รายงานการวิเคราะห์ฉบับล่าสุดเตือนว่า จำนวนนักศึกษาต่างชาติเข้าใหม่ในสหรัฐอเมริกาอาจลดลงอย่างน่าตกใจถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์ในภาคเรียนฤดูใบไม้ร่วงนี้ ซึ่งเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายและกระบวนการขอวีซ่าที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม การลดลงครั้งใหญ่นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักเรียนไทย รวมถึงครอบครัวและหน่วยงานด้านการศึกษาในประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่กำลังวางแผนการสมัครเข้าศึกษาสำหรับภาคเรียนดังกล่าว (NAFSA Report).

ผลการศึกษาชี้แนวโน้มลดลงรุนแรงและผลกระทบทางเศรษฐกิจ

การศึกษานี้จัดทำโดย NAFSA และ JB International โดยใช้ข้อมูลจากระบบ SEVIS (Student and Exchange Visitor Information System) และข้อมูลการออกวีซ่าของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อสร้างแบบจำลองคาดการณ์ (NAFSA Report).

NAFSA คาดการณ์ว่าจำนวนนักศึกษาต่างชาติเข้าใหม่จะลดลงประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ และหากสถานการณ์นี้เกิดขึ้นจริง จะทำให้ยอดนักศึกษาต่างชาติรวมทั่วประเทศลดลงราว 15 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ การวิเคราะห์ยังประเมินการสูญเสียทางการเงินจากการใช้จ่ายของนักศึกษา ซึ่งรวมถึงค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในท้องถิ่น รวมเกือบ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (NAFSA Report).

ไม่เพียงแต่เม็ดเงินลงทุน แต่ยังคาดว่าจะมีการสูญเสียตำแหน่งงานมากกว่า 60,000 ตำแหน่งทั่วสหรัฐฯ ซึ่งรวมทั้งงานโดยตรงและงานที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากเม็ดเงินที่นักศึกษาต่างชาติหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ (NAFSA Report). NAFSA ยังเตือนด้วยว่า หากการออกวีซ่าไม่ฟื้นตัวในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม อาจส่งผลให้นักศึกษาต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้มากถึง 150,000 คนในภาคเรียนนี้

สาเหตุหลักของการลดลงและการเปลี่ยนแปลงนโยบาย

รายงานระบุสี่สาเหตุหลักที่ทำให้จำนวนนักศึกษาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ:

  1. การระงับการสัมภาษณ์วีซ่า: กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้หยุดการสัมภาษณ์วีซ่านักเรียนระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม ถึง 18 มิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ปกติแล้วจะมีปริมาณการขอวีซ่านักเรียนสูงสุด (NAFSA Report).
  2. การเปลี่ยนแปลงมาตรการตรวจสอบ: เมื่อกลับมาเปิดการสัมภาษณ์อีกครั้ง สถานกงสุลได้รับคำแนะนำให้ตรวจสอบกิจกรรมออนไลน์ของผู้สมัคร และให้เจ้าหน้าที่กงสุลมองหาท่าทีที่อาจถือว่า “เป็นศัตรู” รวมถึงสัญญาณด้านความปลอดภัยเพิ่มเติม (Boston Globe).
  3. ข้อจำกัดในการจองคิวสัมภาษณ์: ในบางประเทศสำคัญ เช่น อินเดีย จีน ไนจีเรีย และญี่ปุ่น มีคิวว่างสำหรับการสัมภาษณ์จำกัด หรือไม่มีเลย (NAFSA Report).
  4. ข้อจำกัดการเดินทาง: คำสั่งผู้บริหารเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ได้กำหนดข้อจำกัดการเข้าเมืองต่อ 19 ประเทศ ซึ่ง NAFSA ประเมินว่าอาจส่งผลกระทบต่อการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจถึง 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากนักศึกษาในประเทศเหล่านี้ (NAFSA Report).

ข้อมูลวีซ่ายืนยันแนวโน้ม

NAFSA และ JB International พบว่า การออกวีซ่า F-1 ลดลง 12 เปอร์เซ็นต์ระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน 2025 และลดลง 22 เปอร์เซ็นต์ในเดือนพฤษภาคม เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2024 (NAFSA Report). NAFSA ยังเตือนว่าข้อมูลเดือนมิถุนายนอาจแสดงการลดลงถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากปกติแล้วเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมเป็นช่วงที่มีปริมาณคำขอวีซ่าสูงที่สุด

ช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงนโยบายยิ่งทำให้ผลกระทบรุนแรงขึ้น เพราะการหยุดชะงักในเดือนพฤษภาคมทับซ้อนกับช่วงเวลาสำคัญที่นักศึกษามักจะตอบรับข้อเสนอและตัดสินใจเรื่องการเดินทาง (Boston Globe).

ผลกระทบต่อระบบการศึกษาและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในสหรัฐฯ เริ่มรายงานความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นในการวางแผนงบประมาณ ผู้นำมหาวิทยาลัยกล่าวว่า การคาดการณ์การสูญเสียรายได้ ทำให้การวางแผนค่าเล่าเรียน ที่พัก และโครงการต่าง ๆ เป็นไปได้ยาก (Boston Globe). ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการศึกษาระดับอุดมศึกษาระบุว่า ตัวเลขคาดการณ์นี้น่าตกใจ เพราะผู้บริหารสถาบันไม่สามารถคาดการณ์รายได้ได้เมื่อผลลัพธ์เรื่องวีซ่ายังไม่แน่นอน

รัฐใหญ่ ๆ เช่น แคลิฟอร์เนียและนิวยอร์ก อาจสูญเสียรายได้เกิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อรัฐภายใต้สถานการณ์นี้ ส่วนรัฐแมสซาชูเซตส์ก็มีความเสี่ยงจะเสียรายได้เป็นหลักร้อยล้านดอลลาร์ เนื่องจากมีสัดส่วนนักศึกษาต่างชาติสูง และมหาวิทยาลัยบางแห่งพึ่งพารายได้จากกลุ่มนี้มาก (Forbes summary, Boston Globe).

นักเศรษฐศาสตร์บางคนเห็นว่า การศึกษานี้อาจประเมินผลเสียระยะยาวต่ำไป เนื่องจากแบบจำลองเน้นที่การใช้จ่ายในท้องถิ่น โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านนวัตกรรมจากแนวคิดและสตาร์ทอัพที่อาจหายไป ซึ่งจะลดการเติบโตของรายได้ในระยะยาว (Boston Globe).

ผู้อำนวยการบริหารของ NAFSA เตือนถึงภัยคุกคามต่อนวัตกรรมและความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐฯ โดยชี้ว่านักศึกษาต่างชาติมีบทบาทสำคัญในงานวิจัยและความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม ผู้นำภาคธุรกิจสหรัฐฯ ก็แสดงความวิตกเช่นกัน เนื่องจากหลายกิจการพึ่งพาการจ้างบัณฑิตต่างชาติจากมหาวิทยาลัยสหรัฐฯ ในตำแหน่งทักษะสูงและงานวิจัย (Boston Globe).

ผลกระทบต่อประเทศไทยและนักศึกษาไทย

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งนักศึกษาไปสหรัฐฯ จำนวนมาก โดยรายงาน Open Doors ล่าสุดระบุว่ามีนักศึกษาไทยราว 5,300-5,400 คนในสหรัฐฯ ในปีการศึกษา 2023-2024 (Open Doors Asia fact sheet). การลดลงของการรับสมัครในสหรัฐฯ จึงส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคส่วนต่าง ๆ ของไทย:

  • นักเรียนและครอบครัว: นักเรียนไทยที่วางแผนจะเริ่มเรียนในภาคเรียนฤดูใบไม้ร่วงนี้เสี่ยงต่อปัญหา เช่น พลาดการเข้าเรียนหากวีซ่าล่าช้าหรือไม่ได้รับ ครอบครัวต้องเผชิญการตัดสินใจที่ยากลำบากเกี่ยวกับเวลาและงบประมาณ และอาจต้องพิจารณาเลือกประเทศอื่นที่ดำเนินการได้เร็วกว่า
  • เอเยนต์การศึกษา: หน่วยงานและผู้ให้บริการให้คำปรึกษาด้านการศึกษาในไทยจะได้รับผลกระทบ ต้องเตรียมการเปรียบเทียบประเทศใหม่ อัปเดตข้อมูลเกี่ยวกับเวลาการออกวีซ่า และแนะนำตัวเลือกประเทศสำรองให้กับนักเรียน
  • มหาวิทยาลัยไทย: มหาวิทยาลัยไทยที่มีความร่วมมือกับสถาบันสหรัฐฯ อาจเห็นการแลกเปลี่ยนนักศึกษาขาเข้าลดลง ซึ่งอาจกระทบงานวิจัยร่วมและโปรแกรมเคลื่อนที่ระยะสั้น
  • โครงการทุนการศึกษา: โครงการทุนการศึกษาบางแห่งของไทยที่พึ่งพาตำแหน่งในสหรัฐฯ เป็นที่จัดวาง อาจต้องพิจารณาเปลี่ยนปลายทางทุนไปยังประเทศอื่นแทน เช่น สหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย หรือหลักสูตรในยุโรป
  • เครือข่ายศิษย์เก่า: การลดลงของจำนวนนักศึกษาไทยในสหรัฐฯ อาจส่งผลให้เครือข่ายศิษย์เก่าในสหรัฐฯ เล็กลง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยหาสหกิจ ฝึกงาน และช่องทางสู่การจ้างงานให้กับรุ่นต่อ ๆ ไป
  • รัฐบาลไทย: เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอาจต้องพิจารณาให้คำแนะนำและช่องทางทางเลือกแก่นักเรียนที่ได้รับผลกระทบ และอาจมีการสื่อสารสองฝ่ายกับทางการสหรัฐฯ เรื่องการเคลื่อนย้ายนักศึกษา

ความปั่นป่วนในกระบวนการวีซ่า

นอกจากปัญหาการระงับการสัมภาษณ์ ยังมีความล่าช้าในการส่งวีซ่าทางไปรษณีย์ แม้จะได้รับการอนุมัติแล้วก็ตาม ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนเรื่องการเดินทาง (Boston Globe). สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ บางรายได้แสดงความกังวลและเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศแก้ไขปัญหาคิวสะสมสำหรับผู้สมัครจากบางประเทศ

ความปั่นป่วนเหล่านี้ยังได้เปลี่ยนทัศนคติของนักศึกษาทั่วโลกต่อสหรัฐฯ ความสนใจของผู้สมัครในการเรียนที่สหรัฐฯ ลดลงตามผลสำรวจและแนวโน้มการสมัคร ผู้สมัครหลายคนเริ่มหันไปเลือกประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษอื่น ๆ เช่น สหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ หรือแม้แต่รัฐบาลบางประเทศก็แนะนำให้นักศึกษาเปลี่ยนเส้นทางไปยังประเทศที่สถานการณ์เสถียรกว่า (Boston Globe).

การรับมือและการปรับตัว

NAFSA ได้เรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศเร่งการนัดสัมภาษณ์วีซ่านักเรียน และขอให้มีการยกเว้นนักศึกษาจากข้อจำกัดการเดินทางบางประการ โดยยังคงการคัดกรองด้านความปลอดภัยไว้ (NAFSA Report).

ด้านมหาวิทยาลัยสหรัฐฯ ก็กำลังเตรียมแผนรับมือ เช่น การจัดงบประมาณฉุกเฉิน และเสนอตัวเลือกการปฐมนิเทศออนไลน์ บางแห่งเสนอทางเลือกเลื่อนการเข้าเรียน (deferred admission) ไปยังภาคเรียนถัดไป หรือปีการศึกษาถัดไป และกำลังมองหาการกระจายแหล่งที่มาของนักศึกษาเพื่อลดความเสี่ยง

สำหรับนักเรียนไทยและครอบครัว สิ่งสำคัญคือการเตรียมเอกสารล่วงหน้าและมีแผนสำรอง ควรเผื่อเวลาเพิ่มเติมสำหรับการสัมภาษณ์วีซ่าและการจัดส่งเอกสาร ติดตามความพร้อมในการนัดหมายที่สถานกงสุลอย่างใกล้ชิด และพิจารณาจองตั๋วเครื่องบินที่สามารถยกเลิกได้และสัญญาเช่าที่มีความยืดหยุ่น เพื่อลดความเสียหายหากวีซ่าล่าช้า นอกจากนี้ ควรดูแลภาพลักษณ์ออนไลน์ให้เรียบร้อยและทบทวนโซเชียลมีเดียก่อนการสัมภาษณ์

มุมมองในระยะยาวและสิ่งที่ต้องจับตา

หากตัวเลขการลดลงเกิดขึ้นจริง ภาคการศึกษาระดับอุดมศึกษาในสหรัฐฯ อาจต้องปรับรูปแบบธุรกิจ โดยอาจกระจายแหล่งรายได้และเร่งสร้างพันธมิตรระดับโลก วิทยาลัยอาจเพิ่มตัวเลือกการเรียนแบบทางไกลหรือไฮบริดเพื่อให้นักเรียนสามารถเริ่มต้นการศึกษาได้โดยไม่ต้องเดินทางทันที

ช่วงสัปดาห์ข้างหน้าจะเป็นตัวกำหนดสถานการณ์ เนื่องจากผลการออกวีซ่าในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมจะเป็นตัวชี้วัดว่าการรับสมัครจะฟื้นตัวหรือไม่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะติดตามตัวเลขการออกวีซ่ารายเดือนจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดต่อไป (NAFSA Report).

สำหรับผู้อ่านชาวไทย การเตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ และความยืดหยุ่นในการวางแผนยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด นักเรียนและครอบครัวควรเก็บเอกสารให้ครบถ้วน และยืนยันกำหนดการของสถานทูตอย่างสม่ำเสมอ