กระทู้ยอดนิยมบน BuzzFeed ที่รวบรวมเรื่องราวของกลุ่มมิลเลนเนียลเกี่ยวกับการเติบโตมาในยุคที่ “ได้ปล่อยอิสระ” ได้จุดประกายการอภิปรายครั้งใหญ่ระหว่างนักวิจัย ผู้ปกครอง และครู เกี่ยวกับระดับความเป็นอิสระที่เด็กควรได้รับ พร้อมตั้งคำถามถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980-2000 และผลกระทบของการจำกัดอิสระในวัยเด็กที่เพิ่มขึ้นต่อสุขภาพและการพัฒนาทางสังคมของเด็ก

กระทู้ดังกล่าวซึ่งดึงเนื้อหามาจาก Reddit ได้บันทึกความทรงจำของกลุ่มมิลเลนเนียลที่เล่าถึงการวิ่งเล่นในละแวกบ้าน การขี่จักรยานโดยปราศจากการดูแลของผู้ใหญ่ และการใช้เวลาช่วงฤดูร้อนส่วนใหญ่อยู่นอกบ้าน เรื่องราวเหล่านี้สอดคล้องกับงานวิจัยจำนวนมากที่ชี้ให้เห็นว่า การเคลื่อนไหวอย่างอิสระและการเล่นกลางแจ้งของเด็กได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในหลายประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดต่อกิจกรรมทางกาย สุขภาพจิต และทักษะทางสังคม อ่านสรุปความคิดเห็นจากชุมชน r/Millennials ใน BuzzFeed

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับประเทศไทย?

คำตอบง่าย ๆ คือ วิถีการเลี้ยงดูย่อมส่งผลต่อความเสี่ยงและโอกาสในชีวิตประจำวันของเด็กทุกคน ระบบสาธารณสุขและการศึกษาของไทยจึงจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัยของเด็ก กับประโยชน์ด้านพัฒนาการที่ชัดเจนซึ่งมาจากความเป็นอิสระ

งานวิจัยจากนานาชาติระบุว่า การเล่นและเคลื่อนไหวอย่างอิสระช่วยส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ และพัฒนาการทางสังคม ขณะที่ความกังวลของผู้ปกครอง การออกแบบเมืองที่ไม่เอื้ออำนวย การจราจรที่หนาแน่น และตารางเวลาที่อัดแน่น ได้ลดทอนโอกาสเหล่านี้ ผู้กำหนดนโยบาย โรงเรียน และผู้ปกครองในไทยกำลังเผชิญกับทางเลือกที่คล้ายคลึงกัน และสามารถนำหลักฐานเชิงประจักษ์มาใช้ในการออกแบบชุมชน โรงเรียน และนโยบาย เพื่อให้เด็กสามารถเข้าถึงการเล่นแบบอิสระได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น สรุปความคิดเห็นจากชุมชน r/Millennials ใน BuzzFeed

ข้อมูลเชิงลึกจากความทรงจำและงานวิจัย

ข้อความที่รวบรวมจากกลุ่มมิลเลนเนียลในบทความแสดงให้เห็นถึงช่วงประสบการณ์ที่หลากหลาย บางคนจำได้ว่าได้รับอนุญาตให้เดินข้ามเมืองเป็นชั่วโมง ๆ ขณะที่บางคนเล่าว่าถูกดูแลอย่างใกล้ชิดมาตลอด เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนถึงปัจจัยทางวัฒนธรรมและโครงสร้างที่กว้างกว่า เช่น ชุมชนที่มีถนนแบบซอยตันและการจราจรไม่หนาแน่น มักเอื้อให้เด็กออกไปเล่นได้ง่ายขึ้น ในทางกลับกัน การอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่และมีถนนที่คับคั่ง นำไปสู่กฎระเบียบที่เข้มงวดกว่า ความทรงจำเหล่านี้สอดคล้องกับงานวิจัยที่บันทึกการลดลงของการเคลื่อนไหวอย่างอิสระของเด็กตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

งานศึกษาที่มีชื่อเสียงตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ได้พบการลดลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะทางและความถี่ที่เด็กเดินทางหรือเล่นนอกบ้านโดยไม่มีผู้ใหญ่ และงานวิจัยติดตามผลยังแสดงให้เห็นแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงศตวรรษที่ 21 งานศึกษา “One False Move” โดยคณะนักวิจัยในปี 1990

ผลกระทบต่อสุขภาพและพัฒนาการของเด็ก

หลักฐานที่เพิ่มขึ้นชี้ให้เห็นว่า การใช้เวลานอกบ้านน้อยลงและการเคลื่อนไหวอย่างอิสระที่ลดลง มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมทางกายที่ต่ำกว่าและดัชนีสุขภาพจิตที่แย่ลง การทบทวนวรรณกรรมและการสรุปเชิงพรรณนาต่างรายงานความสัมพันธ์เชิงบวกที่สอดคล้องกันระหว่างการเล่นกลางแจ้งกับการพัฒนาด้านสังคม อารมณ์ และร่างกายของเด็ก นอกจากนี้ยังระบุว่าความกังวลของผู้ปกครอง อันตรายจากการจราจร และตารางเวลาที่จัดไว้อย่างแน่นหนา เป็นอุปสรรคสำคัญต่อเวลาที่เด็กได้เล่นกลางแจ้ง การทบทวนวรรณกรรมเชิงระบบเรื่องปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเล่นกลางแจ้ง, 2021; การทบทวนเชิงพรรณนาว่าด้วยการเคลื่อนไหวอย่างอิสระของเด็ก, 2018

ผู้เชี่ยวชาญด้านวิจัยยังเตือนว่า ผลของการมีโอกาส “ปล่อยอิสระ” น้อยลง ไม่ได้หมายถึงแค่การออกกำลังกายน้อยลงเท่านั้น แต่ยังหมายถึงโอกาสในการฝึกประเมินความเสี่ยง การแก้ไขความขัดแย้ง และการตัดสินใจด้วยตนเอง ซึ่งเป็นทักษะที่เชื่อมโยงกับความวิตกกังวลที่น้อยกว่า และความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตในวัยผู้ใหญ่ที่แข็งแกร่งกว่า สรุปของสมาคมจิตวิทยาอเมริกันเกี่ยวกับธรรมชาติและสุขภาพจิต

สถานการณ์ทั่วโลกและการรับมือ

งานศึกษาข้ามประเทศชี้ว่า แนวโน้มการลดลงของอิสระเด็กไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันทุกที่ บางประเทศในยุโรปเหนือยังคงมีระดับการเคลื่อนไหวอย่างอิสระของเด็กค่อนข้างสูง เนื่องจากมีละแวกบ้านที่ควบคุมความเร็วยานยนต์ มีการใช้พื้นที่ผสมผสาน และมีค่านิยมชุมชนที่ส่งเสริมความไว้วางใจกัน รายงานเชิงเปรียบเทียบพบความแตกต่างอย่างกว้างขวางระหว่างประเทศในเรื่องอัตราการเดินหรือปั่นจักรยานไปโรงเรียน การเล่นนอกบ้านโดยไม่มีผู้ใหญ่ และระยะทางในการเดินเล่น ซึ่งบ่งชี้ว่านโยบายสาธารณะและการออกแบบเมืองมีบทบาทสำคัญไม่แพ้รูปแบบการเลี้ยงดู รายงานเปรียบเทียบการเคลื่อนไหวอย่างอิสระของเด็กโดย Nuffield Foundation ในฟินแลนด์และบางพื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานการเดินทางที่ใช้งานได้ดี และมีความรู้สึกถึงอันตรายต่ำ เด็กยังคงมีระดับความเป็นอิสระที่หลายประเทศอื่นสูญเสียไป การศึกษาบริบทการเปลี่ยนแปลงในฟินแลนด์

ผู้สนับสนุนแนวคิด “การเลี้ยงดูแบบอิสระ” หรือ “Free-range parenting” ให้เหตุผลว่า การอนุญาตให้เด็กมีความเป็นอิสระตามวัย ช่วยสร้างความมั่นใจและลดความวิตกกังวล ขบวนการ “Free-range” สมัยใหม่ ซึ่งมีผู้สนับสนุนที่เคลื่อนไหวในที่สาธารณะเพื่อคัดค้านการเลี้ยงดูแบบปกป้องมากเกินไปในสภาพแวดล้อมเมือง มองว่าการให้เด็กจัดการความเสี่ยงเล็ก ๆ ด้วยตัวเองเป็นการฝึกทักษะความสามารถ ผู้สื่อข่าวและนักเขียนบทความหลายคนได้ขยายประเด็นนี้ ทำให้ผู้กำหนดนโยบายต้องพิจารณาขอบเขตทางกฎหมายและสังคมเกี่ยวกับการดูแลเด็ก บทความจาก NPR เกี่ยวกับผู้ปกครองที่ทดลองให้เด็กมีอิสระมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจความคิดเห็นสาธารณะแสดงให้เห็นว่า ผู้ปกครองรุ่นใหม่ ครอบครัวที่มีรายได้สูง และผู้ที่มีการศึกษาสูง มักแสดงความไม่เห็นด้วยกับการดูแลเด็กแบบผ่อนคลาย นักวิจัยเชื่อมโยงแนวโน้มนี้กับความกังวลด้านความปลอดภัยที่สูงขึ้น และบรรทัดฐานทางสังคมเกี่ยวกับการเป็น “พ่อแม่ที่ดี” งานศึกษาทัศนคติการเลี้ยงลูกแบบ Free-range

นัยสำคัญสำหรับบริบทไทย

สำหรับบริบทของประเทศไทย ข้อสรุปจากงานวิจัยระหว่างประเทศมีนัยสำคัญหลายประการ:

  1. ปัจจัยเชิงพื้นที่และสังคม: ความหนาแน่นของเมือง การจราจรที่คับคั่ง และความกลัวเรื่องคนแปลกหน้า เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ปกครองจำกัดอิสระของเด็ก เด็กในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ของไทยต่างเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ ข้อมูลจากยูนิเซฟและการสำรวจระดับชาติชี้ให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ปกครองและเวลาเล่นของเด็กในแต่ละภูมิภาค โดยเด็กในเมืองมักได้รับกิจกรรมที่มีการดูแลมากกว่า แต่มีเวลาว่างนอกตารางที่น้อยกว่าเด็กในชนบท สรุป MICS ประเทศไทย 2022 โดย UNICEF Thailand
  2. วัฒนธรรมครอบครัวไทย: วัฒนธรรมครอบครัวที่ใกล้ชิดของไทย และความเคารพต่อผู้ใหญ่ สามารถเป็นได้ทั้งปัจจัยสนับสนุนและอุปสรรคต่อการฟื้นฟูการเล่นกลางแจ้งอย่างปลอดภัย ในด้านหนึ่ง เครือญาติที่แน่นแฟ้นสามารถสร้างพื้นที่ชุมชนที่ไว้วางใจได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การให้ความสำคัญกับการปกป้องและความสำเร็จทางการศึกษา อาจผลักดันให้ครอบครัวจัดตารางกิจกรรมให้แน่น และลดเวลาที่เด็กจะได้สำรวจด้วยตนเอง

ผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาการเคลื่อนไหวอย่างอิสระเน้นย้ำว่า การคืนอิสรภาพที่ปลอดภัยให้กับเด็กไม่ใช่เรื่องของการบอกให้ผู้ปกครอง “อย่ากังวล” เพียงอย่างเดียว แต่ปัจจัยขับเคลื่อนยังรวมถึงการวางผังเมือง การจัดการจราจร การเข้าถึงพื้นที่สีเขียว การกำหนดเขตโรงเรียน และบรรทัดฐานทางสังคม หลักฐานสนับสนุนนโยบายเชิงปฏิบัติ เช่น การสร้างทางม้าลายที่ปลอดภัยและการชะลอความเร็วใกล้โรงเรียน โครงการ “รถนักเรียนเดินเท้าเป็นกลุ่ม (walking school buses)” การปิดถนนชั่วคราวเพื่อให้เด็กเล่น และแคมเปญชุมชนเพื่อฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างเพื่อนบ้าน ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถสร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครองจนยอมให้เด็กมีอิสระแบบมีการควบคุมได้ การทบทวนเชิงพรรณนาเรื่องการแทรกแซงและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง; การทบทวนวรรณกรรมเชิงระบบเรื่องปัจจัยการเล่นกลางแจ้ง โครงการที่ผนวกมาตรการความปลอดภัยไว้ในการวางผังชุมชนหลายแห่งประสบความสำเร็จ เพราะช่วยให้ผู้ปกครองมั่นใจพอที่จะปล่อยให้เด็กได้ทดลองมีอิสระ

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ

บทวิจารณ์ทางวิชาการเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวอย่างอิสระของเด็กระบุว่า “ความเสี่ยงที่รับรู้ โดยเฉพาะเรื่องการจราจรและคนแปลกหน้า ทำนายการจำกัดอิสระในการเดินทางและการเล่นของเด็กอย่างสม่ำเสมอ” สรุปความจากการทบทวนเชิงพรรณนา “Children’s Independent Mobility: Current Knowledge, Future Directions”

นักเขียนบทความด้านสาธารณสุขสรุปจุดสมดุลไว้ว่า การให้เด็กมีอิสระแบบเป็นขั้นตอน ควบคู่ไปกับการออกแบบพื้นที่สาธารณะเพื่อลดความเสี่ยงเชิงวัตถุ เป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุดในการคืนประโยชน์จากการเล่นกลางแจ้ง สรุปเชิงนโยบายของ APA เกี่ยวกับธรรมชาติและผลกระทบ ข่าวที่เล่าเรื่องผู้ปกครองที่ทดลองลดการดูแลยังอ้างคำกล่าวของผู้สนับสนุนการเลี้ยงดูที่ระบุว่า “เด็กต้องได้เผชิญความเสี่ยงเล็ก ๆ เพื่อเรียนรู้ขอบเขตของตนเองและพัฒนาความมั่นใจ” NPR เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกแบบ Free-range

ข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทย

สำหรับชุมชนไทย ข้อแนะนำหลัก ๆ มีดังนี้:

  1. เปลี่ยนมุมมองสู่ความสมดุล: ผู้ปกครองและผู้กำหนดนโยบายควรตระหนักว่า การแลกเปลี่ยนไม่ได้อยู่ระหว่างอิสระกับความปลอดภัย แต่เป็นการให้เด็กมีอิสระเป็นขั้นตอน ควบคู่ไปกับการทำให้สภาพแวดล้อมปลอดภัยมากขึ้น ถนนที่อันตรายในกรุงเทพฯ และปัญหาการออกแบบเมือง ทำให้การปล่อยให้เด็กเดินเล่นโดยไม่มีผู้ใหญ่มีความเสี่ยงมากกว่าพื้นที่ชานเมืองที่การจราจรเบากว่า ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาในระดับชุมชน เช่น ทางม้าลายที่ปลอดภัย การลดความเร็วในย่านโรงเรียน และการจัดถนนเล่น (play streets) จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ปฏิบัติได้จริง ประเทศไทยมีโปรแกรมด้านสาธารณสุขและการเลี้ยงดูบุตรที่ผสานอยู่ในระบบสาธารณสุข ซึ่งสามารถเพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวอย่างปลอดภัยและการเล่นกลางแจ้ง เพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานการสนับสนุนครอบครัวกับการวางผังเมือง โครงการ Parenting within the public health system in Thailand
  2. บทบาทของโรงเรียนและท้องถิ่น: โรงเรียนและเทศบาลท้องถิ่นสามารถทดลองโครงการที่ส่งเสริมความไว้วางใจ เช่น โครงการ “walking school buses” หรือโครงการขี่จักรยานเป็นกลุ่ม ซึ่งช่วยลดภาระด้านการเดินทางของผู้ปกครอง และเปิดโอกาสให้เด็กได้มีอิสระทางสังคมในการเดินทางกับเพื่อน การปิดถนนชั่วคราวเพื่อเป็นพื้นที่เล่นที่ควบคุมโดยอาสาสมัครชุมชน สามารถสร้างบรรยากาศแบบซอยตันที่กลุ่มมิลเลนเนียลรำลึกถึง ขณะเดียวกันก็จัดการความเสี่ยงด้านการจราจร นอกจากนี้ สมาคมชุมชนและวัด ซึ่งมักเป็นศูนย์รวมทุนทางสังคมในสังคมไทย สามารถจัดกิจกรรมเล่นแบบมีการดูแลในช่วงเย็นหรือวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งสอดคล้องกับตารางเวลาครอบครัวและค่านิยมชุมชนแบบพุทธ
  3. การสื่อสารสาธารณะ: การสื่อสารสาธารณะมีความสำคัญอย่างยิ่ง ผู้ปกครองจำนวนมากจำกัดการเคลื่อนไหวของเด็กเพราะความเสี่ยงที่รับรู้เพิ่มขึ้น ซึ่งถูกขยายโดยโซเชียลมีเดียและการรับรู้เหตุการณ์ที่รุนแรงแต่เกิดขึ้นไม่บ่อย การสื่อสารสาธารณะที่ชัดเจนโดยใช้ข้อมูลท้องถิ่นเกี่ยวกับความเสี่ยงที่แท้จริง (เช่น อัตราการบาดเจ็บจากการจราจรเทียบกับเหตุการณ์การลักพาตัวเด็ก) จะช่วยปรับความกลัวให้สมเหตุสมผลได้ แคมเปญที่เน้นประโยชน์ เช่น การนอนหลับที่ดีขึ้น สุขภาพจิตที่ดีขึ้น และทักษะทางสังคมที่แข็งแรงขึ้น พร้อมแนวทางปฏิบัติที่จับต้องได้สำหรับผู้ปกครอง อาจช่วยเปลี่ยนบรรทัดฐานไปทีละน้อย การรักษาเวลาเล่นไว้นับเป็นการเคารพลำดับความสำคัญของครอบครัวไทย: การเล่นกลางแจ้งสามารถเสริม ไม่ใช่แทนที่ เวลาที่เด็กใช้ในกิจวัตรครอบครัวและการศึกษา

มองไปข้างหน้า

ในอดีต เด็ก “รุ่นสุดท้าย” ที่วิ่งเล่นโดยไม่ได้รับการดูแล เติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่มีโครงสร้างแตกต่างไป: การจราจรน้อยกว่า ครอบครัวที่มีผู้ปกครองคนใดคนหนึ่งดูแลบุตรอยู่บ้านมากกว่า และมีการดูแลจากเพื่อนบ้านในชุมชนมากกว่า กลุ่มมิลเลนเนียลจำนวนไม่น้อยในกระทู้ BuzzFeed อ้างว่าอิสระของพวกเขามาจากการออกแบบละแวกบ้าน (เช่น ซอยตัน สนามรวม) การอยู่ในชนบท หรือกลุ่มเพื่อนที่เหนียวแน่น บริบทนี้สร้างคนรุ่นหนึ่งที่มีความวิตกกังวลเรื่องการปล่อยเด็กให้น้อยกว่า

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของไทย เช่น เมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และครอบครัวที่ผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายทำงาน มีลักษณะคล้ายกับแนวโน้มทั่วโลกที่ลดโอกาสในการเล่นโดยไม่มีผู้ควบคุม การย้อนแนวโน้มนี้ต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ไม่ใช่แค่การบอกให้ผู้ปกครอง “ปล่อยให้ลูกไป”

คาดว่าจะมีการทดลองทางนโยบายและโครงการชุมชนเพิ่มขึ้นในอนาคต นักวิจัยจะยังคงทดสอบว่าการผสมผสานการออกแบบเมือง นโยบายโรงเรียน และการแทรกแซงทางสังคมแบบใดให้ผลลัพธ์ดีที่สุดสำหรับสุขภาพและความเป็นอิสระของเด็ก ในประเทศไทย เทศบาลที่ผสานการชะลอความเร็ว เพิ่มพื้นที่สีเขียว และจัดกิจกรรมเล่นของชุมชน จะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เด็กมีการเคลื่อนไหวอย่างอิสระได้อย่างปลอดภัย โรงเรียนที่มอบความรับผิดชอบเป็นขั้นตอนให้เด็กโตขึ้นในการเดินทางและการใช้เวลาหลังเลิกเรียน จะช่วยฝึกทักษะการตัดสินใจพร้อมกับเครือข่ายความปลอดภัย เทคโนโลยีก็จะมีบทบาทในประเด็นนี้เช่นกัน: โทรศัพท์มือถือช่วยให้ผู้ปกครองสบายใจและเช็กอินได้ แต่การพึ่งพาการติดตามตลอดเวลาอาจลดโอกาสให้เด็กฝึกความรับผิดชอบด้วยตนเอง

สำหรับผู้ปกครองและหน่วยงานท้องถิ่นในไทยที่ต้องการนำงานวิจัยไปใช้ได้ทันที ขั้นตอนปฏิบัติที่แนะนำ ได้แก่: เริ่มจากเล็ก ๆ ด้วยการจัดการเดินเป็นกลุ่มของนักเรียน สนับสนุนการกำหนดขีดความเร็วและทางข้ามที่ปลอดภัยใกล้โรงเรียน จัดช่วงเวลาการเล่นในชุมชนโดยใช้วัดหรือศูนย์ชุมชน และต่อต้านแรงกดดันให้เติมเต็มเวลาว่างของเด็กด้วยกิจกรรมที่มีโครงสร้างเต็มรูปแบบ การอนุญาตให้เด็กรับความเสี่ยงตามวัยภายใต้การดูแลของชุมชน — เช่น การไปสวนสาธารณะใกล้บ้านภายใต้การดูแล หรือให้ไปทำธุระสั้น ๆ กับกลุ่มเพื่อนเล็ก ๆ — จะสอนทักษะในโลกจริงขณะลดความเสี่ยงเชิงวัตถุ โรงเรียนสามารถสนับสนุนได้ด้วยการสอนความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างชัดเจน และทำงานร่วมกับเทศบาลเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน

ความทรงจำของมิลเลนเนียลที่ถูกรวบรวมในบทความ BuzzFeed ไม่ใช่แค่เรื่องของความคิดถึง แต่ชี้ให้เห็นรูปแบบสังคมที่นักวิจัยบันทึกมาหลายสิบปี การฟื้นฟูรูปแบบความเป็นอิสระที่เป็นประโยชน์ต่อเด็กในไทย ต้องการการผสมผสานระหว่างการออกแบบเมืองที่อิงหลักฐาน การระดมชุมชน และการสนับสนุนการเลี้ยงดูที่สอดคล้องกับค่านิยมไทยเรื่องการดูแลครอบครัวและความรับผิดชอบร่วมกัน ผู้กำหนดนโยบายและโรงเรียนสามารถมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ ด้วยการสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่เด็กฝึกความเป็นอิสระ ผู้ปกครองรู้สึกมั่นใจ และชุมชนสามารถทวงคืนพื้นที่สาธารณะเพื่อการพัฒนาเด็ก