๑. ความหมายที่แตกต่างกันของการประเมินผลและการวิจัยประเมินผล ความหมายของ การประเมินผล คือการตีค่าด้วยการวัด(เชิงปริมาณ)หรือการตีค่าด้วยการไม่วัด(เชิงคุณภาพ) แล้วบวกการตัดสินคุณค่าให้กับสิ่งที่วัดนั้น (Evaluation = Quantitative descriptive or qualitative descriptive + Value judgment) บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ (๒๕๔๓ : ๒๓๐) ดังนั้นในรายละเอียดแล้วเราสามารถแยกได้อีกว่า การประเมินเชิงปริมาณก็คือการวัด ซึ่งต้องมีเครื่องมือมาวัด แล้วเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ก่อน จึงจะตัดสินคุณค่าได้ นอกจากนี้การประเมินยังหมายถึงตรวจสอบความสอดคล้อง (Determine Congruence) เช่น ถ้าหลักสูตรที่จัดสอนประสบความสำเร็จ ผู้เรียนก็ควรจะเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทิศทาง ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของหลักสูตร คือผลที่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และเมื่อการประเมิน วัดหรือสังเกตจากผลทั้งผลที่คาดว่าจะเกิดถ้าลงมือปฏิบัติ ผลหลังการปฏิบัติไปบางส่วน หรือปฏิบัติไปแล้วทั้งหมด การประเมินลักษณะนี้จึงเป็นการประเมินผล การประเมินผล มีระดับความน่าเชื่อถือตามลำดับคือ ถ้าตัดสินให้คุณค่าไปเลยหลังจากได้รับข้อมูลมาจากมองเห็น อ่านข่าว หรือชั่งตวงได้ก็ตาม จัดเป็นความน่าเชื่อถือที่มีระดับต่ำสุด เหตุผลเพราะการได้มาของข้อมูลที่แต่ละคนเชื่อว่าเป็นจริง แตกต่างกัน บางคนเชื่อว่าจริงจากการเทียบกับประสบการณ์ (อัตนัยนิยม : Subjectivism) ขณะที่อีกหลายคนจะเชื่อว่าถ้าเป็นข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริง ต้องวัดได้ทำซ้ำได้ เกิดขึ้นจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ (ปรนัยนิยม : Objectivism) และอาจมีบางคนเชื่อว่าการหยั่งรู้ด้วยจิตมนุษย์แต่ละคนรู้ได้ไม่เท่ากัน เมื่อข้อมูลมีระดับความจริงตามการเชื่อของคนต่างกัน การตัดสินให้คุณค่าก็ยิ่งต่างกันหนักเข้าไปอีก เพราะบางคนอาจตัดสินด้วยการยึดประโยชน์เป็นใหญ่ (Utilitarianism) ขณะที่บางคนบอกว่าต้องมองให้ครอบคลุมทุกด้านที่เกี่ยวข้อง (Pluralism) (ศิริชัย กาญจนวาสี ๒๕๔๕ : ๔-๑๑ ) ดังนั้นการประเมินผลที่จะได้รับการยอมรับจึงต้องใช้ระเบียบวิธีวิจัยเข้ามาช่วย การวิจัยประเมินผล จึงหมายถึง การวิจัยประยุกต์รูปแบบหนึ่ง ที่จำเป็นต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ กำหนดรูปแบบ ชนิดของการเก็บข้อมูลรวมทั้งวิธีการต่างๆ ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่ชัดเจน เพราะหากไม่ชัดเจนรัดกุมมากพอ ก็ยังมีระดับความน่าเชื่อถือที่เป็นปัญหาอีกได้ เช่น เก็บตกข้อมูลมาเพียงบางส่วนแล้วนำมาตัดสินหรือเปล่า หรือเก็บข้อมูลแบบสำรวจก็จริงแต่สำรวจเฉพาะส่วนที่จะให้คำตอบตรงตามวัตถุประสงค์เท่านั้นใช่หรือไม่ เป็นต้น ๒. ลักษณะเฉพาะของการวิจัยประเมินผลและข้อควรระวังในการนำไปใช้ เมื่อจะประเมินผลให้ผลของการประเมินได้รับการยอมรับ ขั้นแรกต้องชัดเจนในวัตถุประสงค์ของการประเมินก่อนว่า ต้องการใช้ผลจากการวัดและการประเมินนั้นไปใช้ทำอะไร เช่น เพื่อจัดตำแหน่ง (Placement) เพื่อการวินิจฉัย (Diagnosis) เพื่อต้องการเปรียบเทียบ (Assessment) เพื่อคาดการณ์พยากรณ์ (Prediction) หรือเพื่อใช้ให้เป็นผลสะท้อนกลับ (Feedback) บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ (๒๕๔๓ : ๒๓๖) จากวัตถุประสงค์ที่ต่างๆ กันนี้ เราจึงแบ่งชนิดของการเก็บรวบรวมข้อเท็จจริงมาใช้ในการประเมินหรือการวิจัยประเมินผล (แล้วแต่วิธีการที่ใช้และระดับความน่าเชื่อถือ) ได้เป็น ๒ ชนิด คือเก็บข้อมูลมาวิจัยเป็นระยะเพื่อประเมินผลความก้าวหน้า (Formative Evaluation) กับอีกชนิดเก็บข้อมูลผลครั้งสุดท้าย หรือผลหลังการปฏิบัติ เป็นการประเมินผลสรุป ( Summative Evaluation) หลังจากมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน และเลือกชนิดของการประเมินผลได้แล้วจึงค่อยออกแบบการวิจัย ในการออกแบบการวิจัยนั้น การตีความจากสมมุติฐานบนพื้นฐานของข้อเท็จริงที่ปรากฎ (Empirical Data) ยังคงเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่ได้รับการยอมรับ และหากมองวิธีการวิจัยประเมินผลอย่างเป็นระบบจะเห็นว่า วิจัยประเมินผลมีองค์ประกอบที่สำคัญและสัมพันธ์กันคือ เมื่อรู้ว่าจะประเมินไปเพื่ออะไร (Objective) จะประเมินเมื่อไร (Formative หรือ Summative) มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะประเมินอะไร เช่น โครงการดำเนินไปถึงระยะไหนต้องได้ผลผลิตอะไรออกมาเท่าไหร่ หรือต้องทำอะไรอย่างไร (ประเมินวิธีการหรือกระบวนการ) เพื่อวัดหรือประเมินด้วยวิธีการอื่นเช่นการสังเกตเราจำเป็นต้องกำหนดตัวชี้วัด (Indicators) ขึ้นมาก่อนว่าจะพิจารณาจากอะไรที่บอกได้ว่าเป็นอย่างนั้นจริงแล้วจึงค่อยสร้างแบบวัดหรือไปสังเกตจากตัวชี้วัดนั้น เพื่อให้ได้ข้อมูลมาเทียบกับเกณฑ์ (Criteri) หรือมาตรฐาน (Standard) เป็นการตัดสินให้คุณค่าตามที่กำหนดเกณฑ์ประเมินไว้ ข้อพึงระวังคือแม้การประเมินจะทำอย่างเป็นระบบแต่ให้คุณค่านั้นมีผลทั้งก่อนและหลังการประเมิน รูปแบบการวิจัยในการวิจัยประเมินผลอาจทำเป็นแบบ ศึกษาเฉพาะกรณี (Case study) วิจัยแบบตัดขวางเฉพาะช่วงเวลา (Cross-Sectional Studies) วิจัยระยะยาว หรือตามดูเป็นช่วงๆ (Longitudinal or Follow – up Studies) หรือเลือกเพียงบางส่วนที่เป็นตัวแทนมาทำการทดลอง (Experimental Studies) ก็ได้ ซึ่งแต่ละวิธีมีรายละเอียดการออกแบบได้อีกมาก ปัญหาสำคัญของการประเมินและการวิจัยประเมินผลพบว่า ปัญหาขาดการวางแผนสำคัญที่สุด การวางแผนการประเมินผลนั้นควรวางแผนไว้ตั้งแต่วางแผนงานหรือโครงการ เหตุที่ควรกำหนดการประเมินผลไว้ตั้งแต่ตอนวางแผน เพราะจะทำให้การ กำหนดช่วงเวลาและความถี่การประเมินเป็นไปอย่างเหมาะสมดีกว่าทำไปพบปัญหาแล้วจึงประเมิน อีกทั้งอคติหรือความลำเอียงจากการให้คุณค่ามีอยู่ได้ตลอดเวลาดังกล่าวแล้ว ทางแก้สำหรับการลดความลำเอียงจึงควรกำหนดตัวชี้วัด เกณฑ์การประเมินหรือมาตรฐาน รวมทั้งข้อมูลที่จะนำมาใช้ไว้ก่อนล่วงหน้า แม้จะลดอติความกลัวของทั้งผู้ประเมินและผู้ถูกประเมินเมื่อรู้ว่าจะถูกประเมินไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็จะช่วยให้เกิดการยอมรับหรืออย่างน้อยปรับตัวกับการประเมินได้ นอกจากนี้ ปัญหาสำคัญของการประเมินอีก ๒ ประการได้แก่ การขาดข้อมูลที่เที่ยงตรง และการขาดการประเมินทั้งระบบ (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ ๒๕๔๓ : ๓๐๓) แนวทางการแก้ไขให้ผลการประเมินได้รับความเชื่อถือ นอกจากต้องใช้ระเบียบวิธีวิจัยมาทำให้เป็นการวิจัยประเมินผลแล้ว การบริหารจัดการเพื่อให้ได้และใช้ผลการประเมินอย่างคุ้มค่า ควรทราบถึงทักษะผิดๆ ในการประเมินผล ซึ่งศาตราจารย์ บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ (๒๕๔๓ : ๒๙๓) ได้สรุปไว้ให้ ดังนี้ · ตบตา ประเมินเฉพาะส่วนดี · ผักชีโรยหน้า ปกปิดความผิด· ระเบิดใต้น้ำ พยายามล้มล้างคู่แข่ง · วางท่า อาศัยการวิจัยเป็นเครื่องมือ· ผลัดวันประกันพรุ่ง ถ่วงเวลา · แทนที่ พรางส่วนล้มเหลวที่สำคัญ โดยเบนไปในเรื่องที่ไม่สำคัญที่พอจะแก้ตัวได้· ปัดความรับผิดชอบ ตั้งกรรมาการประเมิน· เสริมสร้างบารมี เลือกให้ประเมินเฉพาะที่รู้แล้วว่าให้ผลดี· สนองตัณหา ประเมินตามคำขอ จากความเข้าใจเรื่องความหมายของการประเมิน นำมาสู่การประเมินให้ได้รับการยอมรับในผลของการประเมิน ด้วยการประเมินอย่างใช้ระเบียบวิธีวิจัย ทำให้การประเมิน เป็นการวิจัยประเมินผล แต่ด้วยธรรมชาติของการประเมินที่มีการให้คุณค่าอยู่ทุกขั้นตอนของการประเมิน ทั้งผู้ประเมิน ผู้ถูกประเมิน และผู้ใช้ผลการประเมิน จึงจำเป็นต้องเข้าใจพื้นฐานการวิจัยประเมินผลไว้ แม้ไม่ทำเองก็อาจได้ใช้ และที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือทุกคนต้องถูกประเมินและให้คุณค่าโดยคนที่อยู่ใกล้ไม่มากก็น้อยเป็นประจำ <h4 style="margin: 0in 0in 0pt">เอกสารอ้างอิง</h4><ul>
</ul>