พิพิธภัณฑ์ปกหนังสือ เป็นสิ่งที่ไม่เคยได้ยินหรือไม่อยู่ในความคิดเลยว่าจะมีพิพิธภัณท์ประเภทนี้อยู่ในโลกด้วย แต่ก็มีแล้ว พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมปกหนังสือแบบต่างๆ เป็นจำนวนมาก ทั้งปกหนังสือเก่าโบราณและปกหนังสือใหม่ ศิลปะร่วมสมัย ซึ่งเจ้าของพิพิธภัณท์อ้างว่าการสร้างสรรค์ศิลปะปกหนังสือนี้นับเป็นศิลปะแขนงหนึ่งเทียบเท่างานสถาปัตยกรรมหรือปฎิมากรรมเลยทีเดียว

                                                                        

บรัสเซลส์ เมืองหลวงแห่งยุโรปที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันซ่อนเร้น  แม้จะเป็นเมืองเล็กๆ มีพลเมืองเพียง 1 ล้านคน แต่มีสถานที่ที่น่าสนใจมากมาย หาดูไม่ได้ที่ไหนในโลก ตั้งแต่ รูปปั้นเด็กฉี่เมนเกนปิสเลื่องชื่อ ที่ทุกวันสงกรานต์ (13 เมษายน) ของทุกปีจะแต่งชุดราชประแตนของไทยยืนอวดสายตานักท่องเที่ยวที่ผ่านไปผ่านมา อะโตเมี่ยม สถาปัตยกรรมโครงสร้างอะตอมที่ตั้งตระหง่านคงทนมาตั้งแต่งานมหกรรมโลกปี ค.. 1958 มินิยุโรป เมืองย่อรวมสถาปัตยกรรมและอาคารสำคัญๆของยุโรปมาไว้ ณ ที่แห่งเดียว พาเลส เดอ    จัสติส อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมอลังการและถือว่าเป็นอาคารศาลใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่ง มีตำนานเล่ากันว่าหากรื้อถอนอิฐของอาคารดังกล่าวมาเรียงต่อกันทีละก้อน ก็จะเรียงต่อได้จากบรัสเซลส์ไปเป็นระยะทางยาวไปจนถึงกรุงมอสโคว์ของรัสเซียทีเดียว จัตุรัสกรองพลาสกลางกรุงบรัสเซลส์ที่สวยงามที่สุดในยุโรป สถานที่ที่ในทุกๆ สองปี จะมีการจัดพรมดอกไม้ประดับด้วยดอกไม้กว่าเจ็ดแสนดอกเต็มจัตุรัส เพื่อให้คนได้ชื่นชมเพียง สามวัน พิพิธภัณฑ์การ์ตูนที่ยิ่งใหญ่ ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในยุโรป ………….และนอกเหนือไปจากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้แล้ว ยังมีสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด นั่นก็คือ พิพิธภัณฑ์ปกหนังสือ Wittockania

                พิพิธภัณท์นี้สำคัญอย่างไร มีเอกลักษณ์อะไรที่ทำให้น่าสนใจและไม่เหมือนใคร ซึ่งตามปรกติ เมื่อเอ่ยถึงพิพิธภัณฑ์ คนส่วนมากจะเข้าใจว่าหมายถึงพิพิธภัณฑ์ภาพเขียนศิลปะหรือวัตถุโบราณต่างๆ แต่พิพิธภัณฑ์ปกหนังสือ เป็นสิ่งที่ไม่เคยได้ยินหรือไม่อยู่ในความคิดเลยว่าจะมีพิพิธภัณท์ประเภทนี้อยู่ในโลกด้วย แต่ก็มีแล้ว พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมปกหนังสือแบบต่างๆ เป็นจำนวนมาก ทั้งปกหนังสือเก่าโบราณและปกหนังสือใหม่ ศิลปะร่วมสมัย ซึ่งเจ้าของพิพิธภัณท์อ้างว่าการสร้างสรรค์ศิลปะปกหนังสือนี้นับเป็นศิลปะแขนงหนึ่งเทียบเท่างานสถาปัตยกรรมหรือปฎิมากรรมเลยทีเดียว

                 พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีชื่อว่า พิพิธภัณฑ์ Wittockania ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 21 ถนน เบเมล (Rue du Bemel) ย่านสะแควร์มอนโกเมอรรี่ ชานกรุงบรัสเซลส์ ผู้ก่อตั้งและเจ้าของคือนาย Micheal Wittock ชาวเบลเยี่ยมเชื้อสายอิตาเลี่ยน นาย Wittock นี้เป็นลูกชายคนเล็กของ Valere Gille กวีชาวอิตาเลียน ที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการก่อตั้งสถาบันภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศสของเบลเยี่ยม (L’Academie royal de langue et de litterature francaises de Belgique)                                เส้นทางชีวิตที่นำ Wittock ให้เข้ามาสู่โลกของการสะสมปกหนังสือเริ่มจากการที่เขาได้รับมรดกเป็นหนังสือเก่าเขียนด้วยลายมือ และจดหมายเก่าของนักเขียน ฝรั่งเศสและเบลเยี่ยมหลายคนจากปู่ของเขา ซึ่งเป็น ผอ. ของวารสารทางวรรณคดี La Jeune Belgique ถึง 8 ปี ตั้งแต่ปลายปี ค.. 1889                                 ความหลงใหลของ Wittock ในการสะสมหนังสือเก่า  เริ่มจากหนังสือเก่าประเภท genealogied’ heraldique และ ภาพวาดแผนที่เก่า topographie ของเบลเยี่ยม ในเวลาไม่นานนักเขาก็มีหนังสือเก่าและเอกสารเก่า                เหล่านี้ประมาณ 300 ชิ้น  และด้วยความเชี่ยวชาญในด้านนี้เองทำให้เขาได้เป็นกำลังสำคัญของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหนังสือเก่าของเบลเยี่ยมในเวลาต่อมา                                Wittock ได้เป็นสมาชิก Societe Royale des bibliophiles และ Iconophiles ของเบลเยี่ยม และต่อมาได้เป็นถึงรองประธานของสมาคม                                ในช่วงปี ค.. 1970 เขาได้มีโอกาสชมงานเกี่ยวกับการทำปกหนังสือที่งดงามในพิพิธภัณฑ์ต่างๆทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจที่จะสร้างห้องสมุดเฉพาะในด้านประวัติศาสตร์การจัดทำปกหนังสือ  ซึ่งในปัจจุบันมีสะสมอยู่หลายพันเล่ม เขาได้เริ่มสะสมปกหนังสือที่สวยงาม รวมทั้งซื้อหามาจากการประมูล   ทั่วไปตามห้องสมุดต่างๆ โดยเฉพาะจากห้องสมุดของ Sir Robert Abdy ที่ได้เลิกกิจการบางส่วนไปในปี ค.. 1975                                ความสนใจของ Wittock  มุ่งเน้นไปยังปกหนังสือเก่าโบราณที่ประดับด้วยลวดลายทอง โดยเฉพาะหนังสือเก่าสมัยศตวรรษที่ 16 ซึ่งในอิตาลีและในฝรั่งเศสในสมัยนั้น มีการทำปกหนังสือที่สวยงามมาก รวมทั้งในเบลเยี่ยมเองก็มีการพัฒนาในเรื่องนี้เช่นกัน                                จากการที่สะสมหนังสือเก่าต่างๆ เอกสารเก่าต่าง ๆ เป็นเวลานานทำให้ Wittock ตัดสินใจที่จะก่อตั้งสถานที่เก็บของสะสมเหล่านี้เป็นการเฉพาะ ซึ่งก็คือที่มาของห้องสมุด Wittockiana ที่เปิดดำเนินการเมื่อเดือน ก.. ..1983 นี้เอง                                ในขณะที่สนใจหนังสือเก่าโบราณ Wittock ก็เริ่มสนใจในงานศิลปะสมัยใหม่ด้วยเช่น Art nouveau Art deco Art Figuratif และ Art abstrait                                 Wittock ได้คิดไปไกลกว่านักสะสมหนังสือเก่าทั่วไปในยุคเดียวกัน โดยพิจารณาทำปกหนังสือ ให้สัมพันธ์กับข้อเขียน เพื่อความสวยงามและความงามของภาพเขียนประกอบด้วย ซึ่งทุกอย่างนี้เขาเชื่อว่าสามารถจะมีอยู่พร้อมกันได้ และถือว่าเป็นแนวความคิดใหม่                                การทำปกหนังสือไม่เพียงแต่ทำปกให้มีค่าอย่างเดียว แต่ Wittock ต้องการความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินผู้ที่มีจินตนาการด้วย โดยเขาจะเป็นผู้เลือกหนังสือ จากนั้นศิลปินมีหน้าที่คิดทำปกหนังสือให้มีภาพพจน์ที่เหมาะสมต่อไป                                Wittock ได้กล่าวไว้ว่า.....                               ในเรื่องของงานศิลปะ การเก็บหนังสือหรือของในห้องสมุดเอกชนส่วนตัวนั้นต่างจากการเก็บของพิพิธภัณฑ์ในแง่ของการมอง ระหว่างความชื่นชม ในความงดงามกับกฎระเบียบทางวิทยาศาสตร์ (การเก็บของเก่า) ที่เคร่งครัด                               การสะสมหนังสือที่ข้าพเจ้าทำมากว่า 20 ปีไม่ได้มีความตั้งใจที่จะแสดงประวัติศาสตร์ของการตกแต่งและทำปกหนังสือในอดีตกาลที่ผ่านมากหรือของโลกแต่อย่างใด และด้วยความที่สนใจในศิลปะของละตินมากกว่าของเยอรมัน ข้าพเจ้าจึงเริ่มการสนใจการพัฒนาการศิลปะในอิตาลีก่อน ของฝรั่งเศสต่อมา โดยสนใจเป็นพิเศษกับหนังสือที่มีปกประดับด้วยทองหรือปนด้วยเงินในยุคเรอเนสซองส์ ซึ่งเมื่อเริ่มสนใจจากปกหนังสืออิตาเลียนในช่วงศตวรรษที่ 16 ที่ประดับด้วยทอง ทำให้ข้าพเจ้าคิดว่า การทำปกหนังสือเป็นศิลปะแขนงหนึ่งเช่นเดียวกับศิลปะตกแต่งอื่น ๆ คือจิตรกรรม และปฏิมากรรมเช่นกัน และน่าจะเปรียบเทียบได้กับสถาปัตยกรรมด้วยซ้ำไป                               ด้วยความคิดเช่นนี้ ข้าพเจ้าจึงได้สนใจการทำปกหนังสือฝรั่งเศสในยุค Haute Renaissance ซึ่งมีการประดับปกหนังสือและตกแต่งอย่างงดงามทำให้สามารถจินตนาการได้ถึงสภาพความเป็นอยู่ ความคิดความอ่านของเหล่าผู้คนในสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นปกครองพระเจ้าแผ่นดิน พระราชินี ขุนนาง ชาวนา ทหาร เจ้าหน้าที่ และแม้กระทั่งนักศึกษา ปัญญาชน

                               หลักจากได้ค้นพบรูปแบบที่แสดงถึงศิลปะการทำปกหนังสือของฝรั่งเศสใน   ช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มความสนใจไปในแนวใหม่คือการทำปกหนังสือร่วมสมัย….หากทุกๆ ท่านทราบดีว่า ห้องสมุดนี้แสดงถึงรสนิยมส่วนตัวของข้าพเจ้า ก็คงจะไม่แปลกใจที่อาจจะพบว่าห้องสมุดส่วนตัวนี้ ไม่ได้เป็นเฉพาะห้องสมุดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การทำปกหนังสือเก่าในอดีตเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว...”

 ระหว่าง วันที่ 12 มีนาคม ถึง 17 เมษายน 1999 ที่ผ่านมา พิพิธภัณท์ Wittockania ได้จัดการแสดงนิทรรศการปกหนังสือ L’Infinito ของนักประพันธ์อิตาเลี่ยน ที่ชื่อว่า Giacome Leopardi เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 200 ปีของการเกิดของ Leopardi คณะกรรมการจัดงานมหกรรมระหว่างประเทศในการทำปกหนังสือครั้งที่ 1 ในอิตาลีได้จัดพิมพ์หนังสือกวีนิพนธ์ L’Infinito ซึ่งมีบทกวี 74 บท วัตถุประสงค์ของคณะกรรมการก็เพื่อที่จะให้มีการออกแบบปกหนังสือกวีนิพนธ์ดังกล่าวจากนักสร้างสรรค์ปกหนังสือจากทวีปต่างๆ ทั่วโลก  ปรากฎว่ามีนักสร้างสรรค์ปกหนังสือทั้งระดับฝีมืออาชีพและฝีมือสมัครเล่นกว่า 700 คน จาก 38 ประเทศส่งผลงานเข้าประกวด คณะกรรมการได้คัดเลือกผลงานที่ถือว่าปราณีตและเยี่ยมยอดเพียง 125 รายมาจัดแสดงนิทรรศการ ซึ่งผลงานทั้งหมดนี้จะจัดเป็นนิทรรศการเคลื่อนที่ไปแสดงตามเมืองสำคัญต่างๆ ทั่วโลก เช่นปารีส นิวยอร์ค ปักกิ่ง ในช่วงเวลา 3 ปีข้างหน้านี้ด้วย                 ที่ต้องกล่าวถึงก็คือในวันเปิดนิทรรศการดังกล่าว มีบุคคลสำคัญของท่านหรือ สองพระองค์มาทำพิธีเปิด คือควีนส์ฟาบิโอลา ราชินีในกษัตริย์โบดวงแห่งเบลเยี่ยมและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามมกุฎราชกุมารีของไทย ซึ่งในขณะนั้นอยู่ในระหว่างการเสด็จเยือนเบลเยี่ยมในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ของควีนส์ฟาบิโอลาพอดี  ศิลปปกหนังสือ 125 เล่มนี้ มีความงดงาม หลากหลายในรูปแบบ แสดงถึงจินตนาการที่ไร้ขอบเขตของผู้สร้างสรรค์ ล้วนแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงจินตนาการที่ลึกซึ้งของผู้สร้างสรรค์ที่เต็มไปด้วยจินตนาการและรสนิยมที่หลากหลาย แสดงถึงทั้งความปราณีตและความงดงาม รวมทั้งการใช้วัสดุและเทคนิคที่หลากหลาย ทำให้เห็นว่าการทำปกหนังสือเป็นเรื่องของศิลปะโดยแท้และมิได้ด้อยไปกว่างานศิลปะแขนงอื่นเลย……………………………….