ธาตุ ๖

เมื่อเพิ่ม วิญญาณธาตุ และ อากาสธาตุ เข้าไปรวมกับธาตุ ๔ ก็กลายเป็นธาตุ ๖ ...

อาจสรุปโดยย่อได้ว่า... ธาตุ ๔ คือ ไฟ ดิน ลม น้ำ ผสมกันก็กลายเป็นร่างกาย... วิญญาณธาตุ คือ ตัวรับรู้ความรู้สึก ตัวคิด ตัวกำหนดจดจำ นี้เป็นจิตใจ ...ส่วนที่ว่างเพื่อให้ร่างกายและจิตใจอาศัยอยู่ได้เรียกว่า อากาสธาตุ....

คำว่า อากาส ในภาษาไทยหมายถึง Air... ส่วนในภาษาบาลีหมายถึง Space .... นั่นคือ อากาสธาตุ จะเป็นที่ว่าง เพื่อเป็นที่อยู่ของสสารทั้งหลาย เพราะถ้าไม่มีที่อยู่แล้ว สสารก็ไม่สามารถมีอยู่เป็นอยู่ได้ ... อากาสหรือที่ว่างนี้เป็นอนันต์ คือไม่มีที่สิ้นสุด....

เอกภพหรือจักวาฬ ซึ่งเป็นความเวิ้งว้างอันไม่มีที่สิ้นสุดนี้ เรียกว่า space หรือ อากาสธาตุ ...ภายในความเวิ้งว้างนี้เอง จะมีธาตุพื้นฐานเดิมเล็กๆ ล่องลอยแผ่กระจายไปทั่ว โบราณจัดธาตุพื้นฐานนี้เป็น ๔ อย่างคือ ไฟ ดิน ลม น้ำ ...เมื่อธาตุ๔ เหล่านี้ก่อตัวผสมผสานขึ้นมาแล้วมีวิญญาณธาตุซึ่งเป็นตัวรู้เข้าไปสิ่งสู่จึงก่อให้เกิดร่างกายและจิตใจขึ้นมา... ประมาณนี้

ตามที่เล่ามาข้างบน เป็นแนวคิดทางอภิปรัชญา ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเรื่องราวเป็นไปทำนองนี้ ไม่ว่าจะเป็นของพลาโตแห่งกรีกโบราณ ของอินเดีย จีน หรือทฤษฎีระเบิดใหญ่ในปัจจุบัน เพียงแต่รายละเอียดเท่านั้นที่อาจแตกต่างกันไป...ซึ่งโหราศาสตร์จะไม่เข้าไปค้นหาประเด็นเหล่านั้น แต่จะมีความคิดพื้นฐานเริ่มจากจุดนี้เหมือนกันเท่านั้น...

........

อนึ่ง อากาสธาตุ นี้ มี ๒ นัย ประการแรกหมายถึง ที่ว่างหรือความเวิ้งว้างแห่งจักรวาฬ ตามนัยแรกนี้ อากาสย่อมเป็น อนันต์ คือไม่สิ้นสุด...

อีกประการหนึ่ง อากาสหมายถึงช่องว่างต่างๆ ภายในร่างกายของคนเรา เช่น ลำคอ เบ้าตา ภายในท้อง ในกระเพาะ ฯลฯ... อากาสตามนัยนี้ เป็น อันตะ คือสิ้นสุด เช่น ผนังของกระเพาะอาหารย่อมเป็นที่สิ้นสุดของช่องว่างภายในกระเพาะอาหาร เป็นต้น..

สรุปว่า ชีวิต ประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ ซึ่งอาจกระจายออกเป็น ธาตุ ๖ ได้ ดังต่อไปนี้

ร่างกาย ประกอบด้วย ธาตุ ๔ คือ ไฟ ดิน ลม น้ำ

จิตใจ คือ วิญญาณธาตุ เป็นตัวรับรู้ ตัวคิด ตัวกำหนดจดจำ

ส่วนช่องว่างภายในร่างกาย และที่ว่างซึ่งร่างกายต้องอาศัยอยู่เรียกว่า อากาสธาตุ ...

เมื่อมีชีวิตคือร่างกายและจิตใจแล้ว ก็มีผู้ควบคุมให้เป็นไป นั่นคือ เทพเจ้า ซึ่งผู้เขียนจะนำมาเล่าในตอนต่อไป...