บทบาทหลักของมหาวิทยาลัยเท่าที่ผมสรุปได้ มี 3-4 ข้อ คือ

1. การเรียนการสอนเพื่อผลิตบัณฑิต

2. การวิจัยเพื่อหาองค์ความรู้ใหม่

3. การบริการวิชาการแก่สังคม และ

4. การทำนุ บำรุงศิลปวัฒนธรรม

ในฐานะที่เป็นผู้ปฏิบัติงานระดับชุมชน ผมได้เห็นช่องว่างระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน คือ การวิจัยและการบริการวิชาการหลายเรื่องไม่ได้สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่แท้จริงของชุมชน หรือ พูดอีกทำนองหนึ่ง คือ โจทย์ไม่ได้เกิดมาจากชุมชน แต่เกิดจากนักวิจัย นักวิชาการ เป็นคนคิดเอง ทำเอง สิ่งที่ผมเห็น คือ ผลการวิจัยไม่สามารถนำไปใช้ได้เท่าที่ควร กลายเป็นเพียงงานวิจัยเล่มละกิโล-สองกิโลอยู่บนหอสมุดกลาง...ประโยชน์ที่ผมพอจะเห็นอยู่บ้าง คือ การนำไปใช้อ้างอิง เพื่อการศึกษาต่อไป...เป็นวงจรอยู่แบบนั้น...แต่สิ่งที่ยังไม่ค่อยเห็น คือ สรรพวิชาเหล่านั้น จะไปตอบสนองชุมชนนั้นได้อย่างไร...นั่นคือ ช่องว่างที่ผมเห็น...การผลิตหุ่นยนต์รุ่นใหม่ไฮทค ตอบสนองอย่างไรกับการเกษตร การมุ่งวิจัยการหมักไวน์ อาหารหมักดอง ช่วยยกระดับอะไรการกินอยู่พื้นบ้านของชุมชน การที่ชุมชนส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาแล้วแปลงข้าวโพดที่เกลื่อนกลาดจะตอบสนองอย่างไร...ดังนั้นผมเห็นว่าน่าจะมีกระบวนการอะไรสักอย่างที่ช่วยลดช่องว่างอันนี้...เพื่อให้การวิจัยและการบริการวิชาการ เป็นการวิจัยและบริการวิชาการเพื่อปากท้องมากกว่าการวิจัยหรือการบริการวิชาการเพื่อยกระดับของตัวนักวิชาการเอง....สิ่งที่ผมเห็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดช่องว่างอันนี้ คือ การมีผู้ปฏิบัติการระดับชุมชน ในการนำปัญหาหรือโจทย์กลับสู่มหาวิทยาลัยเพื่อให้มหาวิทยาลัยได้เข้าไปมีส่วนร่วมเชิงวิชาการในกระบวนการร่วมคิด ร่วมทำบนความสัมพันธ์แนวราบแบบเพื่อนร่วมทางเพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชนอย่างแท้จริงมากยิ่งขึ้น...ซึ่งแนวทางอันนี้จะช่วยลดช่องว่างระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนได้ไม่มากก็น้อย