ผมเอา pdf file ของหนังสือ A Century of Science for Health ใส่ให้ เอไอ NoteBookLM  ช่วยสรุปสาระสำคัญ    ได้คำตอบที่สุดยอด ดังนี้ 

นี่คือสรุปสาระสำคัญจากหนังสือ "A Century of Science for Health" และบทเรียนสำหรับวงการวิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของไทย:

สรุปสาระสำคัญจากหนังสือ "A Century of Science for Health"

หนังสือ "A Century of Science for Health" นำเสนอเรื่องราวการก่อตั้ง การพัฒนา และผลงานทางวิทยาศาสตร์ของสถาบันวิจัยการแพทย์แห่งชาติ (National Institute for Medical Research - NIMR) ตลอดระยะเวลาหนึ่งศตวรรษ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1914 จนถึง ค.ศ. 2014 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่สถาบันจะรวมเข้ากับสถาบันอื่นเพื่อก่อตั้ง Francis Crick Institute เนื้อหาแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก: ส่วนแรกกล่าวถึงการหล่อหลอมสถาบันผ่านอิทธิพลของผู้อำนวยการแต่ละท่าน และส่วนที่สองนำเสนอเรื่องราวความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ในสาขาต่างๆ

ส่วนที่ 1: การหล่อหลอมสถาบัน: อิทธิพลของผู้อำนวยการแต่ละท่าน

จุดเริ่มต้นของ NIMR NIMR หรือที่รู้จักในชื่อ Central Research Institute เมื่อก่อตั้งในปี ค.ศ. 1914 ถือเป็นการพัฒนาครั้งสำคัญในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการเปลี่ยนการแพทย์จากการเป็น "ศิลปะ" ไปสู่ "วิทยาศาสตร์" อย่างแท้จริง สถาบันแห่งนี้เป็นหน่วยงานวิจัยแบบสหสาขาวิชาที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพ แนวคิดนี้ได้รับแรงผลักดันจากการสอบสวนของ Royal Commission on Tuberculosis ปี ค.ศ. 1901 และการออกพระราชบัญญัติประกันภัยแห่งชาติ (National Insurance Act 1911) ของ David Lloyd George ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญในการส่งเสริมการวิจัยทางการแพทย์ Walter Morley Fletcher เป็นเลขานุการคนแรกของ Medical Research Committee (MRC) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแล NIMR และเป็นผู้ที่ให้การสนับสนุนและทิศทางสำคัญในช่วงแรก

Henry Hallett Dale (ผู้อำนวยการ 1914-1942) Sir Henry Hallett Dale เป็นผู้อำนวยการคนแรกของ NIMR เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงจากการวิจัยการส่งผ่านสารเคมีของกระแสประสาท ซึ่งนำไปสู่การได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ในปี ค.ศ. 1936 Dale ได้ชื่อว่าเป็นผู้บริหารที่ฉลาดและเป็นมิตร เขาเป็นผู้ริเริ่มการจัดตั้งแผนกต่างๆ เช่น แผนกชีวเคมีและเภสัชวิทยา และแผนกมาตรฐานชีวภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสถาบัน นอกจากนี้ เขายังมีบทบาทสำคัญในการย้ายสถาบันจาก Hampstead ไปยัง Mill Hill ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม "Dale's Folly" ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง Dale ได้มุ่งเน้นทรัพยากรของ MRC ไปยังปัญหาทางการแพทย์ที่เร่งด่วน เช่น การรักษาบาดแผลและแก๊สพิษ เขาส่งเสริมอิสระทางวิทยาศาสตร์ โดยเชื่อว่านักวิจัยควรมีเสรีภาพในการทำงานโดยไม่ต้อง "ตอกบัตร" อย่างไรก็ตาม บางครั้งเขาก็ถูกมองว่าเป็นผู้บริหารที่เคร่งครัดเรื่องกฎระเบียบ เช่น ชั่วโมงการทำงาน

Charles Harington (ผู้อำนวยการ 1942-1962) Sir Charles Harington ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการต่อจาก Dale ในช่วงกลางสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเป็นนักชีวเคมีที่มีชื่อเสียงจากการบุกเบิกงานวิจัยเกี่ยวกับฮอร์โมนไทรอกซิน Harington ได้นำโครงสร้างที่เป็นระเบียบมากขึ้นมาใช้กับสถาบัน โดยแบ่ง NIMR ออกเป็นหน่วยงานย่อยๆ จำนวนมาก การย้ายสถาบันไปยัง Mill Hill ในปี ค.ศ. 1949 เป็นช่วงเวลาแห่งความโกลาหล แต่ก็เป็นโอกาสในการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ๆ เช่น โรงอาหารขนาดใหญ่ที่ชั้น 5 ซึ่ง Harington ออกคำสั่งให้พนักงานทุกคนรับประทานอาหารร่วมกัน เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและลดการแบ่งแยกชนชั้น แม้เขาจะมีบุคลิกที่ดูเป็นทางการและห่างเหิน แต่เขาก็เป็นผู้ที่ยึดมั่นในหลักการและสนับสนุนเสรีภาพทางวิทยาศาสตร์อย่างมาก อย่างไรก็ตาม เขายังคงยึดติดกับธรรมเนียมบางอย่าง เช่น การแต่งกาย และการให้เจ้าหน้าที่เทคนิคทำงานวันเสาร์

Peter Medawar (ผู้อำนวยการ 1962-1971) Sir Peter Medawar เป็นผู้อำนวยการคนที่สาม และเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์จากการวิจัยด้านภูมิคุ้มกันของการปลูกถ่ายอวัยวะ Medawar มีบุคลิกที่มีเสน่ห์และมีชื่อเสียงระดับนานาชาติ เขามองว่าบทบาทของเขาคือการสร้างและรักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความก้าวหน้าทางความรู้ ไม่ใช่การชี้นำงานวิจัยโดยตรง เขาส่งเสริมอิสระในการวิจัยอย่างเต็มที่ โดยเชื่อว่านักวิทยาศาสตร์ควรมีอิสระในการแสวงหาสิ่งที่พวกเขาสนใจ Medawar ริเริ่มโครงการปรับปรุงและขยายอาคารครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการสร้างหน่วยสัตว์ปลอดเชื้อ (Specific Pathogen Free - SPF) เขายังได้ยกเลิกกฎระเบียบหลายอย่างที่สร้างความเป็นทางการและลดอุปสรรคทางสังคม เช่น การแต่งกายในโรงอาหาร การเซ็นชื่อเข้างานของเจ้าหน้าที่เทคนิค และการทำงานวันเสาร์ Medawar มีความสนใจหลากหลาย เขาเป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักการทูต นักกีฬา และผู้เผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ หลังจากป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองอย่างรุนแรงในปี ค.ศ. 1969 เขาได้ลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการในปี ค.ศ. 1970 เพื่อไปเป็นหัวหน้าแผนกชีววิทยาการปลูกถ่ายที่ Clinical Research Centre (CRC)

Arnold Burgen (ผู้อำนวยการ 1971-1982) Sir Arnold Burgen เป็นเภสัชวิทยาระดับโมเลกุลผู้เข้ารับตำแหน่งต่อจาก Medawar เขามีบุคลิกที่เก็บตัวและเป็นระเบียบ แต่ก็มุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลง Burgen ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบประสาท ชีวเคมี และชีววิทยาพัฒนาการ ในช่วงเวลาที่งบประมาณลดลง เขาส่งเสริมวัฒนธรรมที่เปิดกว้างและครอบคลุมมากขึ้น โดยได้ยกเลิกห้องกาแฟสำหรับ "นักวิทยาศาสตร์เท่านั้น" และส่งเสริมให้พนักงานทุกระดับปฏิสัมพันธ์กัน เขาประสบความสำเร็จในการจัดตั้ง MRC Biomedical NMR Centre ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยและบริการ NMR ที่ทันสมัย อย่างไรก็ตาม Burgen แสดงความไม่พอใจกับที่ตั้งของสถาบันที่ Mill Hill ซึ่งเขามองว่า "แยกออกจากชีวิตทางวิชาการในลอนดอน"

Dai Rees (ผู้อำนวยการ 1982-1987) Dai Rees เป็นผู้อำนวยการที่มาจากภาคอุตสาหกรรม และนำทักษะการบริหารจัดการและการเมืองมาใช้ในการปฏิรูปสถาบัน เขาเผชิญกับแรงกดดันทางการเงินจากรัฐบาล Margaret Thatcher ที่ต้องการความรับผิดชอบทางการเงินมากขึ้นจากสถาบันวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐ Rees จัดโครงสร้างสถาบันใหม่เป็น 4 กลุ่มหลัก และให้ความสำคัญกับการขยายชีววิทยาพัฒนาการ นอกจากนี้ เขายังก่อตั้ง MRC Collaborative Centre เพื่อเปลี่ยนแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ให้เป็นประโยชน์เชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นสถาบันแรกของ MRC ที่มุ่งเน้นการสร้างผลกำไร แม้เขาจะมาจากภาคอุตสาหกรรม แต่เขาก็ได้รับความไว้วางใจจากพนักงาน NIMR และกลายเป็นผู้สนับสนุนสถาบันอย่างแข็งขัน Rees ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการของ MRC ในปี ค.ศ. 1987

John Skehel (ผู้อำนวยการ 1987-2006) Sir John Skehel เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานใน NIMR มาเกือบ 20 ปี ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการ เขามีผลงานวิจัยที่โดดเด่นเกี่ยวกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ Skehel มุ่งมั่นที่จะรักษางานวิจัยของตนเองควบคู่ไปกับการบริหารสถาบัน อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังของการเป็นผู้อำนวยการของเขาเผชิญกับความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดระหว่าง NIMR กับ MRC เกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์การลงทุนในอนาคต (Forward Investment Strategy - FIS) ซึ่งเสนอให้ลดขนาดหรือย้ายสถาบัน Skehel และนักวิทยาศาสตร์อาวุโสอื่นๆ ได้รวมตัวกันต่อต้านแผนดังกล่าวอย่างแข็งขัน โดยยืนยันว่าไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอสำหรับการย้าย เขาได้ริเริ่มการจัดตั้ง X-ray crystallography ในสถาบัน ซึ่งเป็นการนำแนวทางการวิจัยโครงสร้างระดับโมเลกุลมาสู่ NIMR

Jim Smith และเส้นทางสู่ Crick (2006-2014) Jim Smith รับหน้าที่ผู้อำนวยการในช่วงเปลี่ยนผ่านของ NIMR ไปสู่การรวมเป็น Francis Crick Institute ในปี ค.ศ. 2005 MRC ตัดสินใจย้าย NIMR ไปยังลอนดอนกลาง โดยร่วมมือกับ University College London (UCL) โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Wellcome Trust และ Cancer Research UK และในปี ค.ศ. 2010 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Francis Crick Institute เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ร่วมค้นพบโครงสร้าง DNA Jim Smith ให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เครื่อง High-Throughput Sequencing (HTS) และส่งเสริมสาขาระบบชีววิทยา (systems biology) การออกแบบอาคารของ Crick Institute มุ่งเน้นการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์และการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์ โดยมีเป้าหมายที่จะรักษา "จิตวิญญาณ Mill Hill" ของ NIMR ที่เน้นการทำงานร่วมกันและการแลกเปลี่ยนความคิด

ส่วนที่ 2: เรื่องราวทางวิทยาศาสตร์

NIMR ได้สร้างผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่โดดเด่นมากมายในหลากหลายสาขา:

  • ชีวเคมีและชีวฟิสิกส์: การแยกและสังเคราะห์อะเซทิลโคลีนโดย Henry Dale, การสังเคราะห์ไทรอกซินโดย Charles Harington, การพัฒนาก๊าซโครมาโตกราฟีโดย Archer Martin, การค้นพบตัวตรวจจับการจับอิเล็กตรอนโดย James Lovelock, งานวิจัยโครงสร้างอิมมูโนโกลบูลินโดย Rodney Porter (ได้รับรางวัลโนเบล), งานเกี่ยวกับกลไกการหดตัวของกล้ามเนื้อด้วย "caged compounds" และไบโอเซ็นเซอร์โดย David Trentham และ Martin Webb
  • เคมี: งานวิจัยด้านวิตามินดีและสเตียรอยด์โดย Harold King และ Kenneth Callow, การสังเคราะห์ยาต้านมาลาเรีย pyrimethamine โดย James Walker, งานวิจัยการสังเคราะห์คอเลสเตอรอลโดย  John Cornforth (ได้รับรางวัลโนเบล), การค้นพบสารบรรเทาปวดตามธรรมชาติ β-endorphin โดย Derek Smyth, การควบคุมฮอร์โมนการเจริญเติบโตโดย Iain Robinson, และการใช้เทคนิคใหม่ๆ เช่น optogenetics ในการศึกษาการประมวลผลข้อมูลทางประสาทสัมผัส
  • เภสัชวิทยา: การจำแนกการตอบสนองแบบ nicotinic และ muscarinic โดย Henry Dale, การนำเทคนิค NMR มาใช้ในการศึกษาการจับตัวของยาและตัวรับโดย Arnold Burgen และ Jim Feeney, การค้นพบตัวรับ muscarinic subtypes (M1, M2, M3) โดย Ed Hulme และ Nigel Birdsall, การพัฒนา allosteric drugs และการติดตามตัวรับเดี่ยวบนผิวเซลล์
  • การวิจัยและสวัสดิภาพสัตว์: การพัฒนามาตรฐานการเลี้ยงดูสัตว์ทดลองที่ดีขึ้น โดย Douglas Short, การปรับปรุงอาหารสัตว์โดย  Alan Parkes และ Hilda Bruce, การจัดตั้งหน่วยสัตว์ปลอดเชื้อ (SPF) โดย Peter Medawar, การนำสัตว์โมเดลใหม่ๆ มาใช้ เช่น อาร์มาดิลโลสำหรับโรคเรื้อน และปลาซีบราฟิชและแมลงหวี่สำหรับการศึกษาชีววิทยาพัฒนาการ
  • การกำหนดมาตรฐานชีวภาพ: บทบาทสำคัญของ Henry Dale ในการกำหนดมาตรฐานสากลสำหรับอินซูลินและฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง, การพัฒนามาตรฐานยาปฏิชีวนะโดย James Lightbown และ Derek Bangham, และการควบคุมคุณภาพวัคซีนโปลิโอ
  • ไวรัสวิทยา: การค้นพบและพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่, การจัดตั้ง World Influenza Centre (WIC) เพื่อเฝ้าระวังและวิจัยไวรัสไข้หวัดใหญ่ทั่วโลก, การค้นพบอินเตอร์เฟอรอน (interferon) ซึ่งเป็นสารต้านไวรัสโดย  Alick Isaacs (นำชื่อเสียงมาสู่ NIMR), และงานวิจัยเกี่ยวกับไวรัสต่างๆ เช่น Adenovirus, HIV, HPV
  • ปรสิตวิทยา: การวิจัยเคมีบำบัดสำหรับโรคติดเชื้อปรสิตต่างๆ เช่น trypanosomiasis และ filariasis โดย Frank Hawking, การศึกษาการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อปรสิตและกลไกการดื้อยา, และการวิจัยมาลาเรียในระดับโมเลกุล
  • วัณโรคและโรคเรื้อน: การจัดตั้ง Royal Commission on Tuberculosis, การทดลองทางคลินิกเพื่อประเมินประสิทธิภาพของ  streptomycin ในการรักษาวัณโรคโดย Philip D'Arcy Hart, การวิจัยกลไกที่เชื้อวัณโรคหลีกเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกัน, การวิจัยโรคเรื้อนโดย Dick Rees รวมถึงการพัฒนาโมเดลสัตว์และทดลองใช้ยา  thalidomide ในผู้ป่วย, และการวิจัยทางชีววิทยาระดับโมเลกุลเพื่อวินิจฉัยและติดตามการรักษาวัณโรค
  • สรีรวิทยาประยุกต์: การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมต่อร่างกายมนุษย์ การระบายอากาศที่ดี และโภชนาการโดย Leonard Hill, การวิจัยสรีรวิทยาการบินและสรีรวิทยาการดำน้ำลึก, การศึกษาการปรับตัวของมนุษย์ในสภาพแวดล้อมสุดขีด (ร้อนจัด/เย็นจัด) โดย Otto Edholm และ Griffith Pugh (งานวิจัยสนับสนุนการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์), การประดิษฐ์เครื่องมือใหม่ๆ เช่น Integrating Motor Pneumotachograph (IMP) และ radiopill โดย  Heinz Wolff และ peak flow meter โดย  Martin Wright
  • การสืบพันธุ์ ฮอร์โมน และเมแทบอลิซึม: การวิจัยฮอร์โมนเพศและการสืบพันธุ์โดย  Alan Parkes, การบุกเบิกการเก็บรักษาสเปิร์มด้วยความเย็น (cryopreservation) โดย Audrey Smith และ Christopher Polge, การประดิษฐ์เครื่องปั๊มอินซูลินแบบต่อเนื่อง (insulin infusion pump) โดย John Parsons, และงานวิจัยใหม่ๆ เกี่ยวกับผลกระทบของโภชนาการต่อการพัฒนาและการเกิดโรคเมแทบอลิซึมโดย Alex Gould
  • ภูมิคุ้มกันวิทยา: การบุกเบิกงานวิจัยเกี่ยวกับโครงสร้างและหน้าที่ของแอนติบอดีโดย  Rodney Porter และ John Humphrey, การศึกษาภูมิคุ้มกันการปลูกถ่ายอวัยวะโดย Peter Medawar, การค้นพบ low zone และ high zone tolerance โดย Avrion Mitchison, การระบุ  Thy-1 เป็นเครื่องหมายสำหรับ T-cell โดย Martin Raff, การจัดตั้งแผนกภูมิคุ้มกันวิทยาระดับโมเลกุลโดย  Dimitris Kioussis, การพัฒนาโมเดลสัตว์สำหรับดาวน์ซินโดรมโดย  Victor Tybulewicz, และการค้นพบ transcriptional signature สำหรับวินิจฉัยวัณโรคโดย Anne O'Garra
  • ชีววิทยาพัฒนาการ: การขยายงานวิจัยด้านชีววิทยาพัฒนาการภายใต้ Medawar และ Burgen, การศึกษาบทบาทของฮอร์โมนไทรอยด์ในการเจริญเติบโตและการเปลี่ยนแปลงรูปร่างในสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำโดย  Jamshed Tata, การทำความเข้าใจการสร้างแผนผังประสาทระหว่างตาและสมองโดย  Michael Gaze, การค้นพบบทบาทของวิตามินเอ (กรดเรติโนอิก) ในการงอกใหม่ของอวัยวะโดย Malcolm Maden, การนำแนวทางชีววิทยาระดับโมเลกุลมาใช้ในการศึกษาการแสดงออกของยีนในเอ็มบริโอโดย  Richard Flavell และ Frank Grosveld, การระบุยีน Sry ที่กำหนดเพศในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมโดย  Robin Lovell-Badge, และการใช้แมลงหวี่และปลาซีบราฟิชเป็นโมเดลในการศึกษาการพัฒนาและเมแทบอลิซึม

ความสำเร็จและบทเรียนโดยรวม NIMR ไม่เพียงสร้างผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ แต่ยังเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการสถาบันวิจัยที่ประสบความสำเร็จ โดยเน้นการสนับสนุนนักวิทยาศาสตร์ การส่งเสริมการทำงานร่วมกัน และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายด้านงบประมาณและแรงกดดันให้ย้ายสถาบัน แต่จิตวิญญาณแห่งการวิจัยและความร่วมมือยังคงเป็นหัวใจสำคัญของสถาบัน การเปลี่ยนแปลงไปสู่ Francis Crick Institute สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการรวบรวมขีดความสามารถด้านชีวการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป เพื่อผลักดันวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเพื่อสุขภาพและความมั่งคั่งในอนาคต

 

บทเรียนสำหรับวงการวิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของไทย

จากประวัติศาสตร์และพัฒนาการของ NIMR ตลอดหนึ่งศตวรรษ สามารถสรุปบทเรียนสำคัญที่ ววน. ไทย สามารถนำไปปรับใช้ได้ดังนี้:

  • 1. ความสำคัญของการสนับสนุนจากภาครัฐและวิสัยทัศน์ระยะยาว:
    • NIMR: ก่อตั้งขึ้นจากการตระหนักถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนการแพทย์ให้เป็นวิทยาศาสตร์ และได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐอย่างต่อเนื่อง โดยมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาสุขภาพของประเทศ แม้ผลลัพธ์จะไม่อาจเห็นได้ในทันที
    • บทเรียนสำหรับ ววน. ไทย: การมีนโยบายและงบประมาณที่มั่นคงและต่อเนื่องจากภาครัฐ เป็นรากฐานสำคัญที่สุดในการสร้างสถาบันวิจัยที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะงานวิจัยพื้นฐาน (basic research) ที่อาจไม่มีผลตอบแทนเชิงพาณิชย์ในระยะสั้น แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ และการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคต การกำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาวที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศจะช่วยให้การลงทุนมีทิศทางที่ชัดเจน
  • 2. ภาวะผู้นำที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์ทางวิทยาศาสตร์:
    • NIMR: ผู้อำนวยการแต่ละท่าน เช่น Sir Henry Hallett Dale, Sir Charles Harington, Sir Peter Medawar, และ Sir John Skehel ล้วนมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทาง รักษามาตรฐาน และนำพาสถาบันผ่านความท้าทายต่างๆ Medawar เน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีแนวคิดใหม่ๆ ขณะที่ Rees มีทักษะการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์และมองเห็นภาพรวม
    • บทเรียนสำหรับ ววน. ไทย: ผู้นำขององค์กรวิจัยควรเป็นบุคคลที่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในวิทยาศาสตร์ (scientific credibility) และมีทักษะการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยม สามารถสร้างวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน สร้างแรงบันดาลใจ และปกป้องอิสระทางวิชาการของนักวิจัย รวมถึงกล้าตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่อนำพาสถาบันไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้
  • 3. การส่งเสริมอิสระทางวิทยาศาสตร์และการวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยความอยากรู้อยากเห็น (Curiosity-Driven Research):
    • NIMR: Medawar เชื่อว่าบทบาทของเขาไม่ใช่การ "ชี้นำ" งานวิจัย แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการ "สร้างแนวคิด" Harington ก็สนับสนุนเสรีภาพในการวิจัยแม้จะนำไปสู่งานที่แปลกประหลาด เช่น Archer Martin ที่ได้รับรางวัลโนเบล ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการให้อิสระนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่
    • บทเรียนสำหรับ ววน. ไทย: ควรให้ความสำคัญกับการวิจัยพื้นฐานที่ขับเคลื่อนด้วยความอยากรู้อยากเห็นของนักวิทยาศาสตร์ (curiosity-driven research) โดยไม่จำเป็นต้องมีผลลัพธ์ที่ชัดเจนในระยะแรก ซึ่งอาจนำไปสู่การค้นพบนวัตกรรมที่ไม่คาดคิดและมีความสำคัญอย่างยิ่งในระยะยาว การให้อิสระทางวิชาการเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบ่มเพาะนักคิดและนักนวัตกรรม
  • 4. สหสาขาวิชาชีพและการทำงานร่วมกัน:
    • NIMR: ถูกก่อตั้งขึ้นในฐานะสถาบันวิจัยแบบ "สหสาขาวิชา" และตลอดประวัติศาสตร์ สถาบันได้ส่งเสริมการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างแผนกต่างๆ เช่น เคมีกับชีววิทยา หรือชีวเคมีเชิงฟิสิกส์กับประสาทสรีรวิทยา การออกแบบ Francis Crick Institute ก็มุ่งเน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อการทำงานร่วมกัน
    • บทเรียนสำหรับ ววน. ไทย: ส่งเสริมการวิจัยแบบสหสาขาวิชาอย่างจริงจัง โดยสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทรัพยากรระหว่างนักวิจัยจากหลากหลายสาขา เพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อนและสร้างนวัตกรรมที่ครอบคลุม การสร้างพื้นที่และวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการปฏิสัมพันธ์จะช่วยให้เกิดการร่วมมือกันโดยธรรมชาติ
  • 5. การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย:
    • NIMR: มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องในห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย เครื่องมือขั้นสูง (เช่น NMR, HTS) และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับสัตว์ทดลอง (เช่น SPF unit, aquatics facility, insectary, Category 4 containment facility) สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการดึงดูดนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำและสนับสนุนงานวิจัยระดับแนวหน้า
    • บทเรียนสำหรับ ววน. ไทย: การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยและได้รับการบำรุงรักษาอย่างดีเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้นักวิจัยสามารถทำงานวิจัยที่ท้าทายและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลได้ การเข้าถึงอุปกรณ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันด้านงานวิจัย
  • 6. การพัฒนาบุคลากรและวัฒนธรรมองค์กร:
    • NIMR: ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาชีพของเจ้าหน้าที่เทคนิค การลดอุปสรรคทางสังคมและวิชาชีพ (เช่น การยกเลิกห้องอาหารแยก หรือการเข้าใช้ลิฟต์พร้อมกัน) และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและสนับสนุน ผู้อำนวยการหลายท่านเป็นที่จดจำในฐานะผู้ให้คำปรึกษาและผู้ที่ให้คุณค่ากับทุกบทบาทในสถาบัน
    • บทเรียนสำหรับ ววน. ไทย: ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรทุกระดับ ไม่ใช่แค่นักวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่รวมถึงเจ้าหน้าที่เทคนิคและฝ่ายสนับสนุนอื่นๆ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง เคารพซึ่งกันและกัน ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และให้โอกาสในการเติบโตในสายอาชีพ จะช่วยรักษาและดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพไว้ได้
  • 7. การเชื่อมโยงงานวิจัยพื้นฐานสู่การประยุกต์ใช้และการสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์:
    • NIMR: แม้จะเน้นงานวิจัยพื้นฐานเป็นหลัก แต่ก็ประสบความสำเร็จในการนำผลงานไปสู่การประยุกต์ใช้จริงและสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ เช่น ยาต้านมาลาเรีย เครื่องปั๊มอินซูลิน และการก่อตั้ง MRC Collaborative Centre
    • บทเรียนสำหรับ ววน. ไทย: พัฒนากลไกที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพในการนำผลงานวิจัยพื้นฐานไปสู่การประยุกต์ใช้จริง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ โดยอาจพิจารณาการสร้างหน่วยงานเฉพาะกิจสำหรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือการบ่มเพาะธุรกิจสตาร์ทอัพที่เกิดจากงานวิจัย
  • 8. การตอบสนองต่อความต้องการของสังคมและวิกฤตการณ์:
    • NIMR: ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจากการวิจัยวัณโรค จนถึงการรับมือกับสงครามโลก และโรคระบาด (ไข้หวัดใหญ่) สถาบันได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและมุ่งเน้นงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพและปัญหาสังคมที่เร่งด่วน
    • บทเรียนสำหรับ ววน. ไทย: รักษาความยืดหยุ่นและความพร้อมในการปรับทิศทางงานวิจัยเพื่อตอบสนองต่อวิกฤตการณ์หรือความต้องการเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่ไปกับการรักษางานวิจัยพื้นฐานระยะยาว การมีทีมวิจัยที่หลากหลายและมีประสบการณ์จะช่วยให้สามารถระดมผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
  • 9. การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่:
    • NIMR: การย้ายสถาบันและการควบรวมกิจการเพื่อก่อตั้ง  Francis Crick Institute เป็นกระบวนการที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ความขัดแย้ง และความกังวลของบุคลากร ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่โปร่งใส การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และการบริหารจัดการที่รอบคอบเพื่อรักษากำลังคนและ "จิตวิญญาณ" ขององค์กรไว้
    • บทเรียนสำหรับ ววน. ไทย: ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ จำเป็นต้องมีแผนการสื่อสารและการจัดการการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นและการมีส่วนร่วมของบุคลากร เพื่อลดความกังวล การสูญเสียบุคลากร และรักษาวัฒนธรรมองค์กรที่ดีงามไว้
  • 10. ความสำคัญของที่ตั้งเชิงกลยุทธ์:
    • NIMR: การถกเถียงเรื่องที่ตั้งของ NIMR ที่ Mill Hill ที่ถูกมองว่า "แยกออกจากชีวิตทางวิชาการในลอนดอน" สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของที่ตั้งในการดึงดูดบุคลากรและการสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลในเมือง ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งของการย้ายไปลอนดอนกลาง
    • บทเรียนสำหรับ ววน. ไทย: การเลือกที่ตั้งของสถาบันวิจัยควรพิจารณาถึงปัจจัยเชิงกลยุทธ์ เช่น ความใกล้ชิดกับมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล หรือศูนย์นวัตกรรมอื่นๆ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ การดึงดูดนักวิจัย และการสร้างความร่วมมือทางคลินิกและเชิงพาณิชย์

โดยสรุปแล้ว หนังสือเล่มนี้ให้ภาพที่สมบูรณ์ของสถาบันวิจัยที่ประสบความสำเร็จ ซึ่ง ววน. ไทย สามารถเรียนรู้ได้อย่างลึกซึ้งในด้านการบริหารจัดการ วิสัยทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ การพัฒนาบุคลากร และการนำผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในระดับประเทศและระดับโลก.

เอไอช่วยให้ผมอ่านหนังสือหนา ๓๙๒ หน้าได้สาระสำคัญภายใน ๑๐ นาที 

วิจารณ์ พานิช

๒๖ ส.ค. ๖๘