ชีวิตนักการทูตไม่ได้มีเฉพาะการกิน ดื่มในงานเลี้ยงแต่คือทั้งชีวิต

ตัวอย่างชีวิตประจำวันของนักการทูต มีดังนี้

เช้า-มาทำงานแปดโมงครึ่งเช่นเดียวกับข้าราชการที่อยู่ในเมืองไทย

ต้องอ่านหนังสือพิมพ์สำคัญทุกฉบับในประเทศนั้น และข่าวจากทั่วโลก

รวมทั้งรายงานโทรเลขจากกระทรวง

เก้าโมงครึ่ง-ดูเรื่องที่เข้ามาทั้งหมดและเตรียมมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อไป

สิบโมง-ประชุมเจ้าหน้าที่สถานทูต

สิบโมงครึ่ง-ให้บุคคลต่างๆ มาพบปะหารือ

สิบเอ็ดโมง-ให้คนไทยเข้าพบเรื่องงานคนไทย

สิบเอ็ดโมงครึ่ง-ให้ทูตต่างประเทศเข้าพบ

เที่ยง-ไปพบรัฐมนตรีต่างประเทศ

เที่ยงครึ่ง-ไปงานเลี้ยงรับรองที่กระทรวงการต่างประเทศหรือสถานทูตอื่นๆ ในงานวันชาติ

บ่ายโมงครึ่ง-ไปพบเจ้าหน้าที่องค์การระหว่างประเทศในประเทศนั้น

บ่ายสามโมง-ไปร่วมประชุมทูตต่างประเทศ

สี่โมงครึ่ง-ไปพบนักธุรกิจใหญ่เพื่อหาตลาดให้สินค้าไทย

ห้าโมง-ไปเยี่ยมคนงานไทย

ห้าโมงครึ่ง-ไปเยี่ยมนักโทษไทยหรือเรือประมงไทย

หกโมง-ไปร่วมงานของชุมชนคนไทยหนึ่งทุ่ม-ไปงานเลี้ยงวันชาติ

สองทุ่ม-ไปสนามบินรับคณะราชการมาเยือนจากประเทศไทย

สองทุ่มครึ่ง-ประชุมกับคณะราชการที่โรงแรมสามทุ่ม-เลี้ยงอาหารค่ำที่โรงแรม

ห้าทุ่ม-ดูโทรเลขและเรื่องด่วนที่เข้ามาในช่วงเย็น รวมทั้งเซ็นงานที่ค้าง

ห้าทุ่มครึ่ง-กลับทำเนียบเพื่อพักผ่อนและเตรียมตัวสำหรับการทำงานในวันต่อไป 

การทำงานแบบนี้เป็นงานที่เกิดขึ้นเป็นปรกติวิสัยของชีวิตนักการทูตไม่ว่าจะอยู่ที่สถานทูตไหนในโลกก็ตาม บางครั้งก็หนักกว่านี้หากมีการเยือนของคณะทางการของไทยในระดับสูงหรือมีการประชุมระหว่างประเทศที่สำคัญในประเทศนั้นที่มีคณะผู้แทนไทยร่วมประชุมด้วย

นักการทูตจึงต้องเป็นผู้ที่นอกจากจะชำนาญในงานที่รับผิดชอบแล้วยังต้องเป็นผู้ที่มีจิตใจและร่างกายแข็งแรง ทนทานต่อการเข้าสังคมที่จำเจและบ่อยครั้งด้วย ลองนึกดูนะครับว่าถ้าในประเทศนั้นมีคณะทูตประเทศต่างๆ อยู่ 180 ประเทศ ก็หมายความว่าเฉพาะเรื่องงานเลี้ยง นักการทูตต้องไปงานเลี้ยงงานวันชาติของทั้ง 180 ประเทศ.....ถือเป็นงานในหน้าที่ ในอดีตจึงมีให้เห็นเป็นบทเรียนว่าทูตต้องเสียชีวิตจากปัญหาสุขภาพในขณะปฏิบัติหน้าที่ในงานเลี้ยง.....ก็มี

ด้วยความปรารถนาดี