เช้าวันเสาร์วันที่ 19 พฤศจิกายนเป็นวันพักผ่อนให้เที่ยวชมเมืองซิดนีย์ นัดกันประมาณ 3 โมงเช้า รับปรานอาหารเช้าที่โรงแรมเสร็จก็มานั่งรอกันที่ล็อบบี้ ปรากฏว่าไมได้ไปเที่ยวเพราะทีมได้มาพูดคุยกันแบบโต๊ะกลมแบบไม่เป็นทางการเกี่ยวกับทิศทางการผลิตแพทย์ชนบท การพัฒนาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรและแหล่งฝึกทางคลินิก มีการพูดคุยถึงแนวทางการสร้างเครือข่ายการผลิตแพทย์ คุยกันจนเกือบเที่ยงวัน จึงได้เดินไปรับประทานอาหารที่บริเวณไชน่าทาวน์ พอทานเสร็จก็ไปดูร้านขายของคนไทยและทีมงานก็แยกย้ายกันเดินเที่ยวชมเมืองซิดนีย์ เดินไปตามเข้าชมตลาดแพดดี้ (แบบสวนจตุจักรบ้านเรา มีของขายหลายอย่างแต่พอดูแล้วจะพบว่าMade in China เกือบทั้งนั้น ถ้าไปเดินแถวริมเมย ที่แม่สอดก็จะมีบางอย่างคล้ายๆกัน เท่าที่สัมผัสคุณภาพและความปราณีตน่าจะดีกว่า เรียกง่ายๆว่าเกรดดีกว่าที่ขายชายแดนบ้านเรา  แต่ที่ต่างก็คือจะมีสินค้าที่เป็นสัญลักษณ์ของออสเตรเลียอยู่ มีเวลาเดินดูแค่ 30 นาที จึงไม่ได้ซื้ออะไร แค่เดินดูก็ไม่ทันแล้ว พี่เสรีบอกว่าจะผลิตที่ไหนไม่เป็นไรเพราะเราซื้อสัญลักษณ์ของออสเตรเลีย  ผมว่าออสเตรเลียนี่ฉลาดส่งวัตถุดิบและรูปแบบต่างๆไปผลิตที่เมืองจีนเพื่อแรงงานราคาถูกแล้วค่อยนำสินค้ากลับเข้ามา ที่สำคัญปัญหามลภาวะก็ไปตกอยู่ที่ประเทศจีนทั้งที่ออสเตรเลียมีพื้นที่กว้างมากแต่เขาก็คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม มาก)  

          หลังจากนั้นก็เดินไปที่สวนสาธารณะผ่านไชนีสการ์เด้นก็มีนักท่องเที่ยวและชาวออสเตรเลียเดินไปพักผ่อนกันมาก  มีศูนย์แสดงนิทรรศการ โรงหนัง  ริมทะเลอ่าวดาร์ลิ่งฮาเบอร์ มีอันเดอร์วอเตอร์เวิลด์หรือเข้าไปดูปลาแบบที่บึงฉวากหรือที่พัทยาแต่ดูใหญ่กว่า เราไม่ได้เข้าไปดูเพราะมีเวลาน้อยและค่าเข้าชมก็แพงด้วย เดินเลาะริมทะเลไปจนถึงท่าเรือแต่ไม่ได้ลงเรือเพราะต้องเสียเวลาคอยเรือเทียบท่าเกือบอีก 1 ชั่วโมง  เราจึงตัดสินใจนั่งรถแท็กซี่ไปที่โอเปราเฮาส์ ได้ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ  มีทิวทัศน์ที่สวยงาม อาคารรูปทรงแปลกเป็นเอกลักษณ์ มีการถ่ายทำคอนเสิร์ตเล็กๆด้วย ประมาณ 5 โมงครึ่งก็เดินกลับมาที่โรงแรม

          เรานัดจะไปกินข้าวกันหกโมงเย็นที่ร้านอาหารไทยร้านเดิม แต่เดินไปที่ห้องอาจารย์หมอบุญชอบซึ่งกำลังคุยอยู่กับอาจารย์ประวิทย์ อาจารย์ศุภสิทธิ์และอาจารย์ไพจิตร ก็ได้ร่วมวงสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดกันเกี่ยวกับการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบทของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ทราบความเป็นมาของโครงการ ประวัติของคณะแพทยศาสตร์ ทิศทางความเป็นไปของการพัฒนาคณะแพทยศาสตร์ภายใต้การนำของคณบดีคนใหม่คืออาจารย์หมอศุภสิทธิ์ ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในทางวิชาการ มีผลงานวิจัยมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อระบบบริการสาธารณสุข  อาจารย์ไพจิตรกล่าวว่าอาจารย์ศุภสิทธิ์เป็นผู้มีทุนทางสังคมสูง จะสามารถแสวงหาความร่วมมือและนำคณะแพทย์พัฒนาไปได้  อาจารย์ไพจิตรได้เล่าให้ฟังเรื่องโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบทอีก 7 มหาวิทยาลัยโดยการร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขในการใช้แหล่งเรียนและฝึกระดับชั้นคลินิก 3 ปีหลังในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว จะทำในแนวทางของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรที่ใช้โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปเป็นแหล่งฝึกปี 4-6 และฝึกเวชศาสตร์ชุมชนในโรงพยาบาลชุมชน แนวทางนี้ทางออสเตรเลียได้สนใจและเริ่มนำมาใช้ ส่วนการผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวโดยใช้โรงพยาบาลขนาดเล็กในชนบทเป็นแหล่งฝึกนั้นทางออสเตรเลียเขาทำมานานแล้วโดยได้มีการประสานแนวทางการผลิตที่เรียกว่าVertical Integration ซึ่งคนคิดระบบนี้เป็นศาสตราจารย์Roger Strasser ชาวออสเตรเลียเสนอในเวทีประชุมWONCA (การประชุมนี้เป็นการประชุมระดับนานาชาติในปี 2006 นี้จะจัดที่ประเทศไทยในช่วงเดือนพฤศจิกายน) พอเริ่มทำที่ออสเตรเลียแล้ว ศาสตราจารย์โรเจอร์ก็ถูกดึงตัวไปช่วยพัฒนาระบบนี้ในแคนาดา ผมเองก็ยังมีรู้รายละเอียดมากนักแต่จะได้เรียนในช่วงที่มาศึกษาดูงานครั้งนี้ จะนำมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไป

          นั่งคุยกันเพลินเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนประมาณสามทุ่มจึงเดินออกไปรับประทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารไทย หรือThai Princess ทานเสร็จประมาณสี่ทุ่ม(ร้านปิดสี่ทุ่มครึ่ง) แล้วก็กลับมาพักผ่อนที่โรงแรมกว่าจะได้นอนก็ประมาณเที่ยงคืนพอดี

 

Phichet

The Sydney Boulevard Hotel

Sydney, Australia

19 November 2005