นับเป็นเวลาหลายร้อยปีที่คนไทยผูกพันกับแผ่นดินเพื่อการเยียวยารักษา โดยหยิบยื่นคุณค่าจากรากไม้และสมุนไพรนานาชนิดที่หมอพื้นบ้านนำมาปรุงยาเพื่อบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ ท่ามกลางขุมทรัพย์สมุนไพรโบราณของไทย “พิษนาศน์” (ชื่อวิทยาศาสตร์ Sophora exigua Craib) คือหนึ่งในพืชที่โดดเด่นและมีบทบาทสำคัญในตำรับยาพื้นบ้านของชาติ พิษนาศน์ยังเป็นที่รู้จักในชื่ออื่นๆ เช่น แผ่นดินเย็น นมราชสีห์ และสิบสองราศี เส้นทางของพิษนาศน์จากสวนสมุนไพรในรั้วบ้านและอารามสู่โลกเภสัชวิทยายุคใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงการผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างลงตัว ปัจจุบัน ขณะที่ประเทศไทยกำลังมุ่งมั่นผสมผสานมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับความก้าวหน้าทางการแพทย์ พิษนาศน์ก็กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง ไม่เพียงผ่านคำบอกเล่าของหมอพื้นบ้าน แต่ผ่านการศึกษาวิจัยอย่างเข้มข้นในห้องปฏิบัติการ

ตำรับยาจากภูมิปัญญาดั้งเดิม

ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นตลาดค้าสมุนไพรหรือในพิธีกรรมการรักษาแบบไทยๆ เหง้าแห้งของพิษนาศน์ (ซึ่งทางพฤกษศาสตร์คือส่วนราก) ถือเป็นของล้ำค่า หมอพื้นบ้านทั้งในแถบภาคกลางและภาคอีสานนิยมนำพิษนาศน์มาเป็นส่วนประกอบสำคัญในยาต้มสมุนไพรหลายขนาน เพื่อใช้รักษาอาการไข้ ผดผื่นคันตามผิวหนัง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อบำรุงร่างกายสตรีหลังคลอดบุตร ชื่อ “แผ่นดินเย็น” นั้นบ่งบอกถึงสรรพคุณตามศาสตร์ยาเย็นของไทย คือเป็นพืชที่ช่วยลด “ธาตุไฟ” หรือ “ความร้อน” ภายในร่างกาย ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นเหตุของไข้และการอักเสบ (มูลนิธิประเทศไทย; PMC7570034) หมอพื้นบ้านมักนำรากพิษนาศน์มาหั่นเป็นแว่น ต้มน้ำให้ดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง หรือบดเป็นผงผสมน้ำใช้ทาผิวเด็กที่เป็นอีสุกอีใสหรือหัด

ความสำคัญทางวัฒนธรรมของพิษนาศน์นั้นหยั่งรากลึกในความเชื่อด้านสุขภาพของไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างธาตุร้อนและเย็นในร่างกาย ตัวอย่างเช่น ในพิธีกรรมหลังคลอด มีการใช้สมุนไพรอาบที่มีส่วนผสมของพิษนาศน์เพื่อ “ลดความร้อนในเลือด” ซึ่งสะท้อนถึงองค์ความรู้ที่สั่งสมจากการทดลองใช้จริง รวมถึงความหมายเชิงสัญลักษณ์อันลึกซึ้งของวัฏจักรธรรมชาติในการแพทย์แผนไทย นอกจากนี้ เอกสารทางการแพทย์แผนไทยยังระบุว่าพิษนาศน์เป็นส่วนหนึ่งของตำรับยาอันทรงคุณค่าอย่าง “ยาเขียวหอม” ซึ่งได้รับการบรรจุอย่างเป็นทางการในบัญชียาหลักแห่งชาติของไทยอีกด้วย (PMC7570034)

แปลภูมิปัญญาชาวบ้านสู่ความรู้ทางเภสัชวิทยา

ความสนใจทางวิทยาศาสตร์ที่มีต่อ Sophora exigua หรือพิษนาศน์ ได้ทวีความสำคัญมากขึ้นควบคู่ไปกับความพยายามในการพิสูจน์สรรพคุณของยาแผนโบราณและนำมาประยุกต์ใช้กับการดูแลสุขภาพในยุคปัจจุบัน การศึกษาทางเภสัชวิทยาระยะหลังเริ่มยืนยันสิ่งที่หมอพื้นบ้านไทยรับรู้จากประสบการณ์มายาวนานว่า พิษนาศน์นั้นอุดมไปด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลากชนิดที่ส่งผลต่อร่างกายอย่างชัดเจนและสามารถวัดผลได้จริง

ผลการวิเคราะห์สารสกัดจากรากพิษนาศน์ในห้องปฏิบัติการแสดงให้เห็นคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่โดดเด่น ซึ่งสามารถต่อต้านอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุของความเสื่อมของเซลล์และโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตัวอย่างเช่น งานวิจัยชิ้นสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสาร Tropical Medicine and Health เมื่อปี พ.ศ. 2564 พบว่าสารสกัดเอทานอลจากรากพิษนาศน์มีฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพในการทดสอบมาตรฐานหลายรูปแบบ โดยมีความเข้มข้นต่ำสุดที่ออกฤทธิ์ (IC50) เพียง 24.63 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร (μg/ml) ซึ่งนับว่าเทียบเคียงได้กับ “ซูเปอร์ฟู้ด” ชื่อดังหลายชนิด (PMC7980637) ฤทธิ์ดังกล่าวมาจากสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ ซาโปนิน และคูมาริน ซึ่งเป็นโมเลกุลที่มีกลิ่นหอมและมีคุณสมบัติในการปกป้องเซลล์ของมนุษย์

ประโยชน์ของพิษนาศน์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเท่านั้น งานวิจัยชิ้นเดียวกันนี้ยังใช้หนูทดลองเพื่อศึกษาศักยภาพในการต้านโรคมาลาเรีย ซึ่งเป็นโรคที่สร้างปัญหาสาธารณสุขในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน หนูที่ติดเชื้อมาลาเรียและได้รับการรักษาด้วยสารสกัดจากรากพิษนาศน์ พบว่าค่าบ่งชี้ภาวะเครียดออกซิเดชันและความรุนแรงของการติดเชื้อลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ผลการทดลองนี้ชี้ให้เห็นถึงการออกฤทธิ์สองทางของพิษนาศน์ คือช่วยลดการอักเสบของร่างกาย และมีผลโดยตรงในการยับยั้งเชื้อมาลาเรีย ที่สำคัญ สารสกัดน้ำจากรากพิษนาศน์สามารถยับยั้งเชื้อในกระแสเลือดได้ถึงร้อยละ 60 ในปริมาณปานกลาง ซึ่งเป็นผลมาจากสารประกอบหลายชนิดในพืช เช่น อัลคาลอยด์ เทอร์พีนอยด์ และฟลาโวนอยด์ (PMC7980637)

วิทยาศาสตร์สมัยใหม่กับพรมแดนใหม่ของงานวิจัยมะเร็ง

ประเด็นที่อาจนับว่าน่าสนใจที่สุด คือการค้นพบศักยภาพของพิษนาศน์ในการต่อสู้กับปัญหาสุขภาพในยุคปัจจุบัน เช่น แบคทีเรียดื้อยา หรือแม้กระทั่งโรคมะเร็ง งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าสารประกอบที่สกัดได้จากรากพิษนาศน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เอ็กซิกัวฟลาวาโนน เอ (exiguaflavanone A) และบี (exiguaflavanone B) รวมถึงโซโพราฟลาวาโนน จี (sophoraflavanone G) สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ Staphylococcus aureus ที่ดื้อต่อยาเมธิซิลลิน (MRSA) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียตัวร้ายที่สร้างปัญหาในโรงพยาบาลหลายแห่ง (PMC7980637) กลไกการออกฤทธิ์คือ สารพฤกษเคมีเหล่านี้จะเข้าไปทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรีย ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่แตกต่างจากยาปฏิชีวนะในปัจจุบันที่กำลังเผชิญกับวิกฤตเชื้อดื้อยา

อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติต้านการอักเสบและต้านมะเร็งของพิษนาศน์คือสิ่งที่จุดประกายความสนใจของนักวิจัยยุคใหม่เป็นอย่างมาก งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2566 ในวารสาร Frontiers in Pharmacology ซึ่งเป็นการศึกษาในหลอดทดลองกับเซลล์มะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก (NSCLC) ของมนุษย์ พบว่าสารสกัดบางชนิดจาก Sophora exigua สามารถหยุดยั้งวงจรชีวิตของเซลล์ และลดการเคลื่อนที่รวมถึงการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ (frontiersin.org) กลไกที่สันนิษฐานคือการยับยั้งวิถี NLRP3 inflammasome ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ที่ไม่เพียงเชื่อมโยงกับการแพร่กระจายของมะเร็งเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองหลายชนิดอีกด้วย การยับยั้งวิถีนี้ส่งผลให้การแสดงออกของไซโตไคน์ที่ส่งเสริมการอักเสบ เช่น IL-1β, IL-6 และ IL-18 ลดลง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับการเติบโตของเนื้องอกและการดื้อต่อการรักษา

ผลการวิจัยที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่าพิษนาศน์เป็น “ยารักษามะเร็ง” โดยตรง แต่ชี้ให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาการบำบัดเสริม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษาที่อาจช่วยเสริมประสิทธิภาพการรักษาแบบดั้งเดิม หรือลดการลุกลามของมะเร็งที่เกิดจากการอักเสบ เส้นทางจากหนูทดลองสู่การประยุกต์ใช้ในคลินิกกับมนุษย์ยังคงอีกยาวไกล และจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในสัตว์ทดลองอย่างละเอียด รวมถึงการทดลองทางคลินิกอย่างเข้มงวดในท้ายที่สุด เพื่อประเมินประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และปริมาณยาที่เหมาะสม

จากหมู่บ้านอีสานสู่ห้องทดลอง: มรดกไทยในกระแสการเปลี่ยนแปลง

เรื่องราวของพิษนาศน์มีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าผลการทดลองในห้องปฏิบัติการ ในจังหวัดต่างๆ เช่น ร้อยเอ็ด หมอพื้นบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นผู้สูงอายุที่สืบทอดภูมิปัญญาของชุมชนมานานหลายสิบปี ยังคงสืบสานวิธีการเก็บ เตรียม และจ่ายยาจากป่าและทุ่งนา (PMC7570034) การสำรวจทางพฤกษศาสตร์พื้นบ้านในภาคอีสานพบว่าพืชในวงศ์ถั่ว (Leguminosae) ซึ่ง Sophora exigua เป็นสมาชิกอยู่ด้วยนั้น ถูกนำมาใช้บ่อยที่สุดสำหรับรักษาอาการไข้และเป็นยาบำรุง จากการสัมภาษณ์ภาคสนาม หมอพื้นบ้านหลายท่านระบุว่าพิษนาศน์เป็นหนึ่งในพืชหลักที่ใช้รักษาไข้ อาการอ่อนเพลียหลังคลอด และเป็นยาบำรุงกำลังทั่วไป ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความไว้วางใจที่ชุมชนมีต่อสมุนไพรชนิดนี้มาอย่างยาวนาน

ทว่า ด้วยพื้นที่ป่าในประเทศไทยที่ลดน้อยลงและการอพยพของคนรุ่นใหม่เข้าสู่เมืองใหญ่ ทำให้ทั้งตัวพืชและภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องกับพิษนาศน์กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง นโยบายสาธารณสุขสมัยใหม่จึงพยายามที่จะบูรณาการส่วนที่ดีที่สุดของการรักษาแบบพื้นบ้านเข้ากับยุทธศาสตร์ระดับชาติ โดยคำนึงถึงความจำเป็นในการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและองค์ความรู้ดั้งเดิมไปพร้อมกัน การที่หน่วยงานสาธารณสุขแห่งชาติให้การยอมรับพิษนาศน์ สะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวในวงกว้างเพื่ออนุรักษ์ “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” ของไทย และเพื่อให้แน่ใจว่ายาที่มีคุณค่าอย่างแท้จริงจะไม่สูญหายไปกับการถูกลืมเลือนหรือความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม (PMC7570034)

ความปลอดภัย ปริมาณการใช้ และข้อควรระวัง

ด้วยประวัติการใช้อันยาวนานและผลการทดลองในห้องปฏิบัติการที่น่าสนใจ หลายคนอาจสงสัยว่าเหตุใดผลิตภัณฑ์จากพิษนาศน์จึงยังไม่มีวางจำหน่ายทั่วไปในร้านขายยา คำตอบก็คือ เช่นเดียวกับยาสมุนไพรอื่นๆ ประโยชน์และความเสี่ยงมักเป็นเส้นบางๆ ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันในหนูทดลองแสดงให้เห็นว่าทั้งสารสกัดเอทานอลและสารสกัดน้ำจาก Sophora exigua มีความปลอดภัยสูงแม้ในปริมาณมาก (ไม่พบความเป็นพิษที่ชัดเจนที่ปริมาณ 2,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) (PMC7980637) ถึงกระนั้น ความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยเสมอไปเมื่อนำมาใช้กับมนุษย์ในชีวิตจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงความแตกต่างในวิธีการเตรียมและปริมาณยาตามแบบแผนโบราณ

พืชบางชนิดในสกุล Sophora ซึ่งเป็นสกุลที่กว้างกว่า เป็นที่ทราบกันว่ามีสารอัลคาลอยด์ซึ่งอาจเป็นพิษได้หากใช้ในปริมาณมาก แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานกรณีการเกิดพิษรุนแรงจาก Sophora exigua โดยเฉพาะในประเทศไทย แต่ก็ควรใช้ความระมัดระวังเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่กำลังรับประทานยาอื่นอยู่ (วิกิพีเดีย: การแพทย์แผนไทย) การระบุชนิดพืชที่ถูกต้อง การเตรียมยาอย่างเหมาะสม และการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

สะพานเชื่อมมีชีวิต: ผสานอดีตและอนาคต

ในขณะที่กระแสความสนใจของสาธารณชนต่อ “การกลับคืนสู่ธรรมชาติ” และสุขภาพแบบองค์รวมกำลังเพิ่มมากขึ้น พิษนาศน์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่ามรดกของไทยสามารถให้ข้อมูลและเสริมคุณค่าทางการแพทย์สมัยใหม่ได้อย่างไร หากมีการรักษามาตรฐานที่เข้มงวด หนทางข้างหน้าคือการวิจัยอย่างมีความรับผิดชอบ การเก็บเกี่ยวอย่างมีจริยธรรม และการนำความรู้ของชุมชนมาใช้อย่างให้เกียรติ การศึกษาทางวิชาการที่กำลังดำเนินอยู่ เช่น งานวิจัยต่างๆ ที่กล่าวถึงในบทความนี้ มอบความหวังว่าวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาดั้งเดิมจะสามารถก้าวเดินไปพร้อมกัน โดยแต่ละฝ่ายต่างเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กันและกัน

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่สนใจศึกษาการรักษาแบบดั้งเดิมเช่นพิษนาศน์ มีข้อแนะนำที่สำคัญดังนี้:

  • ไม่ควรวินิจฉัยโรคด้วยตนเองหรือใช้ยาสมุนไพรที่ไม่ผ่านการตรวจสอบเพื่อรักษาตนเอง โดยเฉพาะสำหรับอาการป่วยรุนแรง เช่น มาลาเรียหรือมะเร็ง
  • ควรปรึกษาผู้ให้บริการด้านสุขภาพที่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งควรเป็นผู้ที่มีความรู้ทั้งการแพทย์แผนปัจจุบันและแผนโบราณ ก่อนตัดสินใจใช้ยาแผนโบราณใดๆ
  • ส่งเสริมและมีส่วนร่วมในความพยายามของชุมชนในการบันทึกและอนุรักษ์องค์ความรู้เรื่องสมุนไพร โดยเฉพาะจากหมอพื้นบ้านผู้สูงอายุในท้องถิ่น
  • เมื่อเลือกซื้อยาสมุนไพร ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือผลิตภายใต้การดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพที่น่าเชื่อถือ
  • สนับสนุนความพยายามในการอนุรักษ์ที่ปกป้องทั้งพืชสมุนไพรและภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมที่หล่อเลี้ยงพืชเหล่านั้นให้คงอยู่สืบไป

สรุป: ให้เกียรติทั้งรากเหง้าและผลลัพธ์

พิษนาศน์เป็นมากกว่าสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ทางพฤกษพรรณในประเทศไทย แต่ยังเป็นเครื่องหมายของภูมิปัญญาที่สั่งสมจากการสังเกต ทดลอง และดูแลเอาใจใส่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน เมื่อวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เริ่มพิสูจน์การใช้ประโยชน์ตามแบบแผนโบราณบางประการ ยืนยันคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ และศักยภาพในการยับยั้งเซลล์มะเร็ง ก็เป็นที่ประจักษ์ว่ารากสมุนไพรธรรมดาๆ ชนิดนี้ยังคงมีความสำคัญในยุคปัจจุบันไม่ต่างจากที่เคยเป็นสำหรับหมอพื้นบ้านเมื่อหลายศตวรรษก่อน ด้วยการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างองค์ความรู้ของบรรพบุรุษกับการวิจัยร่วมสมัย ประเทศไทยจึงมีโอกาสอันดีที่จะนำเสนอรูปแบบการรักษาแบบองค์รวมที่ยั่งยืน และอิงหลักฐานเชิงประจักษ์ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลก

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการแพทย์ ผู้อ่านควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่ได้รับใบอนุญาตก่อนเริ่มการรักษาใหม่หรือใช้ยาแผนโบราณ โดยเฉพาะสำหรับอาการป่วยรุนแรง

แหล่งข้อมูล