โลดทะนงแดง หรือที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trigonostemon reidioides เป็นสมุนไพรที่เข้ามามีบทบาทสำคัญยาวนานในการแพทย์แผนไทย แม้ชื่อนี้อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูคนทั่วไป แต่ในแวดวงผู้เชี่ยวชาญแล้วถือว่ารู้จักกันดี โลดทะนงแดงมีชื่อเรียกตามท้องถิ่นแตกต่างกันไป เช่น “ข้าวเย็นเนิน” ในภาคตะวันตก หรือ “ทะนงแดง” ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และนครราชสีมา สมุนไพรชนิดนี้เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างภูมิปัญญาการรักษาแบบโบราณเข้ากับการวิจัยทางเภสัชวิทยาสมัยใหม่ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ในยุคที่ผู้คนทั้งในไทยและทั่วโลกหันมาให้ความสนใจกับทางเลือกจากธรรมชาติและการใช้สมุนไพรโบราณกันมากขึ้น โลดทะนงแดงจึงก้าวจากตำรับยาพื้นบ้านสู่ความสนใจในแวดวงวิทยาศาสตร์ พร้อมกับสรรพคุณที่น่าค้นหาและข้อควรระวังในการใช้
นับเป็นเวลานานหลายศตวรรษที่หมอยาพื้นบ้านตามชนบทของไทยได้นำรากโลดทะนงแดงมาใช้บรรเทาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ นานา ตั้งแต่การอักเสบ อาหารเป็นพิษ ไปจนถึงโรคหืด และแม้กระทั่งช่วยในการถอนพิษยาเสพติด บันทึกโบราณและเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาในหลายภูมิภาค เช่น ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และอุบลราชธานี ต่างยืนยันถึงสรรพคุณอันหลากหลายของสมุนไพรชนิดนี้ บางครั้งใช้เป็นยาระบาย บ้างก็ใช้เป็นยาแก้พิษงูและเห็ดพิษ หรือนำมาพอกเพื่อถอนพิษร้อนจากฝีและอาการเคล็ดขัดยอก ส่วนชื่อเรียกตามท้องถิ่นอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น “ดู่เบี้ย” “ทะนง” หรือ “นางแซง” ก็ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงแหล่งที่พบอันหลากหลายและความผูกพันทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งกับตำรับยาแผนไทย (ข้อมูลจากคณะเภสัชศาสตร์ ม.อุบลฯ)
การศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโลดทะนงแดงได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อนักวิชาการเริ่มหันมาสนใจพิสูจน์สรรพคุณตามตำรับยาโบราณ แม้ว่าสรรพคุณดั้งเดิมบางประการอาจจะยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างครบถ้วน แต่งานวิจัยในช่วงหลัง ๆ มานี้ ก็เริ่มเผยให้เห็นคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารประกอบกลุ่มไดเทอร์พีนอยด์ (diterpenoid) ที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพในราก เช่น เรดิโอไซด์ เอ (rediocide A) และ จี (rediocide G) สารเหล่านี้กำลังเป็นที่สนใจของนักชีวเคมี ด้วยคุณสมบัติในการต้านสารพิษ ต้านจุลชีพ และอาจรวมถึงการต้านเซลล์มะเร็ง (ScienceDirect, PubMed) อย่างไรก็ดี แม้การค้นพบเหล่านี้จะดูมีอนาคตสดใส แต่ในขณะเดียวกันก็เผยให้เห็นถึงความเป็นพิษที่แฝงอยู่ของพืชชนิดนี้ ซึ่งเปรียบได้กับดาบสองคมอันเป็นลักษณะเฉพาะของยาสมุนไพรหลาย ๆ ชนิด
ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมแล้ว หมอแผนไทยจะใช้โลดทะนงแดงด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง โดยมีกรรมวิธีการปรุงยาที่เฉพาะเจาะจง เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ตำรับยาสมุนไพรไทยและคำบอกเล่าที่สืบทอดกันมา มักจะเน้นการนำรากมาต้ม และกำหนดปริมาณการใช้อย่างแม่นยำ เพื่อป้องกันอาการอาเจียนรุนแรงหรือภาวะเป็นพิษ นอกจากนี้ ในบางพื้นที่ยังมีการนำโลดทะนงแดงมาใช้ภายนอกร่างกาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทั้งในด้านสรรพคุณและอันตรายของสมุนไพรชนิดนี้ (ดิสไทย)
งานวิจัยยุคใหม่ได้ช่วยยืนยันสรรพคุณดั้งเดิมบางประการของโลดทะนงแดง พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในการนำไปใช้ประโยชน์ ตัวอย่างเช่น งานวิจัยทางเภสัชวิทยาชิ้นหนึ่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๑ (ค.ศ. 2018) พบว่าสารสกัดจากรากโลดทะนงแดงมีฤทธิ์ลดการอักเสบและการบาดเจ็บของตับในหนูทดลอง กลไกการออกฤทธิ์นี้เกี่ยวข้องกับการปรับการทำงานของเซลล์แมโครฟาจ (macrophage) ซึ่งเป็นเซลล์สำคัญในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (ScienceDirect) คุณสมบัติต้านการอักเสบดังกล่าวเชื่อมโยงกับสารประกอบอย่างไตรโกโนรีดอน บี (trigonoreidon B) ซึ่งสนับสนุนการใช้โลดทะนงแดงตามภูมิปัญญาโบราณเพื่อรักษาอาการปวดข้อ เคล็ดขัดยอก และภาวะอักเสบต่าง ๆ
อีกหนึ่งการประยุกต์ใช้ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน คือบทบาทของโลดทะนงแดงในการช่วยล้างพิษยาเสพติด ตามที่มีรายงานการนำมาใช้ มีรายงานว่าศูนย์บำบัดยาเสพติดและผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยหลายแห่งได้นำรากโลดทะนงแดงมาปรุงเป็นยาเสริม เพื่อช่วยในการรักษาอาการถอนยาบ้า โดยเชื่อว่าช่วยลดความอยากยาและส่งเสริมการฟื้นตัวของผู้ป่วย มีรายงานภาคสนามที่น่าสนใจชิ้นหนึ่ง ซึ่งกล่าวถึงการใช้โลดทะนงแดงในการรักษาผู้ติดยาบ้าจำนวนกว่า ๑,๐๐๐ ราย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงประโยชน์บางประการ แต่ก็เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ (รายงานภาคสนาม he02.tci-thaijo.org)
นอกเหนือจากสรรพคุณเด่น ๆ ที่กล่าวมาแล้ว งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยังให้ความสนใจกับฤทธิ์ต้านจุลชีพและเชื้อราของโลดทะนงแดง รวมถึงความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งด้วย พบว่าสารสกัดบางชนิดจากโลดทะนงแดงมีศักยภาพในการยับยั้งเชื้อก่อโรค เช่น เชื้อแคนดิดา (Candida) ซึ่งสอดคล้องกับการใช้สมุนไพรนี้ตามแบบโบราณเพื่อรักษาอาการติดเชื้อ (phcogj.com) นักวิจัยยังค้นพบสารกลุ่มแดฟเนนไดเทอร์พีนอยด์ (daphnane diterpenoids) หลายชนิด เช่น เรดิโอไซด์ บี ถึง อี (rediocides B-E) ซึ่งมีฤทธิ์รุนแรงต่อแมลง ไส้เดือนฝอย และแม้กระทั่งองค์ประกอบบางอย่างในพิษงู (ScienceDirect) ในการทดลองกับสัตว์ มีการศึกษาสารเรดิโอไซด์ เอ และ จี ว่าอาจมีคุณสมบัติเป็นสารต้านพิษงูเห่าได้ ผลการทดลองเบื้องต้นชี้ว่าสามารถลดผลกระทบบางอย่างจากพิษงูได้จริง แต่ยังไม่สามารถใช้ทดแทนเซรุ่มแก้พิษงูที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบัน (scimath.org)
มุมมองของคนไทยต่อโลดทะนงแดงสะท้อนให้เห็นทั้งความเคารพในมรดกทางภูมิปัญญา และความตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ ในความเชื่อพื้นบ้าน โลดทะนงแดงมักถูกมองว่าเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ ‘เย็น’ หรือมีพลังในการชำระล้าง ดังจะเห็นได้จากชื่อเรียก “เข้าเย็น” หรือ “ยาขับพิษ” และมักถูกนำมาใช้ในพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรักษาหรือการชำระล้างทางจิตวิญญาณ ในแถบพื้นที่สูงทางภาคเหนือของไทย องค์ความรู้เกี่ยวกับขนาดการใช้ยาที่ถูกต้องและข้อห้ามต่าง ๆ มักได้รับการถ่ายทอดจากหมอยาผู้เชี่ยวชาญสู่ลูกศิษย์ ซึ่งเปรียบได้กับมาตรการป้องกันความปลอดภัยในยุคที่ยังไม่มีระบบการเฝ้าระวังความปลอดภัยของยาที่ทันสมัย ความตระหนักถึงข้อควรระวังเหล่านี้ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน โดยหน่วยงานภาครัฐของไทย เช่น ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ก็มักจะออกมาให้คำแนะนำและเตือนประชาชนไม่ให้ใช้สมุนไพรนี้อย่างพร่ำเพรื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการกล่าวอ้างสรรพคุณเกินจริงในสื่อสังคมออนไลน์ว่าสามารถ “รักษา” สารพัดโรคได้ (ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม)
อีกประเด็นที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือเรื่องความปลอดภัย แม้สารออกฤทธิ์ในโลดทะนงแดงจะมีสรรพคุณทางยาที่น่าสนใจ แต่ผลการทดลองในห้องปฏิบัติการก็ชี้ให้เห็นถึงความเป็นพิษต่อเซลล์และความเป็นพิษต่อพันธุกรรมเช่นกัน (thaiscience.info) การศึกษาในสัตว์ทดลองและเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่าโลดทะนงแดงสามารถก่อให้เกิดความเสียหายต่อดีเอ็นเอและการตายของเซลล์ได้แม้ในความเข้มข้นค่อนข้างต่ำ สอดคล้องกับตำรับยาโบราณที่ระบุถึงโอกาสเกิดอาการอาเจียนรุนแรงและภาวะเป็นพิษหากใช้ในปริมาณที่ไม่ถูกต้อง ผลการศึกษาเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำหลักการสำคัญของการใช้ยาสมุนไพรที่ว่า แม้จะมีสรรพคุณดีเพียงใด แต่หากใช้ไม่ถูกวิธีหรือไม่แม่นยำ ก็อาจก่อให้เกิดโทษมากกว่าคุณประโยชน์ได้ ในความเป็นจริง โลดทะนงแดงไม่ได้จัดอยู่ในบัญชียาสมุนไพรที่ทางการไทยแนะนำให้ประชาชนทั่วไปใช้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพทางยาที่มาพร้อมกับความจำเป็นในการใช้งานภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ (ดิสไทย)
แนวโน้มการวิจัยสมุนไพรและการแพทย์แผนโบราณในระดับโลกมักจะดำเนินไปในทิศทางเดียวกับแนวทางของประเทศไทย นั่นคือ การค้นคว้าและพิสูจน์สรรพคุณตามตำรับยาโบราณ ควบคู่ไปกับการประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพอย่างจริงจังและเข้มงวด มีการศึกษาวิจัยเชิงเปรียบเทียบพืชในสกุล Trigonostemon ชนิดอื่น ๆ เพื่อค้นหาสรรพคุณที่คล้ายคลึงกัน และได้ค้นพบสารประกอบไดเทอร์พีนอยด์หลายชนิดที่มีฤทธิ์ต้านจุลชีพ ฆ่าแมลง และต้านมะเร็ง การศึกษาวิจัยในลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยให้ผู้คนเห็นคุณค่าของพืชสมุนไพรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น แต่ยังกระตุ้นให้เกิดการหารือในระดับนานาชาติเกี่ยวกับกฎระเบียบ ความยั่งยืน และการนำสมุนไพรมาบูรณาการเข้ากับการดูแลสุขภาพแผนปัจจุบัน (PMC5649608)
อนาคตของโลดทะนงแดงในฐานะยาสมุนไพรจึงดูเหมือนจะเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ด้านหนึ่ง การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่กำลังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องได้ค้นพบสารประกอบใหม่ ๆ และช่วยยืนยันสรรพคุณบางประการตามตำนานเล่าขานของสมุนไพรชนิดนี้ นักวิจัยจำนวนไม่น้อยมองเห็นศักยภาพในการนำโลดทะนงแดงมาใช้ต้านการอักเสบ หรือเป็นสารเสริมในการบำบัดผู้ติดยาเสพติดและการติดเชื้อจากจุลชีพ ทว่าอีกด้านหนึ่ง ประเด็นเกี่ยวกับขนาดการใช้ยาที่เหมาะสม ความเป็นพิษ และการตอบสนองต่อยาที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล ยังคงเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบที่ชัดเจน และเป็นข้อควรระวังสำคัญที่ทำให้ไม่ควรนำไปใช้อย่างแพร่หลายโดยปราศจากการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด ความนิยมของโลดทะนงแดงในฐานะตัวช่วย “ล้างพิษ” ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เป็นทั้งเครื่องพิสูจน์ถึงภูมิปัญญาไทยดั้งเดิม และในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงอิทธิพลของคำกล่าวอ้างด้านสุขภาพที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนในยุคดิจิทัล (ข่าวสดออนไลน์)
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่สนใจการแพทย์ทางเลือกจากธรรมชาติ เรื่องราวของโลดทะนงแดงนี้น่าจะให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์หลายประการ ประการแรกและสำคัญที่สุด คือ ไม่ควรนำสมุนไพรชนิดนี้ หรือสมุนไพรอื่นใดที่มีฤทธิ์แรง มาใช้เองโดยไม่ได้ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาต โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนไทยหรือเภสัชกรแผนปัจจุบัน ประการที่สอง ควรใช้วิจารณญาณต่อคำกล่าวอ้างด้านสุขภาพที่พบเห็นทางออนไลน์ และพยายามค้นหาข้อมูลที่ได้รับการสนับสนุนจากทั้งภูมิปัญญาดั้งเดิมและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ประการสุดท้าย พึงระลึกไว้เสมอว่าสมุนไพรอย่างโลดทะนงแดง ซึ่งมีประวัติการใช้มายาวนานหลายศตวรรษนั้น ไม่ได้เป็นเพียงยาที่มีศักยภาพในการรักษาโรคเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความรอบคอบระมัดระวังที่สั่งสมมาของผู้ประกอบวิชาชีพในอดีต ผู้ซึ่งเข้าใจดีถึงเส้นแบ่งอันเปราะบางระหว่างคุณประโยชน์และการก่อให้เกิดอันตราย
ในขณะที่ความสนใจในพืชพรรณจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก โลดทะนงแดงจึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ที่สะท้อนทั้งความหวังและความซับซ้อนที่อยู่คู่กับยาสมุนไพรเสมอมา หากมีการนำไปใช้อย่างเหมาะสม ด้วยความเข้าใจและเคารพในฤทธิ์ของมัน โลดทะนงแดงก็อาจยังคงเป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพของผู้คนในรุ่นต่อ ๆ ไปได้ และในขณะเดียวกัน ก็เป็นเครื่องเตือนใจที่ชัดเจนว่าภูมิปัญญา ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมหรือองค์ความรู้ใหม่ ย่อมไม่สามารถก้าวหน้าไปได้โดยลำพัง หากปราศจากการผสมผสานและตรวจสอบซึ่งกันและกัน
แหล่งข้อมูล:
- งานวิจัยสาร Diterpenoid trigonoreidon B จาก Trigonostemon reidioides ช่วยลดการอักเสบในแบบจำลองเซลล์แมคโครฟาจของหนูที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS และการบาดเจ็บของตับจากการอักเสบในหนู
- PubMed: Trigonostemon reidioides
- รายงานภาคสนาม he02.tci-thaijo.org
- ข้อมูลสมุนไพรไทย คณะเภสัชศาสตร์ ม.อุบลฯ
- ดิสไทย: โลดทะนงแดง สมุนไพรไทย
- การประเมินฤทธิ์ต้านเอนไซม์ไทโรซิเนส สารต้านอนุมูลอิสระ และความเป็นพิษต่อเซลล์ของสารสกัดราก Trigonostemon reidioides
- ประกาศจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย
- ศักยภาพความเป็นพิษต่อเซลล์ thaiscience.info
- งานวิจัยเซรุ่มแก้พิษงูจากสมุนไพรไทย
- ข่าวสดออนไลน์: สมุนไพรโบราณ