ในอดีตกาล เศรษฐีบุตร ๔ คนชาวเมืองสาวัตถี มัวเมาด้วยความเมาในโภคทรัพย์ ได้ประสบอกุศลเป็นอันมากด้วยอำนาจกรรมที่ซ่องเสพภรรยาคนอื่น ในเวลาเป็นหนุ่ม ภายหลังทำกาละแล้วบังเกิดในโลหกุมภี ใกล้นครนั้นนั่นเอง ไหม้อยู่ถึงขอบปากโลหกุมภีประสงค์จะกล่าวคาถาคนละคาถา จึงได้กล่าวเพียงอักขระต้นแห่งคาถาเหล่านั้นที่ตนเปล่งขึ้น ได้รับเวทนาก็กลับลงสู่โลหกุมภี.

เสฏฐิปุตตเปตวัตถุ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๑๕. เสฏฐิปุตตเปตวัตถุ

เรื่องเปรตเศรษฐีบุตร

             (พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระคาถาที่เปรต ๔ ตนเริ่มจะกล่าวตนละคาถาให้บริบูรณ์ว่า)

             [๘๐๒] เมื่อพวกเราหมกไหม้อยู่ในนรก ๖ หมื่นปีครบถ้วนบริบูรณ์ เมื่อไรจักมีความสิ้นสุด

             [๘๐๓] ความสิ้นสุดไม่มี ความสิ้นสุดจะมีที่ไหน ความสิ้นสุดจักไม่ปรากฏ เพื่อนยาก เพราะเราและท่านได้ทำกรรมชั่วไว้อย่างนั้น

             [๘๐๔] พวกเรา เมื่อไทยธรรมมีอยู่ ไม่ให้ของที่มีอยู่ จึงมีชีวิตเป็นอยู่อย่างลำบากเมื่อไทยธรรมมีอยู่ พวกเราไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน

             [๘๐๕] เรานั้นจากเปตโลกนี้ไปแล้ว ได้เกิดเป็นมนุษย์ จักรู้ความประสงค์ของผู้ขอ สมบูรณ์ด้วยศีล ทำกุศลให้มากเป็นแน่

เสฏฐิปุตตเปตวัตถุที่ ๑๕ จบ

------------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ

อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔

๑๕. เสฏฐิปุตตเปตวัตถุ

               อรรถกถาเสฏฐิปุตตเปตวัตถุที่ ๑๕               

               เรื่องเปรตผู้เป็นบุตรเศรษฐีนี้ มีดังนี้.
               เรื่องนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร?
               พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระเชตวันกรุงสาวัตถี.
               ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าปัสเสนทิโกศลทรงประดับตกแต่งแล้วเสด็จขึ้นคอช้างเผือกประเสริฐ เสด็จเลียบพระนครด้วยราชฤทธิ์อันใหญ่ ด้วยราชานุภาพอันใหญ่ ทรงทอดพระเนตรเห็นแล้ว หญิงคนหนึ่งมีส่วนเปรียบด้วยนางเทพอัปสรเพราะสมบูรณ์ด้วยรูป เปิดหน้าต่างชั้นบนปราสาท ในเรือนหลังหนึ่งแลดูการตบแต่งองค์พระราชานั้น มีจิตกลุ้มรุมด้วยความฟุ้งแห่งกิเลสที่เกิดขึ้นโดยฉับพลันในอารมณ์ที่ไม่เคยเห็น แม้จะมีชนในพระราชวังผู้สมบูรณ์ด้วยคุณวิเศษมีตระกูล รูปและอาจาระเป็นต้น ก็มีจิตปฏิพัทธ์ในหญิงนั้น ด้วยอำนาจจิตที่ข่มได้ยาก เกิดเร็วดับเร็วเป็นสภาวะ จึงได้ให้สัญญาแก่บุรุษผู้นั่งอยู่หลังพระอาศน์ว่า เธอจงตรวจดูปราสาทนี้และหญิงนี้ แล้วเสด็จเข้าไปยังพระราชนิเวศน์.
               เรื่องอื่นทั้งหมดพึงทราบโดยนัยที่มาแล้วในเรื่องอัมพสักขรเปรตนั้นแล.
               ส่วนความแปลกกันมีดังต่อไปนี้ :-
               ในเรื่องนี้ บุรุษมาในเมื่อพระอาทิตย์ยังไม่อัศดงคต เมื่อเขาปิดประตูเมือง จึงวางดินสีอรุณและดอกอุบลที่ตนนำมา ไว้ที่บานประตูเมือง แล้วไปยังพระเชตวันมหาวิหารเพื่อจะนอน.
               ฝ่ายพระราชาเสด็จเข้าที่ประทับบนที่บรรทมอันเป็นศิริ ในเวลามัชฌิมยาม ได้ทรงสดับอักขระ ๔ ตัวเหล่านี้ คือ ส น ทุ โส ด้วยเสียงขรม เหมือนเปล่งออกด้วยลำคอใหญ่
               ได้ยินว่า ในอดีตกาล เศรษฐีบุตร ๔ คนชาวเมืองสาวัตถี มัวเมาด้วยความเมาในโภคทรัพย์ ได้ประสบอกุศลเป็นอันมากด้วยอำนาจกรรมที่ซ่องเสพภรรยาคนอื่น ในเวลาเป็นหนุ่ม ภายหลังทำกาละแล้วบังเกิดในโลหกุมภี ใกล้นครนั้นนั่นเอง ไหม้อยู่ถึงขอบปากโลหกุมภีประสงค์จะกล่าวคาถาคนละคาถา จึงได้กล่าวเพียงอักขระต้นแห่งคาถาเหล่านั้นที่ตนเปล่งขึ้น ได้รับเวทนาก็กลับลงสู่โลหกุมภี.
               ฝ่ายพระราชาทรงสดับเสียงนั้น สะดุ้งตกพระทัย ทรงสลด เกิดขนพองสยองเกล้า ทรงให้ราตรีที่เหลือนั้นล่วงไปโดยลำบาก พอราตรีสว่างจึงรับสั่งให้เรียกปุโรหิตมาแล้วตรัสเล่าเรื่องนั้น.
               ปุโรหิตเป็นคนติดลาภรู้ว่าพระราชาสะดุ้งตกพระทัย จึงคิดว่าอุบายอันเป็นเหตุให้เกิดลาภแก่เราและแก่พวกพราหมณ์ เกิดขึ้นแล้วแล จึงทูลว่า ข้าแต่มหาราช อุปัทวันตรายอย่างใหญ่หลวงนี้เกิดขึ้นแล้วหนอ ขอพระองค์จงบูชายัญอันประกอบด้วยหมวด ๔ แห่งวัตถุทั้งปวง.
               พระราชาทรงสดับคำของปุโรหิตนั้นแล้ว จึงสั่งอำมาตย์ทั้งหลายว่า เออ พวกเธอจงตระเตรียมอุปกรณ์ยัญ ๔ หมวดแห่งวัตถุทั้งมวล.
               พระนางมัลลิกาเทวี ได้ทรงสดับดังนั้น จึงทูลพระราชาอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เพราะเหตุไร พระองค์ทรงสดับคำของปุโรหิตนั้นแล้ว จึงมีพระประสงค์จะกระทำกิจ คือการฆ่าและเบียดเบียนสัตว์เป็นอันมาก พระองค์ควรทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระญาณอันเที่ยวไปไม่ติดขัดในที่ทั้งปวง มิใช่หรือ. และพระองค์ควรปฏิบัติอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์แก่พระองค์.
               พระราชาทรงสดับคำของพระเทวีแล้ว เสด็จไปเฝ้าพระศาสดากราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
              
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร เหตุจากเสียงนั้นที่จะเป็นอันตรายอะไรๆ แก่พระองค์หามีไม่ ดังนี้แล้ว จึงได้ตรัสประวัติของสัตว์ผู้เกิดในโลหกุมภีเหล่านั้น ตั้งแต่ต้นจึงได้ตรัสคาถาที่เปรตเหล่านั้นเริ่มเปล่งแต่ละตน ให้บริบูรณ์ว่า :-
               [๘๐๒] "ฏฺฐิวสฺสสหสฺสานิ             ปริปุณฺณานิ สพฺพโส

               นิรเย ปจฺจมานานํ                       กทา อนฺโต ภวิสฺสติ.

(เมื่อพวกเราพากันหมกไหม้ในนรก หกหมื่นปีเต็มบริบูรณ์ โดยประการทั้งปวง เมื่อไรที่สุดจักมี.)
               [๘๐๓] ตฺถิ อนฺโต กุโต อนฺโต         น อนฺโต ปฏิทิสฺสติ

               ตถา หิ ปกตํ ปาปํ                        ตุยฺหํ มยฺหญฺจ มาริสา.

(ที่สุดไม่มี ที่สุดจักมีแต่ที่ไหน ที่สุดย่อมไม่ปรากฏ แน่ะท่านผู้นิรทุกข์ เพราะเรากับท่านได้ทำบาปกรรมไว้.)
               [๘๐๔] ทุชฺชีวิตมชีวิมฺห                  เย สนฺเต น ททมฺหเส

               สนฺเตสุ เทยฺยธมฺเมสุ                    ทีปํ นากมฺห อตฺตโน.

(พวกเราเหล่าใดไม่ให้ของที่มีอยู่ พวกเราเหล่านั้นย่อมเป็นอยู่ลำบาก เมื่อไทยธรรมมีอยู่ พวกเราไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน.)
               [๘๐๕] โสหํ นูน อิโต คนฺตฺวา          โยนึ ลทฺธาน มานุสึ

               วทญฺญู สีลสมฺปนฺโน           กาหามิ กุสลํ พหุนฺ"ติ

(เรานั้นไปจากเปตโลกนี้ ได้กำเนิดเป็นมนุษย์แล้ว จักเป็นผู้รู้ความประสงค์ของผู้ขอ สมบูรณ์ด้วยศีล ทำกุศลให้มากเป็นแน่.)


               พระศาสดาครั้นตรัสพระคาถาเหล่านี้แล้ว จึงทรงแสดงธรรมโดยพิสดาร.
               เมื่อจบเทศนา บุรุษผู้นำดินเหนียวและดอกอุบลแดง ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. พระราชาทรงเกิดความสังเวช ทรงละความเพ่งเล็งในหญิงที่ผู้อื่นหวงแหน ได้เป็นผู้ยินดีแต่ภรรยาของตน ฉะนี้แล.


               จบอรรถกถาเสฏฐิปุตตเปตวัตถุที่ ๑๕               
               -----------------------------------------------------