วันที่ 14-16 ที่ผ่านมา มาอบรม TQA ร่วมกับอาจารย์แพทย์อีก 10 ท่านที่กทม จัดโดยที่ประชุมร่วมสถาบันผลิตแพทย์ (consortium)  consortium บอกว่าอาจใช้เกณฑ์ TQA เป็นเกณฑ์ในการประเมินโรงเรียนแพทย์          

       การอบรมครั้งนี้ มีอาจารย์นายแพทย์สิทธิศักดิ์ พฤติปิติกุล เจ้าพ่อด้านคุณภาพแนวหน้าคนหนึ่งของเมืองไทยขณะนี้ เป็นหัวหน้าทีมวิทยากร        

       TQA (Thailand Quality Award)  เป็นเกณฑ์รางวัลเพื่อประเมินความเป็นเลิศขององค์กรในการบริหารงาน  โดยสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติเป็นองค์กรที่รับผิดชอบ ถึงชื่อจะติดคำว่า Award หรือ รางวัล แต่ก็คือ เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพอย่างหนึ่ง โดยมีที่มาจาก  the Malcolm Baldrige National Qality Award ของสหรัฐอเมริกา

          เกณฑ์ TQA มีปรัชญาและกรอบแนวคิด (Core values และ concept) ได้แก่ การให้คุณค่าแก่ผู้ปฏิบัติงาน   ความยืดหยุ่น (agility)   การมุ่งเน้นอนาคต   การจัดการเพื่อนวัตกรรม  การบริหารโดยอิงข้อมูลจริง  ความรับผิดชอบต่อสังคม  การมุ่งเน้นผลลัพธ์และการเพิ่มคุณค่า และ การมีมุมมองเชิงระบบ          

        Core values และ concept นี้ เป็นเรื่องสำคัญมากๆ สำหรับองค์กรที่จะนำแนวทางการบริหารนี้ไปใช้ จะต้องเข้าใจและยึดถือ จึงจะเกิดผลที่ต้องการได้   โดย      Core values และ concept เหล่านี้ ได้ถูกฝังกลืน (embed) และแสดงออกมาเป็นเกณฑ์ในการประเมินเป็น 7 หมวด และ มีหัวข้อย่อยๆ ในแต่ละหมวด รวมทั้งสิ้นกว่า 100 ข้อย่อย

       สิ่งที่แตกต่างจากเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพทั่วไป และคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกณฑ์ Malcolm Baldrige ได้รับความยอมรับในหลายประเทศ คือ เป็นเกณฑ์ที่ไม่บังคับว่าต้องทำอย่างไร     TQA เพียงถามว่า ทำท่านสิ่งนี้หรือไม่ และ ทำอย่างไร (ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย ประมาณนี้)     ทำอย่างไร จึงจะได้คะแนน (คือว่าจะเกิดผลดีจริงๆ) คือดูว่า ทำเป็นระบบหรือไม่     

       ความเป็นระบบของกระบวนการใน TQA ต้องมีครบ 4 องค์ประกอบ คือ

  • การวางแผน (approach)
  • การนำสู่การปฏิบัติ (deploy) 
  • การเรียนรู้ ซึ่งหมายถึง การประเมินผลของกระบวนการ และนำผลมาปรับปรุง และ
  • การบูรณาการ (intergration) อันหมายถึงความสอดคล้องกระบวนการอื่นๆ และมุ่งสู่เป้าหมายร่วมขององค์กร

     คนที่อยู่ในแวดวงนี้เขาเรียกองค์ประกอบทั้งสี่ย่อๆ ว่า ADLI (แอ็ดลี่)  

        พฤติกรรมตรงกันข้าม กับ ADLI คือ Anecdotal 

        Anecdotal  หมายถึง การที่เราทำอะไรเป็นเรื่องๆ ไม่มีที่มาที่ไป  ไม่มีการประเมินผลชัดเจน  ไม่ได้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร  ท่านวิทยากรบอกว่า องค์กรที่ทำอะไรแบบ anecdotal  สังเกตุได้จากในรายงานที่ขอประเมินก็มักจะยกตัวอย่าง บอกว่า มีโน่น มีนี่ แต่พออ่านต่อๆ ไป มันก็ไม่ได้สัมพันธ์อะไรกับหมวดอื่นๆ รวมทั้งก็ไม่มีผลลัพธ์ให้แสดงด้วย  

       พอผู้เข้าอบรมได้ยินท่านวิทยากรอธิบายดังนี้  ถึงกับมีเสียงฮือฮา และ กระซิบกระซาบกันอื้ออึง รวมทั้งในโต๊ะที่ตัวเองนั่งก็ไม่เว้น บอกว่า ที่เป็นอยู่ส่วนใหญ่ มันเป็นอย่างที่ท่านวิทยากรพูดนั่นแหละ  ตัวเองถึงกับใจเต้นตึ๊กๆ ว่า เอ๊ะ ! ที่เราทำอยู่นี่ มัน anecdotal หรือเปล่า?? 

       คำๆ นี้เป็นที่ติดอกติดใจผู้เข้าอบรม ตลอดเวลาของการประชุม 3 วัน ก็มีการเอ่ยอ้างเรื่องนี้อยู่เป็นระยะ  บางคนบอกว่า เข้าใจคำนี้คำเดียวก็ถือว่า คุ้มแล้ว กับการอบรมครั้งนี้ !