ลองนึกภาพตามว่า คุณเพิ่งผ่านสมรภูมิการแข่งขันสุดทรหดตลอดสองสัปดาห์ เพื่อคว้าแชมป์ “แกรนด์สแลม” ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดในโลกเทนนิสมาครองได้สำเร็จ ทีนี้ ลองจินตนาการว่าต้องทำทั้งหมดนั้นซ้ำอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้ลงแข่งเพื่อเงินรางวัลมหาศาลหรือคะแนนสะสม แต่กำลังแบกรับความคาดหวังของคนทั้งชาติไว้บนบ่า เพื่อช่วงชิงเหรียญทองและจารึกชื่อในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศ นี่คือแก่นแท้ของเทนนิสในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ทัวร์นาเมนต์สุดเข้มข้นที่เปลี่ยนนักหวดดาวดังให้กลายเป็นวีรบุรุษของชาติ เป็นการผสมผสานระหว่างพละกำลัง ความแม่นยำ และจิตวิญญาณแห่งความรักชาติ ที่เปลี่ยนกีฬาที่ดูเหมือนเล่นคนเดียว ให้เป็นการต่อสู้ในนามทีมชาติอย่างแท้จริง เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาทำความรู้จักทุกแง่มุมของเทนนิสโอลิมปิก ตั้งแต่ลูกเสิร์ฟที่เร็วราวสายฟ้าไปจนถึงจังหวะดวลแรลลีสุดบีบหัวใจ ที่จะทำให้คุณไม่อาจละสายตาไปได้แม้แต่วินาทีเดียว
เทนนิสเป็นกีฬาที่ใช้แร็กเก็ตตีลูกบอลโต้ตอบกันข้ามตาข่าย โดยมีเป้าหมายคือการตีลูกให้อีกฝ่ายไม่สามารถตีกลับมาในแดนได้อย่างถูกต้องตามกติกาเพื่อทำคะแนน แม้เทนนิสยุคใหม่จะถือกำเนิดขึ้นที่อังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 19 แต่เส้นทางในโอลิมปิกกลับมีเรื่องราวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เทนนิสเคยเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันโอลิมปิกสมัยใหม่ครั้งแรกในปี 1896 แต่กลับถูกถอดออกไปหลังจบการแข่งขันปี 1924 ก่อนจะหวนคืนสู่การเป็นกีฬาชิงเหรียญทองอย่างเป็นทางการอีกครั้งในโอลิมปิกที่กรุงโซลปี 1988 และได้กลายเป็นหนึ่งในกีฬาขวัญใจมหาชนที่ครองใจผู้ชมทั่วโลกนับพันล้านคนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
อุปกรณ์หลักในกีฬาเทนนิสอาจมีไม่กี่ชิ้น แต่การเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมถือเป็นหัวใจสำคัญ อย่างแรกคือ “แร็กเก็ต” ซึ่งปัจจุบันเปี่ยมด้วยนวัตกรรมทางวิศวกรรม ส่วนใหญ่ทำจากวัสดุผสมอย่างกราไฟต์ และต้องมีความยาวไม่เกิน 73.7 เซนติเมตร และกว้างไม่เกิน 31.7 เซนติเมตร ต่อมาคือ “ลูกเทนนิส” ที่มีลักษณะกลวง หุ้มด้วยผ้าสักหลาด และต้องมีน้ำหนักระหว่าง 56 ถึง 59.4 กรัม ส่วนสนามแข่งขันหรือ “คอร์ต” เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาว 23.77 เมตร สำหรับประเภทเดี่ยวจะกว้าง 8.23 เมตร และขยายเป็น 10.97 เมตรในประเภทคู่ ซึ่งเทียบได้กับความกว้างของรถ SUV ขนาดใหญ่สี่คันจอดเรียงกันพอดี หนึ่งในเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเทนนิสโอลิมปิกคือพื้นผิวคอร์ตที่แตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง ตั้งแต่คอร์ตหญ้าแบบดั้งเดิมอย่างวิมเบิลดัน คอร์ตดินแบบเฟรนช์โอเพน ไปจนถึงฮาร์ดคอร์ตที่ใช้ในยูเอสโอเพนและออสเตรเลียนโอเพน
กติกาเทนนิสอาจดูซับซ้อนในตอนแรก โดยเฉพาะวิธีการนับคะแนน แต่แท้จริงแล้วเข้าใจไม่ยากเลย
วิธีการเล่น
การแข่งขันเริ่มต้นด้วยการโยนเหรียญเพื่อเลือกว่าใครจะเสิร์ฟก่อน ผู้เสิร์ฟต้องยืนหลังเส้นท้ายคอร์ตและตีลูกในแนวทแยงไปยังช่องเสิร์ฟของฝั่งตรงข้าม โดยมีโอกาสเสิร์ฟได้สองครั้ง หากพลาดทั้งสองครั้งจะเรียกว่า “ดับเบิลฟอลต์” (double fault) และต้องเสียคะแนนนั้นทันที เมื่อเสิร์ฟเข้าเป้าแล้ว ผู้เล่นทั้งสองฝั่งจะตีโต้กัน (แรลลี่) ข้ามตาข่าย โดยต้องควบคุมให้ลูกอยู่ในเส้นขอบเขตของคอร์ต ผู้เล่นจะได้คะแนนเมื่อคู่ต่อสู้ตีลูกติดตาข่าย ตีออกนอกเส้น หรือปล่อยให้ลูกบอลกระดอนบนพื้นฝั่งตัวเองเกินหนึ่งครั้ง
การนับคะแนน
นี่คือเอกลักษณ์ที่อาจทำให้หลายคนสับสนในช่วงแรก เพราะแทนที่จะนับ 1, 2, 3 กลับใช้ระบบนับคะแนนเป็น 15, 30 และ 40 โดยคะแนนแรกคือ “15” คะแนนที่สองคือ “30” คะแนนที่สามคือ “40” และหากทำคะแนนที่สี่ได้ก็จะชนะ “เกม” นั้นไป ส่วนคะแนนศูนย์เรียกว่า “เลิฟ” (love) หากคะแนนเท่ากันที่ 40-40 จะเรียกว่า “ดิวซ์” (deuce) ซึ่งจากจุดนี้ ผู้เล่นจะต้องทำสองคะแนนติดต่อกันให้ได้จึงจะชนะเกม คะแนนแรกหลังดิวซ์เรียกว่า “แอดแวนเทจ” (advantage) หรือ “ได้เปรียบ” หากผู้เล่นที่ได้เปรียบทำคะแนนต่อไปได้ ก็จะชนะเกมนั้นไป แต่หากเสียคะแนน คะแนนจะกลับมาเป็นดิวซ์อีกครั้ง
กฎสำคัญอื่นๆ
ยังมีรายละเอียดอีกเล็กน้อยที่ควรรู้ หากลูกเสิร์ฟไปโดนตาข่ายแต่ยังข้ามไปลงในช่องเสิร์ฟที่ถูกต้อง จะเรียกว่า “เล็ต” (let) และผู้เสิร์ฟจะได้เสิร์ฟใหม่ ผู้เล่นห้ามสัมผัสตาข่ายหรือยื่นแร็กเก็ตข้ามตาข่ายไปฝั่งตรงข้าม และที่สำคัญที่สุดคือน้ำใจนักกีฬา เพราะการแสดงกิริยาไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่การถูกลงโทษได้อย่างรวดเร็ว
รูปแบบการแข่งขัน
หากต้องการชนะการแข่งขัน (แมตช์) ผู้เล่นจะต้องเอาชนะให้ได้ตามจำนวน “เซต” ที่กำหนด ในการชนะหนึ่งเซต จะต้องชนะให้ได้หกเกมเป็นอย่างน้อย และต้องนำคู่แข่งอย่างน้อยสองเกม (เช่น ชนะ 6-4) หากคะแนนในเซตเสมอกันที่ 6-6 จะต้องตัดสินด้วย “ไทเบรก” (tie-break) ซึ่งเป็นเกมพิเศษที่นับคะแนนแบบ 1, 2, 3… ใครทำได้ถึงเจ็ดคะแนนก่อน (และต้องนำห่างสองคะแนน) จะเป็นผู้ชนะในไทเบรกและเซตนั้นไป การแข่งขันโอลิมปิกทุกแมตช์จะตัดสินแบบดีที่สุดในสามเซต หมายความว่าใครชนะสองเซตก่อนจะเป็นผู้ชนะในแมตช์นั้น ทัวร์นาเมนต์นี้ใช้ระบบแพ้คัดออก ซึ่งหมายความว่าถ้าชนะได้ไปต่อ แต่ถ้าแพ้คือตกรอบทันที เป็นการเพิ่มความกดดันและความเข้มข้นให้กับการแข่งขันขึ้นไปอีกระดับ
หากอยากชมเทนนิสให้สนุกถึงแก่น ก็ต้องรู้จักศัพท์เทคนิคสำคัญๆ กันหน่อย
- เอซ (Ace): ลูกเสิร์ฟที่ยอดเยี่ยมจนคู่ต่อสู้ไม่สามารถรับได้
- ดับเบิลฟอลต์ (Double Fault): การเสิร์ฟเสียสองครั้งติดต่อกัน ส่งผลให้เสียคะแนนนั้นไป
- โฟร์แฮนด์ (Forehand): การตีลูกจากฝั่งที่ผู้เล่นถนัด (เช่น ด้านขวาสำหรับคนถนัดขวา)
- แบ็คแฮนด์ (Backhand): การตีลูกจากฝั่งที่ไม่ถนัด ซึ่งผู้เล่นหลายคนมักใช้สองมือจับแร็กเก็ตเพื่อเพิ่มพลัง
- วอลเลย์ (Volley): การตีลูกกลางอากาศก่อนที่ลูกจะกระทบพื้น ส่วนใหญ่มักทำเมื่อผู้เล่นอยู่ใกล้ตาข่าย
- สแมช (Smash): การตบลูกจากเหนือศีรษะอย่างรุนแรง คล้ายกับการเสิร์ฟ ใช้เป็นลูกปิดเกมเพื่อทำคะแนน
- เบรก (Break): การเอาชนะในเกมที่ฝ่ายตรงข้ามเป็นคนเสิร์ฟได้
- เซตพอยต์ (Set Point): คะแนนชี้ขาดที่หากทำได้จะทำให้ผู้เล่นชนะเซตนั้น
- โกลเดนสแลม (Golden Slam): การคว้าแชมป์แกรนด์สแลมครบทั้งสี่รายการ (ออสเตรเลียนโอเพน, เฟรนช์โอเพน, วิมเบิลดัน, ยูเอสโอเพน) พร้อมกับเหรียญทองโอลิมปิกภายในปีปฏิทินเดียวกัน
เสน่ห์ที่ทำให้เทนนิสโอลิมปิกพิเศษกว่าทัวร์นาเมนต์อื่นใด คือ “อารมณ์” ร่วมที่เข้มข้น คุณจะได้เห็นนักเทนนิสอาชีพระดับโลกหลั่งน้ำตาแห่งความปิติยินดีหลังคว้าเหรียญรางวัลเพื่อชาติบ้านเกิด ซึ่งเป็นภาพความภาคภูมิใจที่หาชมได้ยากในทัวร์นาเมนต์ทั่วไป การที่จัดขึ้นทุกๆ สี่ปียิ่งเพิ่มคุณค่าและความขลังให้กับการแข่งขันนี้ สำหรับนักกีฬาหลายคน นี่อาจเป็นโอกาสเพียงครั้งเดียวในชีวิต ขณะที่รูปแบบการแข่งขันแพ้คัดออกก็สร้างบรรยากาศสุดกดดันที่พลาดไม่ได้แม้แต่แมตช์เดียว และที่แตกต่างจากทัวร์อาชีพซึ่งนักกีฬาส่วนใหญ่ลงแข่งเพื่อตัวเอง ในโอลิมปิก พวกเขาคือส่วนหนึ่งของทีมชาติ มีเพื่อนร่วมทีมคอยให้กำลังใจอยู่ข้างสนาม สร้างบรรยากาศแห่งความสามัคคีอันเป็นเอกลักษณ์
เทนนิสโอลิมปิกคือการหลอมรวมความสามารถเฉพาะตัวอันน่าทึ่งของนักกีฬาระดับโลก เข้ากับความภาคภูมิใจในการเป็นตัวแทนของชาติ มันคือเวทีแห่งความหวังและความฝัน ที่ซึ่งตำนานบทใหม่ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางรอยยิ้มและคราบน้ำตา ดังนั้น เมื่อคุณเปิดโทรทัศน์ชมการแข่งขัน นอกจากจะได้เห็นทักษะอันน่าทึ่งและการวางแผนอันชาญฉลาดแล้ว คุณยังจะได้สัมผัสกับช่วงเวลาอันทรงพลังของความภาคภูมิใจในนามทีมชาติ เพราะสิ่งที่คุณกำลังรับชม ไม่ใช่แค่การแข่งขันเทนนิส แต่คือการเฝ้าดูประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่กำลังจะถูกจารึก