หน่วยงานกำกับดูแลการอุดมศึกษาของกานาออกมาตรการขั้นเด็ดขาด จัดการกับการใช้ตำแหน่งดุษฎีบัณฑิตและศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ในที่สาธารณะ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมและสร้างข้อถกเถียงในวงกว้าง การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงสร้างแรงสั่นสะเทือนในประเทศ แต่ยังเป็นที่จับตาจากต่างชาติ รวมถึงไทย ซึ่งให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเกียรติภูมิทางวิชาการและสถานะทางสังคม
คณะกรรมการการอุดมศึกษากานา (GTEC) ได้ออกคำสั่งห้ามนำตำแหน่งดังกล่าวมาใช้ในที่สาธารณะ สะท้อนความกังวลต่อปัญหาการใช้ตำแหน่งทางวิชาการอย่างไม่เหมาะสม ซึ่งอาจบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของระบบการศึกษาในประเทศ ขณะที่ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญกับการปฏิรูปการศึกษาและความคาดหวังทางสังคมที่ผูกติดกับวุฒิการศึกษา กรณีของกานาจึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับความซื่อตรงทางวิชาการ
แถลงการณ์ซึ่งลงนามโดยรักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ของ GTEC ระบุว่า คณะกรรมการฯ วิตกกังวลอย่างยิ่งต่อการใช้ตำแหน่งกิตติมศักดิ์อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในหมู่นักการเมือง ผู้นำศาสนา และนักธุรกิจ ซึ่งกำลังทำลายรากฐานทางวิชาการของกานา (Business Insider Africa) แถลงการณ์ยังชี้ชัดว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็น “การหลอกลวงและผิดจรรยาบรรณ” พร้อมเตือนว่าหากปล่อยให้มีการใช้ตำแหน่งในทางที่ผิดต่อไป จะยิ่งกัดกร่อนคุณค่าของปริญญาที่ต้องใช้ความพากเพียรกว่าที่จะได้มา
เบื้องหลังมาตรการนี้คือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ต่อสิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นการทำให้เส้นแบ่งระหว่างความสำเร็จทางวิชาการที่แท้จริงกับเกียรติยศที่มอบให้เพื่อเชิดชูนั้นเลือนรางลง ซึ่งเป็นประเด็นที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี ปริญญาเอก (PhD) คือเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จทางวิชาการที่ต้องแลกมาด้วยการทุ่มเทค้นคว้าวิจัยนานหลายปี การสร้างองค์ความรู้ใหม่ และผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากผู้ทรงคุณวุฒิ เช่นเดียวกับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่สะท้อนถึงเส้นทางอาชีพที่สั่งสมมาจากผลงานวิชาการและการยอมรับในระดับสากล ในทางกลับกัน ปริญญากิตติมศักดิ์เป็นเพียงรางวัลเชิงสัญลักษณ์ที่มหาวิทยาลัยมอบให้เพื่อยกย่องผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมหรือประสบความสำเร็จในด้านอื่นที่ไม่ใช่วิชาการ และไม่ได้มีสถานะเทียบเท่าคุณวุฒิทางการศึกษา
คำสั่งของ GTEC มุ่งเป้าโดยตรงไปยังนักการเมือง นักธุรกิจ ผู้นำทางจิตวิญญาณ และบุคคลผู้มีชื่อเสียงอื่นๆ ให้งดใช้คำนำหน้าว่า ‘ด็อกเตอร์’ หรือ ‘ศาสตราจารย์’ กิตติมศักดิ์ในการติดต่อที่เป็นทางการและในพื้นที่สาธารณะ คณะกรรมการฯ ชี้แจงว่า แม้การเชิดชูเกียรติจะเป็นสิ่งที่มีคุณค่า แต่ต้องไม่นำตำแหน่งเหล่านี้มาปะปนกับวุฒิการศึกษาที่ได้มาด้วยความรู้ความสามารถ หรือนำไปใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบหรือความน่าเชื่อถือโดยมิชอบ
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันนโยบายนี้ คือการผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดของสถาบันที่เรียกว่า “โรงงานผลิตปริญญา” (degree mills) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่น่าเชื่อถือและไม่ได้รับการรับรอง คอยเสนอขายปริญญากิตติมศักดิ์เพื่อแลกกับเงินบริจาคหรือค่าธรรมเนียม ทำให้ใครก็ตามสามารถซื้อหาตำแหน่งเหล่านี้มาครอบครองได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้มีผู้ที่อ้างตนเป็น “ด็อกเตอร์” หรือ “ศาสตราจารย์” โดยไม่มีพื้นฐานทางวิชาการมารองรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ด้านการศึกษาของกานามองว่าปรากฏการณ์นี้เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันการศึกษา และอาจทำให้สังคมสับสนจนขาดความไว้วางใจ
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้แสดงความเห็นต่อปัญหานี้ ผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า “การมอบปริญญากิตติมศักดิ์เป็นประเพณีที่ทรงคุณค่า แต่การนำไปใช้เสมือนเป็นวุฒิจริงๆ ถือเป็นการชี้นำสังคมและลดทอนคุณค่าของความสำเร็จทางวิชาการที่ได้มาด้วยความอุตสาหะ” ขณะที่นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอีกแห่งของกานาให้ความเห็นกับสื่อท้องถิ่นว่า “ปริญญากิตติมศักดิ์คือการยกย่องผู้นำที่สร้างคุณูปการต่อสังคม แต่สิ่งสำคัญคือสังคมต้องแยกแยะให้ออกระหว่างปริญญาเพื่อเชิดชูเกียรติกับปริญญาที่ได้จากการศึกษาจริงๆ เพื่อรักษาศรัทธาในระบบการศึกษาของเรา” มุมมองเหล่านี้สะท้อนความรู้สึกในสังคมไทยเช่นกัน ซึ่งตำแหน่งจากมหาวิทยาลัยยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานะทางสังคม และสามารถส่งผลต่อโอกาสในอาชีพและความน่าเชื่อถือในสายตาสาธารณชน
สำหรับประเทศไทย การตัดสินใจที่เด็ดขาดของกานาถือเป็นบทเรียนที่น่าขบคิด ในวัฒนธรรมไทย ตำแหน่งทางวิชาการได้รับการยอมรับอย่างสูงและมักถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการทั้งในแวดวงราชการและเอกชน การได้คำนำหน้าว่า “ด็อกเตอร์” หรือ “ศาสตราจารย์” ถือเป็นเกียรติยศของตนเองและวงศ์ตระกูล อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเคยมีกรณีการมอบและใช้ตำแหน่งดังกล่าวอย่างน่ากังขาโดยบุคคลที่มีชื่อเสียง ซึ่งจุดประเด็นถกเถียงเรื่องความโปร่งใสและหลักเกณฑ์ในการยอมรับทางวิชาการอยู่เป็นระยะ (Bangkok Post) การดำเนินการของกานาจึงตอกย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างระบบที่โปร่งใสและยึดหลักคุณธรรม เพื่อรักษาความไว้วางใจของสังคมต่อสถาบันการศึกษา
ในอดีต ประเพณีการมอบปริญญากิตติมศักดิ์ทั้งในไทยและต่างประเทศ มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่มหาวิทยาลัยต้องการเชิดชูเกียรติบุคคลที่มีความโดดเด่นในพิธีประสาทปริญญาบัตรประจำปี แต่เมื่อการจัดอันดับมหาวิทยาลัย ภาวะปริญญาเฟ้อ และการแต่งตั้งทางการเมืองเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แรงจูงใจในการใช้คุณวุฒิกิตติมศักดิ์เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนหรือทางการเมืองก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้เกิดความกังวลว่าเกียรติภูมิทางวิชาการจะถูกด้อยค่าลง
ในอนาคต นโยบายของกานาอาจเป็นแรงบันดาลใจให้ประเทศอื่นๆ หันมาทบทวนแนวทางการกำกับดูแลตำแหน่งทางวิชาการ สำหรับมหาวิทยาลัยและผู้วางนโยบายของไทย การเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการกำกับดูแลคุณวุฒิทางวิชาการที่เข้มงวดขึ้น พร้อมกับสื่อสารให้สังคมเข้าใจความแตกต่างระหว่างรางวัลเชิดชูเกียรติกับปริญญาที่ได้มาจากการศึกษาอย่างชัดเจน การตรวจสอบ “โรงงานผลิตปริญญา” ที่จริงจังขึ้น และการส่งเสริมความรู้เท่าทันสื่อเกี่ยวกับคุณวุฒิการศึกษา ก็เป็นอีกก้าวสำคัญในการรักษาระบบการศึกษาที่แข็งแกร่งและน่าเชื่อถือ
สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อคิดสำคัญคือการตื่นตัวและใช้วิจารณญาณในการพิจารณาคุณวุฒิทางวิชาการ โดยเฉพาะจากบุคคลสาธารณะและผู้นำ เมื่อต้องประเมินผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร หรือนักการเมืองที่ใช้คำนำหน้าตำแหน่งทางวิชาการ สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบว่าวุฒิดังกล่าวสะท้อนความสำเร็จที่ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริงหรือไม่ ผู้บริโภค นายจ้าง และผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งควรตระหนักว่า ปัจจุบันเป็นเรื่องง่ายที่สถาบันเถื่อนจะมอบรางวัลที่ฟังดูยิ่งใหญ่แต่ไร้ซึ่งความหมาย ไม่ว่าจะในไทยหรือที่ใดในโลก (UNESCO - diploma mills) การสนับสนุนหน่วยงานที่กำกับดูแลมาตรฐานระดับสูง เช่น สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการธำรงไว้ซึ่งคุณค่าของปริญญาทางวิชาการ
กรณีของกานาเป็นเครื่องย้ำเตือนที่ทันท่วงทีถึงความจำเป็นในระดับสากลที่จะต้องปกป้องความหมายและคุณค่าของเกียรติยศทางวิชาการ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานการศึกษาสู่สากล การติดตามความเคลื่อนไหวที่เด็ดขาดเช่นนี้ของกานา จะเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการถกเถียงและวางนโยบายด้านการศึกษา คุณธรรม และเกียรติยศในสังคมไทยต่อไป