2.มีรูปพรรณสัณฐานต่างๆกัน เช่น กลม เสี้ยว ยาวรี เป็นเหลี่ยม บางอย่างมีลักษณะคล้ายกระดูกคนธรรมดา ต่างแต่ว่ามีขนาดเล็กกว่ามาก วรรณะทั่วไปจะออกเป็นมันเลื่อมมีสี ต่างๆว่าออกเป็นขาวงาช้าง ขาวสุกใส แดงเรื่อๆเหลืองปนแดงพระอรรถกถาจารย์ได้จำแนกพระบรมธาตุออก เป็น 2 ประเภท คือ
1.นวิปปกิณณา ธาตุ คือพระบรมธาตุที่ไม่แยกกระจัดกระจายหรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า ประเภทที่ยังอยู่เป็นชิ้นเป็นอันบริบูรณ์ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ทั้งหมด 7 องค์ คือพระเขี้ยวแก้ว 4 องค์ พระรากขวัญ 2 องค์ และพระอุณหิศ 1 องค์ มีที่ประดิษฐานดังนี้
พระเขี้ยวแก้ว 4 (พระทาฐธาตุ)
1) พระเขี้ยวแก้วเบื้องบนขวา ประดิษฐานอยู่ในจุฬามณีเจดียสถาน ณ ดาวดึงเทวโลก (สวรรค์ชั้นดาวดึงส์)
2) พระเขี้ยวแก้วเบื้องต่ำขวา เดิมประดิษฐานอยู่ ณ เมืองกาลิงคราฐ แต่บัดนี้ได้ไปสถิต อยู่ในประเทศลังกา
3) พระเขี้ยวแก้วเบื้องบนซ้าย ประดิษฐานอยู่ ณ เมืองคันธารราษฎรประเทศลังกา
4) พระเขี้ยวแก้วเบื้องต่ำซ้าย ไปประดิษฐานอยู่ในนาคพิภพ (เมืองพญานาค)
พระรากขวัญ 2 (กระดูกไหปราร้า)
1) พระรากขวัญเบื้องขวา ไปประดิษฐานไว้ในพระเจดีย์ถูปาราม ประเทศลังกา
2) พระรากขวัญเบื้องซ้าย ขึ้นไปประดิษฐานอยู่ในทุสสเจดีย์
พระอุณหิส หรือ พระนลาฏธาตุ 1 หนังสือมหาวงศ์และชินกาลมณีปกรณ์กล่าวไว้ว่าประดิษฐานอยู่ที่องค์พระเจดีย์ยอดเขาโสณฑิยะระหว่างแม่น้ำเสรุกับกับแม่น้ำวรภะบนฝั่งขวา ของแม่น้ำมหาวาลุกคงคาในประเทศศรีลังกาแต่พระสังคีกิกาจาย์ได้ประมวลไว้ว่าพระอุณหิสได้ขึ้นไปประดิษฐานอยู่ในทุสสเจดีย์บนพรหมโลก
2.วิปกิณณา ธาตุ คือพระบรมธาตุที่แยกย้ายกระจัดกระจายกันในที่ต่างๆมีอยู่เป็นจำนวนมากที่เป็นเช่นนี้พระอรรถกถาจารย์ได้ กล่าวไว้ว่าเรื่องนี้เกิดแต่พุทธปริวิตกก่อนที่พระองค์จะเสด็จปรินิพพานได้ทรงคำนึงถึงการที่จะประทานตัวแทนของพระองค์ให้แก่สัตว์โลกทั้งหลาย พระพุทธองค์จึงทรงได้ดำริว่า" พระสรีรกายของพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆซึ่งมีพระชนมายุยืนนานเมื่อดับขันธปรินิพานแล้วพระบรมธาตุ รวมกันเป็นแท่งเดียวดุจท่อนทองส่วนเราตถาคตมีพระชนมายุไม่ยืนนาน เสด็จโปรดสัตว์ได้ชั่วเวลาไม่เท่าใดก็จะเสด็จเข้าสู่นิพพานโดย ที่พระศาสนายังมิได้แผ่ไพศาลไปในที่ทั้งปวงเท่าที่ควร ดังนั้นตถาคตเสด็จนิพพานไปแล้ว หมู่มหาชนก็น่าจะได้มีพระบรมธาตุ ไว้สักการะบูชาแทนสืบไป" ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงได้ทรงอธิษฐานให้พระบรมธาตุแตกกระจัดจายออกไปโดยแบ่งออกเป็น 3 ขนาด 3 สี 3 สัณฐาน