ดังกล่าวแล้วว่าช่วงเดือนกันยายน ๒๕๖๘ ความพยายามสร้าง มทส. ให้เป็นองค์กรสีขาว ส่งผลสะท้อนกลับ ให้ผมรู้สึกยุ่งยากใจ   และต้องระมัดระวังการถูกฟ้องร้อง    แต่เหตุการณ์รับฟังข้อคิดเห็นของประชาคม มทส. เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๘   และเสียงสะท้อนจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งใน มทส. ทำให้ผมมั่นใจมากขึ้น ว่าการเล่นกับไฟครั้งนี้ของผมน่าจะส่งผลดีต่อ มทส. ในระยะยาว   โดยผมต้องทำความเข้าใจความซับซ้อนของมนุษย์และของสังคมมากขึ้น     โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำความเข้าใจจุดอ่อนของคนเก่ง สมองดี มีความสำเร็จทางวิชาการ    ที่อาจมองความซับซ้อนด้วยแว่นเชิงกลไก  เชิงปฏิสัมพันธ์เชิงเดี่ยว    ไม่ตระหนักในความซับซ้อน   

เช้ามืดวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๖๘ ผมจึงเดินออกกำลังพร้อมกับฟัง YouTube  เรื่อง The Ultimate Introduction to SYSTEMS THINKING for SOCIAL CHANGE  https://www.youtube.com/watch?v=_25rELeEg2s     ได้รับการเตือนสติว่า เรื่องทางสังคมคล้ายภูเขาน้ำแข็ง   ส่วนที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำ (เรามองไม่เห็น ไม่ตระหนัก) มีมากกว่าส่วนอยู่เหนือน้ำ (มองเห็น และเข้าใจ) หลายเท่า   

ผมจึงขอให้สหายเอไอช่วยสังเคราะห์ประเด็นสำคัญใน ยูทูป ดังกล่าว    และในแหล่งอ้างอิงอื่นๆ ว่าด้วยความซับซ้อนของสังคม  ที่ผู้กี่ยวข้องมีความเห็นแตกต่างกันได้   จากการที่มีมุมมองต่างกัน   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมมหาวิทยาลัย 

ได้รับคำตอบจาก ๗ สหายอย่างดียิ่ง    ขอเลือกคำตอบของ Copilot และ Gemini มาลงไว้ ดังต่อไปนี้ 

 

Copilot:

แน่นอนครับ RS   ผมขอสังเคราะห์ประเด็นสำคัญจากวิดีโอ The Ultimate Introduction to Systems Thinking for Social Changeร่วมกับแนวคิดจากหนังสือ Systems Thinking for Social Change โดย David Peter Stroh    เพื่อช่วยให้เข้าใจความซับซ้อนของสังคม โดยเฉพาะในบริบทมหาวิทยาลัย ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางมุมมอง และอำนาจเชิงโครงสร้าง

 

 ภูเขาน้ำแข็งแห่งความซับซ้อนทางสังคม

  • สิ่งที่มองเห็นได้: พฤติกรรม การตัดสินใจ นโยบาย การแสดงออก
  • สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำ: ค่านิยม ความเชื่อ อารมณ์ ความกลัว อคติ โครงสร้างอำนาจ วัฒนธรรมองค์กร

การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเข้าใจ “ใต้น้ำ” ไม่ใช่แค่จัดการ “เหนือน้ำ”

 

 หลักการสำคัญของ Systems Thinking เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

1. มองระบบ ไม่ใช่แค่เหตุการณ์

  • อย่ามองปัญหาเป็นจุด ๆ แต่ให้เห็นเป็น “รูปแบบ” ที่เกิดซ้ำ
  • เช่น ปัญหาคอร์รัปชันในมหาวิทยาลัย อาจไม่ใช่แค่พฤติกรรมบุคคล แต่เป็นผลจากระบบแรงจูงใจและวัฒนธรรมองค์กร

2. เข้าใจความสัมพันธ์แบบวนกลับ (Feedback Loops)

  • การกระทำหนึ่งอาจส่งผลย้อนกลับมาสร้างปัญหาใหม่
  • เช่น การลงโทษนักศึกษาอาจลดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ชั่วคราว แต่สร้างความกลัวและลดความไว้วางใจในระยะยาว

3. ระวังการแก้ปัญหาแบบผิวเผิน

  • การแก้ปัญหาแบบ “Quick Fix” มักสร้างผลข้างเคียง
  • เช่น การเพิ่มงบประมาณโดยไม่ปรับโครงสร้าง อาจทำให้ระบบยิ่งเปราะบาง

4. ใช้เครื่องมือเชิงระบบ

  • Iceberg Model: ช่วยให้เห็นระดับลึกของปัญหา
  • Problem Tree: แยกสาเหตุและผลกระทบของปัญหา
  • Leverage Points: จุดที่การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ สามารถสร้างผลกระทบใหญ่ได้

 

 ความซับซ้อนในสังคมมหาวิทยาลัย

  • มหาวิทยาลัยเป็นระบบที่มีหลายมิติ: วิชาการ อำนาจ วัฒนธรรม ความสัมพันธ์
  • คนเก่งทางวิชาการอาจมองโลกผ่านกรอบกลไก (mechanistic lens) เช่น เหตุผลเชิงตรรกะหรือข้อมูลเชิงปริมาณ
  • แต่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมต้องเข้าใจ “ความรู้สึก ความกลัว ความหวัง” ที่ไม่สามารถวัดได้ด้วยตัวเลข

“ความขัดแย้ง” ในมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นสัญญาณของความหลากหลายที่ต้องการพื้นที่ปลอดภัยในการแลกเปลี่ยน

 

 ข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

  • ฟังอย่างลึกซึ้ง: ไม่ใช่แค่ฟังเสียง แต่ฟังความหมาย ความรู้สึก และบริบท
  • สร้างพื้นที่ปลอดภัย: ให้ทุกฝ่ายกล้าแสดงความเห็นโดยไม่กลัวผลกระทบ
  • ใช้ความขัดแย้งเป็นครู: เพื่อเรียนรู้มุมมองที่ต่างกัน ไม่ใช่เพื่อเอาชนะ
  • เชื่อมโยงระดับบุคคลกับระดับระบบ: การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากใจคน แต่ต้องเชื่อมกับโครงสร้างที่เอื้อให้เกิดพฤติกรรมใหม่

 

หาก RS ต้องการนำแนวคิดเหล่านี้ไปออกแบบเวทีรับฟังความคิดเห็น หรือพัฒนาองค์กรสีขาวใน มทส. ผมยินดีช่วยออกแบบเครื่องมือเชิงระบบหรือกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันครับ

 

Gemini:

ผมเข้าใจถึงสถานการณ์ที่คุณเผชิญอยู่และเห็นด้วยว่าการทำความเข้าใจความซับซ้อนของสังคมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในบริบทขององค์กรอย่างมหาวิทยาลัยที่ประกอบด้วยบุคคลที่มีพื้นฐานและความคิดหลากหลาย     จาก YouTube เรื่อง "The Ultimate Introduction to SYSTEMS THINKING for SOCIAL CHANGE" และแหล่งอ้างอิงอื่นๆ ผมจะสังเคราะห์ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความซับซ้อนของสังคมและการมองเห็นมุมมองที่แตกต่างกันในสังคมมหาวิทยาลัยให้คุณดังนี้ครับ

 

การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) ในความซับซ้อนของสังคม 

การคิดเชิงระบบเป็นแนวทางในการทำความเข้าใจว่าองค์ประกอบต่างๆ ของระบบมีความสัมพันธ์และส่งผลกระทบต่อกันอย่างไร     แทนที่จะมองปัญหาเป็นส่วนๆ การคิดเชิงระบบจะช่วยให้เราเห็นภาพรวมและความเชื่อมโยง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการกับความท้าทายทางสังคม

หลักการสำคัญของการคิดเชิงระบบ

  1. มองปัญหาเป็นภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg Model): ดังที่คุณกล่าวถึง YouTube ได้เตือนสติว่าปัญหาทางสังคมนั้นซับซ้อนกว่าที่เราเห็นมาก
    • ส่วนเหนือน้ำ (Events): คือสิ่งที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน เช่น การฟ้องร้อง การถกเถียง หรือผลการลงมติที่ไม่เป็นเอกฉันท์ นี่เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง
    • ส่วนใต้น้ำ (Patterns): คือแนวโน้มหรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ซึ่งเราอาจสังเกตเห็นได้เมื่อเวลาผ่านไป เช่น รูปแบบการตัดสินใจ รูปแบบการสื่อสาร หรือพฤติกรรม "สีเทา" ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
    • โครงสร้างของระบบ (Systemic Structures): คือกลไกพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังรูปแบบเหล่านั้น เช่น นโยบาย กฎระเบียบ โครงสร้างอำนาจ วัฒนธรรมองค์กร หรือกระบวนการทำงานที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ
    • แบบแผนทางความคิด/ความเชื่อ (Mental Models): นี่คือส่วนที่ลึกที่สุดและมองเห็นได้ยากที่สุด คือความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติ และสมมติฐานที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของผู้คน ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าพวกเขาจะรับรู้และตีความสถานการณ์ต่างๆ อย่างไร และส่งผลต่อพฤติกรรมในที่สุด

รูปภาพIceberg Model for Systems Thinking

ได้รับอนุญาตจาก Google

  1. ความเชื่อมโยงไม่ใช่ความโดดเดี่ยว (Interconnectedness): ทุกองค์ประกอบในระบบล้วนส่งผลกระทบต่อกันและกัน การเปลี่ยนแปลงในจุดหนึ่งอาจส่งผลกระทบที่คาดไม่ถึงในจุดอื่น การแก้ไขปัญหาโดยไม่เข้าใจความเชื่อมโยงอาจนำไปสู่ปัญหาใหม่หรือทำให้สถานการณ์แย่ลง
  2. วงจรป้อนกลับ (Feedback Loops): เหตุการณ์หนึ่งอาจส่งผลย้อนกลับไปกระตุ้นหรือยับยั้งเหตุการณ์อื่น ก่อให้เกิดเป็นวงจร การทำความเข้าใจวงจรเหล่านี้ช่วยให้เราสามารถแทรกแซงในจุดที่เหมาะสมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

 

ความซับซ้อนของสังคมและการมองเห็นมุมมองที่แตกต่างกันในสังคมมหาวิทยาลัย

สังคมมหาวิทยาลัยเป็นระบบที่ซับซ้อน ประกอบด้วยกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางความคิด ความเชี่ยวชาญ และผลประโยชน์ การที่ผู้เกี่ยวข้องมีความเห็นต่างกันเป็นเรื่องปกติ และมักเกิดจากมุมมองที่แตกต่างกัน ซึ่งรากฐานมาจากส่วนต่างๆ ของภูเขาน้ำแข็งทางสังคม

  • จุดอ่อนของคนเก่ง สมองดี มีความสำเร็จทางวิชาการที่มองความซับซ้อนด้วยแว่นเชิงกลไก: ผู้ที่เชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะทาง มักจะถูกฝึกให้คิดวิเคราะห์แบบแยกส่วน (reductionist thinking) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการแก้ปัญหาที่ชัดเจนและเป็นเส้นตรง แต่เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาทางสังคมที่มีความซับซ้อนสูง ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยเชิงอารมณ์ ค่านิยม และความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลเชิงเส้นตรง การมองด้วย "แว่นเชิงกลไก" เพียงอย่างเดียวอาจทำให้มองข้ามมิติที่สำคัญไปได้
    • การมองเชิงปฏิสัมพันธ์เชิงเดี่ยว: ผู้เชี่ยวชาญอาจมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลเป็นแบบ  1:1 หรือเชิงเดี่ยว โดยไม่ตระหนักถึง "ผลกระทบต่อเนื่อง" หรือ "ผลกระทบที่ไม่ตั้งใจ" (unintended consequences) ที่อาจเกิดขึ้นในส่วนอื่นๆ ของระบบ
    • ยึดติดกับหลักฐานเชิงประจักษ์: ในขณะที่ความสำเร็จทางวิชาการมักเน้นหลักฐานที่วัดผลได้และพิสูจน์ได้ ผู้ที่มีจุดอ่อนนี้อาจมองข้าม "หลักฐานเชิงคุณภาพ" หรือ "ความรู้สึก" ที่ไม่สามารถวัดผลได้โดยตรง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในปัญหาทางสังคม
    • ละเลย "แบบแผนทางความคิด/ความเชื่อ": ผู้บริหารหรือนักวิชาการบางคนอาจให้ความสำคัญกับ "โครงสร้าง" และ "รูปแบบ" โดยละเลยว่า "แบบแผนทางความคิด" ของผู้คนต่างหากที่เป็นแรงขับเคลื่อนพื้นฐานที่ทรงพลังที่สุดในการเปลี่ยนแปลงสังคม
  • มุมมองที่แตกต่างกันในสังคมมหาวิทยาลัย:
    • ผู้บริหาร: อาจมองจากมุมมองของประสิทธิภาพ ประสิทธิผล การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และชื่อเสียงขององค์กร
    • อาจารย์: อาจมองจากมุมมองของการวิจัย การสอน การพัฒนาวิชาการ และความเป็นอิสระทางวิชาการ
    • บุคลากรสายสนับสนุน: อาจมองจากมุมมองของความเป็นอยู่ การปฏิบัติงาน และขวัญกำลังใจ
    • นักศึกษา: อาจมองจากมุมมองของการเรียนรู้ สภาพแวดล้อม และโอกาสในอนาคต

เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ "พฤติกรรมสีเทา" ขึ้น แต่ละกลุ่มอาจตีความและให้ความสำคัญกับเหตุการณ์นั้นแตกต่างกันตามแบบแผนทางความคิดและผลประโยชน์ที่ตนเองเกี่ยวข้อง การทำความเข้าใจ "แบบแผนทางความคิด" เหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญในการลดความขัดแย้งและสร้างความร่วมมือ

 

การนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้าง มทส. องค์กรสีขาว 

  1. ใช้การสนทนาแบบมีส่วนร่วม (Dialogue): เปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้แลกเปลี่ยนมุมมองและความเชื่อที่ซ่อนอยู่ (Mental Models) อย่างเปิดเผยและปลอดภัย เพื่อให้ทุกคนได้เห็น "ภูเขาน้ำแข็ง" ของกันและกัน
  2. วิเคราะห์โครงสร้างระบบ: ตรวจสอบนโยบาย กฎระเบียบ และกระบวนการของ มทส. ว่ามีส่วนใดบ้างที่อาจเอื้อให้เกิดพฤติกรรม "สีเทา" หรือไม่ และมีส่วนใดที่สามารถปรับปรุงเพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลได้
  3. มุ่งเน้นการสร้างการเรียนรู้: การสื่อสารต่อสาธารณะของคุณควรเน้นการสร้างความเข้าใจใน "หลักการ" และ "ภาพรวมของระบบ" ว่าเหตุใดการกระทำบางอย่างจึงอาจส่งผลเสียต่อองค์กรในระยะยาว แม้ว่าในระยะสั้นอาจดูไม่มีอะไร
  4. อดทนต่อความซับซ้อน: การเปลี่ยนแปลงสังคมหรือวัฒนธรรมองค์กรต้องใช้เวลาและความเข้าใจในความซับซ้อน อย่าคาดหวังผลลัพธ์ที่รวดเร็ว แต่ให้มุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

การทำความเข้าใจหลักการคิดเชิงระบบ โดยเฉพาะการมองปัญหาแบบภูเขาน้ำแข็ง จะเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการนำ มทส. ไปสู่การเป็นองค์กรสีขาวได้อย่างยั่งยืนครับ

 

ผมตีความว่า ในสถานการณ์ที่ซับซ้อน การมีสติเฝ้าสังเกตและสะท้อนคิดทำความเข้าใจพฤติกรรมที่หลากหลาย โดยฝึกทำความเข้าใจจากหลายมุมมองมีความสำคัญยิ่ง    ซึ่งหมายความว่า หากเราฝึกให้ตนเองมี empathy สูง   ก็จะเข้าใจเรื่อเหล่านั้นได้ดียิ่งขึ้น    หากเราไม่มีอารมณ์โกรธหรือต่อต้านคำพูดที่รุนแรงก้าวร้าว   เราก็จะมองเห็นเจตนาที่อยู่เบื้องหลังได้ชัดเจนยิ่งขึ้น    ผมพยายามฝึกตัวเองให้ใช้วิกฤติเป็นโอกาส – โอกาสเรียนรู้ 

วิจารณ์ พานิช

๒๖ ก.ย. ๖๘