได้กับสถาปัตยกรรมด้วยซ้ำไป”
“ด้วยความคิดเช่นนี้
ข้าพเจ้าจึงได้สนใจการทำปกหนังสือฝรั่งเศสในยุค Haute
Renaissance
ซึ่งมีการประดับปกหนังสือและตกแต่งอย่างงดงามทำให้สามารถจินตนาการได้ถึงสภาพความเป็นอยู่
ความคิดความอ่านของเหล่าผู้คนในสมัยนั้น
ไม่ว่าจะเป็นปกครองพระเจ้าแผ่นดิน พระราชินี ขุนนาง ชาวนา ทหาร
เจ้าหน้าที่ และแม้กระทั่งนักศึกษา ปัญญาชน”
“หลักจากได้ค้นพบรูปแบบที่แสดงถึงศิลปะการทำปกหนังสือของฝรั่งเศสใน ช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มความสนใจไปในแนวใหม่คือการทำปกหนังสือร่วมสมัย….หากทุกๆ ท่านทราบดีว่า ห้องสมุดนี้แสดงถึงรสนิยมส่วนตัวของข้าพเจ้า ก็คงจะไม่แปลกใจที่อาจจะพบว่าห้องสมุดส่วนตัวนี้ ไม่ได้เป็นเฉพาะห้องสมุดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การทำปกหนังสือเก่าในอดีตเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว...”
ระหว่าง วันที่ 12 มีนาคม ถึง 17 เมษายน 1999 ที่ผ่านมา พิพิธภัณท์ Wittockania ได้จัดการแสดงนิทรรศการปกหนังสือ L’Infinito ของนักประพันธ์อิตาเลี่ยน ที่ชื่อว่า Giacome Leopardi เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 200 ปีของการเกิดของ Leopardi คณะกรรมการจัดงานมหกรรมระหว่างประเทศในการทำปกหนังสือครั้งที่ 1 ในอิตาลีได้จัดพิมพ์หนังสือกวีนิพนธ์ L’Infinito ซึ่งมีบทกวี 74 บท วัตถุประสงค์ของคณะกรรมการก็เพื่อที่จะให้มีการออกแบบปกหนังสือกวีนิพนธ์ดังกล่าวจากนักสร้างสรรค์ปกหนังสือจากทวีปต่างๆ ทั่วโลก ปรากฎว่ามีนักสร้างสรรค์ปกหนังสือทั้งระดับฝีมืออาชีพและฝีมือสมัครเล่นกว่า 700 คน จาก 38 ประเทศส่งผลงานเข้าประกวด คณะกรรมการได้คัดเลือกผลงานที่ถือว่าปราณีตและเยี่ยมยอดเพียง 125 รายมาจัดแสดงนิทรรศการ ซึ่งผลงานทั้งหมดนี้จะจัดเป็นนิทรรศการเคลื่อนที่ไปแสดงตามเมืองสำคัญต่างๆ ทั่วโลก เช่นปารีส นิวยอร์ค ปักกิ่ง ในช่วงเวลา 3 ปีข้างหน้านี้ด้วย ที่ต้องกล่าวถึงก็คือในวันเปิดนิทรรศการดังกล่าว มีบุคคลสำคัญของท่านหรือ สองพระองค์มาทำพิธีเปิด คือควีนส์ฟาบิโอลา ราชินีในกษัตริย์โบดวงแห่งเบลเยี่ยมและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามมกุฎราชกุมารีของไทย ซึ่งในขณะนั้นอยู่ในระหว่างการเสด็จเยือนเบลเยี่ยมในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ของควีนส์ฟาบิโอลาพอดี ศิลปปกหนังสือ 125 เล่มนี้ มีความงดงาม หลากหลายในรูปแบบ แสดงถึงจินตนาการที่ไร้ขอบเขตของผู้สร้างสรรค์ ล้วนแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงจินตนาการที่ลึกซึ้งของผู้สร้างสรรค์ที่เต็มไปด้วยจินตนาการและรสนิยมที่หลากหลาย แสดงถึงทั้งความปราณีตและความงดงาม รวมทั้งการใช้วัสดุและเทคนิคที่หลากหลาย ทำให้เห็นว่าการทำปกหนังสือเป็นเรื่องของศิลปะโดยแท้และมิได้ด้อยไปกว่างานศิลปะแขนงอื่นเลย……………………………….
มัทเคยทำเป็นงานอดิเรก ซื้อหนังสือ book binding มา แล้วก็ใช้มือเย็บไปได้ ห้า หกเล่มเล็กๆ ใช้กระดาษเปล่าเป็นไส้ ทำเป็นโน๊ตบุ๊คค่ะ
ใช้แต่เชือกกับเข็มใหญ่ๆนี่แหละค่ะ ยังไม่มีเงินซื้อเครื่องมือ ออกมากเบี้ยวๆบูดๆ คงใช้ได้คนเดียว ๕๕๕๕๕๕
นี่เลิกทำไปปีสองปีแล้ว แต่ก็ยังใช้สมุดทำเองอยู่
มัทเลยชื่นชมช่างทำปกหนังสือที่ทำเองด้วยมือมากๆ
ขอบคุณท่านพลเดชมากๆนะคะ ที่นำเรื่องราวน่าสนใจมาฝาก
เรียนอาจารย์มัทนาครับ
คนทำปกหนังสือระดับโลกบอกว่าการทำปกหนังสือเป็นศิลปะแขนงหนึ่งเช่นกัน..........ซึ่งผมไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์มาแล้วก็เห็นจริงครับ ความจริงแล้ว คนไทยก็น่าจะทำปกหนังสือได้ดีนะครับ เพราะคนไทยเป็นคนช่างประดิษฐ์ มีฝีมือทางด้านหัตถกรรม....สิ่งที่สังคมไทยขาดคือการมีพิพิธภัณฑ์ที่กระตุ้นจินตนาการในเรื่องต่างๆ
ขอบคุณครับสำหรับข้อคิดเห็นครับ
ด้วยความปรารถนาดี
ขอบคุณมากค่ะสำหรับความรู้ ไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าจะมีพิพิธภัณฑ์ปกหนังสือด้วย สักวันหนึ่งคงได้มีโอกาสไปชมของจริง
รบกวนถามเล็กน้อยเกี่ยวกับปกหนังสือค่ะ ว่าจุดเด่นของปกหนังสือแต่ละสมัยเป็นอย่างไรคะ “ปกหนังสืออิตาเลียนในช่วงศตวรรษที่ 16 ที่ประดับด้วยทอง” ไม่ทราบว่าแล้วในช่วงศตวรรษที่ 17-18 มีวิวัฒนาการของปกหนังสืออย่างไรค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ
เท่าที่ผมเคยไปชมมานะครับ ปกหนังสือในสมัยเก่านิยมประดับด้วยทองทั้งนั้นเพราะถือว่ามีคุณค่าต่อหนังสือ ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของศาสนา ปรัชญาหรือสถาบันชั้นสูง
และที่เคยไปดูหนังสือเก่าตามตลาดหนังสือเก่าในยุโรปก็จะพบแต่หนังสือประเภทนี้ ปกส่วนใหญ่จะเป็นลวดลายทางศิลปะซะมากกว่า คงจะเป็นยุคหลังนะครับที่ปกหนังสือเริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นการนำเอาศิลปะร่วมสมัยมาออกแบบบนปกหนังสือ
ความเห็นส่วนตัวก็คือการพัฒนาของศิลปะ น่าจะมีผลโดยตรงกับศิลปะบนปกหนังสือ ศิลปะร่วมสมัยนั้นก็ราวศตวรรษที่ 18-19 แล้ว ศิลปะบนปกหนังสือก้น่าจะตามนั้นด้วย
ที่ผมเคยเห็นที่พิพิธภัณฑ์นั้น ปกหนังสือที่นำเอาศิลปะร่วมสมัยมาออกแบบก็เป็นหนังสือที่มีสาระที่หลากหลายครับ ขยายออกไปในวิถีชีวิตของคนในสังคมและในวงกว้างแทนที่จะอยู่เฉพาะเรื่องศาสนาและคนชั้นสูง
ปกหนังสือร่วมสมัยนั้น น่าดุมากครับ เหมือนนำเอาปิกัสโซมาไว้บนปกหนังสือ จึงมีสีสันน่าดูมาก
มีเว้บที่เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์นี้ครับ http://www.brusselslife.be/F/article.php?serial=458
ลองดูนะครับ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ความเห็นของคุณพลเดชเป็นเหตุเป็นผลมากเลยค่ะ
ถ้าไม่รังเกียจอยากจะขอความรู้เพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อยค่ะ ปกหนังสือในช่วงศตวรรษที่ 16 มีการประดับด้วยทอง เป็นหนังสือของชนชั้นสูง แสดงว่าคนทั่วไปไม่มีโอกาสอ่านหนังสือใช่หรือไม่คะ แล้วในช่วงประมาณปี 1788-89 ช่วงก่อนปฏิวัติในฝรั่งเศส มีนักเขียนที่เขียนหนังสือเสียดสีสังคม ไม่ทราบว่าปกหนังสือในสมัยนั้นยังมีการใช้ทองด้วยหรือเปล่าคะ
ขอบคุณสำหรับ website เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ค่ะ (แต่ว่าไม่ใช่ภาษาอังกฤษเลยอ่านไม่ออกค่ะ เสียใจจัง) เห็นในภาพปกหนังสือส่วนมากเป็นสีดำและแดง 2 สีนี้มีความหมายพิเศษอย่างไรคะ
ขอบคุณมากค่ะ
สวัสดีครับ
ผมขอตอบเฉพาะจากประสบการณ์ของผมนะครับ
เนื่องจากเป็นนักเรียนเก่าฝรั่งเศส จึงพอจะทราบเรื่องหนังสือพอสมควร
คนทั่วไปก็มีโอกาสอ่านหนังสือครับและเป็นที่นิยมมากด้วย คนฝรั่งเศสนั้นเป็นคนที่ชอบหาความรู้ครับ บอกกันว่าฝรั่งเศสมีประชากร 60 ล้านคน ก็มี 60 ล้านความคิดนะครับ
หนังสือพิมพ์กันมานานแล้ว ที่ผมเคยเห็นคือใช้กระดาษธรรมดา หยาบๆ ปกก็จะธรรมดา มีแต่ชื่อเรื่องและผู้แต่งไม่มีลวดลายอะไรเลย
ในสมัยก่อน การมีภาพประกอบยังไม่สามารถใช้ภาพพิมพ์เข้าไป ต้องใช้การแปะภาพประกอบในหน้าหนังสือแต่ละเล่ม บังเอิญผมเป็นคนที่ชอบสะสมหนังสือเก่าด้วย จึงมีหนังสือในยุค ศต. ที่ 17 อยู่บ้าง
หนังสือที่มีปกสวยงามก็คือหนังสือเกี่ยวกับศาสนา ไบเบิ้ล แผนที่ จดหมายเหตุ หนังสือรวมรายปี หนังสือเรียน ฯลฯ
ส่วนคนชั้นสูงก็จะนิยมนำไปทำปกและตกแต่งให้สวยงามครับ ถ้าสังเกตุ คนรวยในยุโรปจะมีปราสาท ซึ่งมักจะมีห้องสมุดที่มีแต่หนังสือที่ทำปกแล้วทั้งนั้น
จึงคาดว่า การทำปกหนังสือนั้น นอกจากสถานที่ราชการเช่นโบสถ์ ศาลากลาง ห้องสมุดกลางแล้ว คนชั้นสูงก็นิยมนำหนังสือที่ตนชอบไปทำปกเพื่อเอาไปใว้ในห้องสมุดส่วนตัวครับ แน่นอนว่าการใช้ทองทำลวดลายบนปกนั้นแสดงถึงความมีฐานะด้วยครับเพราะมีราคาแพง
ในยุโรปการทำปกหนังสือจึงเป็นอาชีพเก่าแก่เหมือนกันครับ
ได้มีโอกาสไปเดินตลาดหนังสือเก่า จะเห็นหนังสือพวกนี้ปะปนกันมากมาย
อีกประเด็นหนึ่งก็คือหนังสือสมัยเก่ามักจะพิมพ์จำนวนจำกัด ส่วนใหญ่จะมีตัวเลขบอกระบุหมายเลขหนังสือในปกหลังหรือปกในด้วยซ้ำไป (ผมเคยมีหนังสือลำดีบพิมพ์ที่ 012 จากจำนวน 2000 เล่ม)
ในตลาดหนังสือเก่า จะมีหนังสือจำนวนมากที่หลุดมาจากห้องสมุดสาธารณะ ทำให้พอจะเห็นภาพว่าหนังสือสมัย1789 เป็นอย่างไร
ยุโรปมีวัฒนธรรมสะสมหนังสือเก่าที่น่าชื่นชมครับ ทำให้คนเก็บรักษาหนังสือไว้หลายชั่วอายุคนและเป็นการสืบต่อประวัติศาสตร์ได้อย่างดี
หวังว่าคงจะเป็นข้อมูลได้บ้างนะครับ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณมากเลยค่ะ ได้รับความรู้มากเลยค่ะ กลับมาอีกครั้งพร้อมคำถามอีกแล้วค่ะ ปกหนังสือสมัยเก่าจะบอกแต่ชื่อเรื่องและผู้แต่งหรือคะ แล้วสำหรับปีที่เขียน หรือว่าพิมพ์ไม่มีการบอกหรือคะ แล้วในสมัยนั้น (ประมาณ คศ 1700s) มีเรื่องของลิขสิทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้องกันหรือยังคะ
ขอบคุณค่ะ
นันท์ชนก
คุณนันท์ชนกครับ
มีบอกหมดครับ แล้วแต่ว่าจะอยุ่ตรงไหน
เท่าที่เคยเห็น ส่วนใหญ่ปีจะอยุ่ที่สันปกครับและชื่อผู้พิมพ์และโรงพิมพ์มักจะอยู่ที่ปกด้านในหรือหน้าสุดท้ายพร้อมกับปีที่พิมพ์ด้วย
ส่วนเรื่องลิขสิทธิ์ ถ้าจำไม่ผิด ไม่ค่อยเห็นครับ หรืออาจเป็นเพราะหนังสือที่ผมสะสมจะเป็นหนังสือวิชาการ หนังสือพิมพ์รายปีหรือนิตยสาร จึงไม่มีการระบุเรื่องลิขสิทธิ์เอาไว้ ก็เป็นได้ครับ